"เฮ้...คุณ เป็นอะไรรึเปล่า ได้ยินผมมั้ย" ผมถามพลางขยับเท้าก้าวเข้าไปหาเธอช้าๆ จนมายืนห่างจากร่างโปร่งแสงของเธอราวสองสามก้าวโดยที่ในใจปราศจากความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยจนผมอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ ก่อนจะยื่นมือไปหาเธอแต่ก็ต้องชะงักค้างไว้แค่นั้น เมื่อร่างของเธอเกิดอาการสั่นไหวขึ้อย่างปุบปับพร้อมกับส่งเสียงสะอื้นออกมา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นร้องไห้คร่ำครวญเสียงยืดยานเยือกเย็นจนหนาวสะท้านไปถึงต่อมหมวกไต นี่ถ้าเป็นเมื่อวานล่ะก็ ผมคงจะต้องนิมนต์หลวงพ่อโกยวัดป่าราบวนารามลงขาแล้ววิ่งเปิดตูดโกยแน่บไปถึงไหนต่อไหนแล้วแน่ๆ "ฮือออออ ฉาาาาน... ยาาาาง... ม่าาาาย... อยาาาาก... ตาาาาาย... ฮือออออ" หญิงสาวคร่ำครวญ
"คุณ! ร้องไห้ทำไมเนี่ย เงยหน้ามาพูดกับผมสิ" ผมละล่ำละลักด้วยความตกใจกับท่าทีของเธอ ทันใดนั้น มือของผมเอื้อมไปค้างไว้ ก็ถูกมือโปร่งแสงของเธอคว้าหมับเข้าที่ข้อมือ ส่งความเย็นยะเยือกทะลุผิวหนังเขาไปสู่ไขกระดูก ก่อนจะแล่นขึ้นสู่เบื้องบนโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว แล้วบางสิ่งก็เกิดขึ้นภายในหัวของผมอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกมึนงงจากการถูกจู่โจมกระทันหันของภาพที่กำลังเกิดขึ้น มันตัดฉับๆ สลับกลับไปมาระหว่างภาพของตัวผมเองกับภาพจากความทรงจำของวิญญาณหญิงสาวที่ยังคงเอาแต่นั่งก้มหน้าร้องไห้คร่ำครวญอยู่ตรงหน้า การสลับภาพเพิ่มความเร็วถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อภาพสุดท้ายหยุดนิ่งลง...ผมก็เข้ามาอยู่ในความทรงจำของเธอ...โดยสมบูรณ์
มาริษา หญิงสาวสวยหน้าหวานวัยยี่สิบแปด เจ้าของร่างเล็กแบบบางและผิวขาวนวลเนียนผุดผ่อง เธอมีรอยยิ้มแบบสาวน้อยแสนซนที่ดูเป็นคนที่มีความมั่นอกมั่นใจในตัวเองสูง นิสัยขี้เล่นของเธอที่บางครั้งออกจะเกินงามส่อไปในทางสองแง่สองง่ามไปหลายเบอร์ จนอาจจะทำให้มนุษย์ลุงมนุษย์ป้าหลายๆ คนต้องมองค้อนและตาค้างเอาได้ง่ายๆ แต่นั่นกลับกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดที่เย้ายวนใจที่ไม่ว่าผู้ชายรวมถึงบรรดาสาวหล่อทั้งหลายต้องมองตามจนเหลียวหลัง เธอมาจากครอบครัวที่อัตคัดขัดสนจนเงินทองจนต้องปากกัดตีนถีบ ทำทุกวิถีทางที่จะได้เงินมาเจือจุนครอบครัวอันเป็นที่รักของเธอ แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะงดงามน่าหลงใหลเพียงใด ก็ไม่พ้นที่จะต้องมีมีจุดด่างพร้อยเป็นตำหนิเสมอไม่มากก็น้อย มาริษาเองก็เช่นกัน
เธอเป็นหญิงสาวที่มีวาจาเข้าขั้นเข้มข้นจัดจ้านยามพบกับสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ และก็ออกจะด้อยความสามารถในการควบปากและคำพูดของตัวเองเสียก้วย นั่นทำให้เธอได้ขึ้นแท่นทำเนียบอีสาวปากแซ่บไปอย่างเต็มภาคภูมิ แต่เธอก็ยังสามารถใช้รูปสมบัติของเธอกลบเกลื่อนข้อด้อยดังกล่าวเอาไว้ได้เป็นอย่างดีและเนียนกริ๊บ แถมเธอยังเป็นนักต้มตุ๋นตัวท็อปแห่งวงการมิจฉาชีพอีกด้วย มาริษามักจะใช้ความสาวความสวยของเธอเป็นเครื่องมือช่วยในการหลอกล่อจับเหยื่อมาปอกลอกอยู่เสมอ ผู้ชายหน้ามืดที่ตกหลุมเสน่ห์ของเธอพวกนั้นก็ล้วนแต่เป็นคนระดับอาเสี่ยไฮโซเงินถุงเงินถังกันทั้งนั้น ทั้งหนุ่มทั้งแก่แต่หน้าม่อที่ชอบหนีเมียไปแซ่บกิ๊ก จำนวนนับสิบๆ รายที่เต็มใจเดินเข้ามาติดกับดักและสูญเงินไปเป็นล้านๆ ให้กับเธอมาแล้ว กว่าพวกเขาจะรู้ว่ากูควายมาก มาริษาสาวแสบก็เปิดตูดแน่บเข้ากลีบเมฆไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ก็...นะ ต่อให้เป็นนักล่อลวงมืออาชีพที่เก่งฉกาจมากมายแค่ไหนก็เถอะ มันก็ต้องมีพลาดได้สักวันเหมือนกัน เหยื่อรายล่าสุดของเธอเป็นเสี่ยหนุ่มฟ้อและหล่อเฟี้ยวเยี่ยวราดแถมกระเป๋าหนักกว่าทุกคนที่เธอเคยล่อลวงมาเสียอีกด้วย แต่เขาก็ดันมีภรรยาจอมหึงโหดทำตัวเป็นเจ้าที่ที่แรงส์จัดปลัดบอกเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วทั้งคน ยังไม่ทันที่มาริษาจะลงมือปฏิบัติการปอกลอกเสี่ยหนุ่มเลย เธอก็ต้องจ๊ะเอ๋เข้ากับความหึงหำหวงมหาโหดของซ้อใหญ่ที่ส่งคนแว่นดำติดตามไล่ล่าเธออย่างไม่ลดวาราศอก โทษฐานที่บังอาจมาอ่อยผัวข้าใครอย่าแตะ จนเธอต้องหนีหัวซุกหัวซุน ทิ้งทุกสิ่งอย่างที่ได้มาจากการหลอกลวงไว้เบื้องหลังเพื่อเอาชีวิตรอด จากที่เคยกินหรูอยู่สบายก็ต้องกลายมาเป็นอดอยากปากห้อยเมื่อเงินที่นำติดตัวมาหมดลงอย่างรวดเร็ว เพราะติดนิสัยฟุ้งเฟ้อและไม่ประมาณตนของเธอเอง จนกระทั่งมาเจอ...ประกาศรับสมัครพนักงานต้อนรับจากเพื่อนสาวสองที่เธอหลบหนีไปพึ่งใบบุญ
ภาพตัดมาที่มาริษากำลังก้มหน้าก้มตาอ่านแผ่นบรีฟงานของเธออยู่หลังเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ในโถงรับรอง มันคือภารกิจสำหรับพนักงานต้อนรับกะกลางคืนที่เธอต้องทำ
'สวัสดี ยินดีต้อนรับเข้าสู่การทำงานของคุณในค่ำคืนนี้ งานของคุณไม่มีอะไรมาก เราขอให้คุณปั้นหน้าให้สวยใสและยิ้มแย้มอยู่เสมอเมื่อมีผู้มาติดต่อธุระใดๆ ภายในตึกนี้ ภารกิจแรกของคุณก็คือ เวลาประมาณ 18.07น. จะมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาติดต่อธุระของเขา ขอให้คุณรู้ไว้ว่าเขาคือผู้ดูแลสถานที่คนใหม่ของเราและเขาก็เพิ่งจะมาเข้างานเป็นคืนแรกเช่นเดียวกับคุณ หยิบแฟ้มสัญญาจ้างงานให้เขาเซ็นชื่อให้เรียบร้อย อ้อ...เราขอให้คุณบอกกับเขาว่าให้อ่านข้อตกลงในสัญญาอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย ส่วนเรื่องว่าเขาจะทำตามหรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับคุณแล้ว หลังจากที่เขาเซ็นเอกสารเสร็จ ให้คุณรับแฟ้มคืนและอย่าปล่อยให้เขาทู่ซี้ยืนคุยกับคุณต่่อไปอีก จงเลิกให้ความสนใจแก่เขาซะ
เมื่อถึงเวลา18.49น. เราขอให้คุณรีบวิ่งไปที่ลิฟต์ตัวขวามือแล้วกดปุ่มเรียกมัน จากนั้นให้มันพาคุณขึ้นไปที่ชั้นหกโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าหากคุณยังอยู่หลังเคาเตอร์ในช่วงนี้ ทางเราขอไม่รับประกันความปลอดภัยของคุณ ทางที่ดีที่สุดคือคุณควรทำตามคำแนะนำข้างต้นจะเป็นการดีที่สุด เมื่อขึ้นไปถึงชั้นหกแล้ว ขอให้คุณเลือกห้องไหนก็ได้เพื่อเข้าไปซ่อนตัวและจงอยู่ในห้องนั้นจนกว่าจะถึงเวลา 22.58น. ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง หลังจากสิ้นสุดเวลาของการหลบซ่อนแล้ว คุณต้องออกมาจากห้องนั้นโดยทันที ไม่เช่นนั้น คุณอาจจะไม่มีโอกาสได้ออกมาอีกเลยก็เป็นได้ ใช้ลิฟต์ตัวเดิมเพื่อกลับลงมาที่สเตชั่นงานของคุณ หลังจากนั้น เราอนุญาตให้คุณกลับบ้านไปพักผ่อนหย่อนยานได้เลย เงินค่าจ้างจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของคุณทันทีที่คุณถึงบ้าน...ขอให้โชคดี
แล้วภาพในหัวผมก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง มาริษามองนาฬิกาข้อมือของเธอ มันบอกเวลา 22.58น. ซึ่งเป็นเวลาที่เธอจะต้องออกไปไปจากห้องนี้แล้ว เธอก้าวมายืนอยู่หน้าประตูและลังเลที่จะเปิดมัน เธอคิดมาตลอดเวลาที่หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ว่า ทำไมต้องให้เธอมาซ่อนในนี้ด้วย มันมีอะไรที่น่ากลัวงั้นอยู่ที่ข้อนอกนั่นงั้นหรือ และที่สำคัญตอนนี้ ข้างนอกห้องนั่นมันก็มืดสลัวจนไม่อยากจะออกไปเจอกับมันเลย ขณะที่ลังเลอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงขู่คำรามต่ำๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง มาริษาสะดุ้งสุดตัว ยกมือปิดปากปิดกั้นไม่ให้ตัวเองส่งเสียงกรี๊ดออกมา และเธอก็หยุดตัวเองได้ทัน เธอไม่อยากทำเสียงดังจนทำให้อะไรก็ตามที่อยู่ข้างหลังเกิดตกใจแล้วพุ่งเข้าใส่เธอ หญิงสาวตัดสินใจยื่นมือที่สั่นเทาไปเปิดประตูออก 'ผลัวะ' แล้ววิ่งออกจากห้องทันทีโดยไม่ยอมเหลียวหลังกลับไปมอง ตรงเข้าหาแสงไฟสว่างจ้าของลิฟต์ที่เปิดรอรับเธออยู่ก่อนแล้ว
หญิงสาวยืนขาสั่นอยู่ภายในลิฟต์ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนน่ากลัวว่ามันจะวายไปเสียก่อน รองเท้าคัทชูแบบส้นเตี้ยคู่โปรดของเธอช่างไม่เหมาะกับการที่จะต้องวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดเลยสักนิด และในตอนนี้มันกำลังกลายเป็นตัวถ่วงที่อาจจะทำให้เธอไปไหนไม่รอดในต่ำคืนบ้าออนี้ก็ได้ ดังนั้นมาริษาจึงตัดสินใจสลัดมันทิ้งไว้ที่มุมด้านในของลิฟต์ด้วยความอาลัยอาวรณ์ แต่ความรักตัวกลัวตายมันมีอำนาจมากกว่า ทำให้เธอตัดใจจากรองเท้าแบรนด์เนมคู่เหยียบหมื่นนั้นไปได้ง่ายขึ้น ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงการหยุดนิ่งของลิฟต์ จึงเงยหน้าขึ้นมองตัวเลขบอกระดับชั้น แสงสีส้มสว่างอยู่ที่หมายเลขสามและนิ่งอยู่อย่างนั้น หญิงสาวใจหายวาบ อะไรกัน! ทำไมมันถึงไม่เลื่อนลงไปล่ะ จะมาค้างเติ่งอยู่ทำไมตรงนี้เนี่ย!...เธอคิดอย่างร้อนรนและเสียขวัญ "ขอเถอะนะ พาฉันลงไปทีเถอะ ขอร้องล่ะ...ได้โปรด" หญิงสาวพร่ำบ่นออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ล้นออกมานองอาบสองแก้มแต่ไม่มีสายลมแย้มพัดผ่านมา นาฬิกาบอกเวลาห้าทุ่มห้านาที อ้าวเฮ้ย!...ทำไมมาเป็นเพลงล่ะ!?
แต่แล้ว...สิ่งที่เธอหวาดกลัวเป็นที่สุดก็บังเกิดขึ้น เมื่อเสียงเตือนของลิฟต์ดังขึ้น 'ติ๊งงงงง' ประตูลิฟต์ก็เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นความมืดสลัวของระเบียงทางเดินชั้นสาม ที่ด้านไกลสุดนั้นมีแสงไฟสีแดงเรื่อเรืองอยู่เหนือกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่คล้ายประตูตู้อะไรสักอย่าง เงาของแสงนั่นทาบสะท้อนบนพื้นซีเมนต์ขัดมันของระเบียงราวกับกำลังเชิญชวนให้เธอเดินเข้าไปหามัน มาริษาจับจ้องอยู่ที่แสงสีแดงดวงนั้นนิ่งนานอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วสองเท้าเปลือยเปล่าก็พาเธอเดินออกจากตัวลิฟต์ได้เองโดยที่เธอไม่ได้สั่ง ในใจของเธอกรีดร้องและดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากพลังงานบางอย่างที่ดึงดูดให้เธอต้องเดินเข้าไปหาแสงนั้นโดยที่ไม่เต็มใจ หญิงสาวก้าวเข้าสู่ความมืดสลัวเมื่อเดินออกห่างจากตัวลิฟต์และมันก็ปิดตัวเองตามหลัง ทิ้งให้เธออยู่กับความมืดสลัวที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงแต่เพียงผู้เดียว เธอพยายามอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชในการที่จะดึงสายตาออกจากแสงสีแดงแต่มันก็ไม่เป็นผลใดๆ ทั้งสิ้น 'อะไรกันเนี่ย นี่เกิดอะไรขึ้นกับฉัน!' หญิงสาวได้ยินเรื่องกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกขึ้นตัวเลขดังก้องไปมาอยู่ในหัว เมื่อเดินมาถึงประตูห้องหมายเลข 305 มาริษาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบเร่งร้อนรนดังก้องขึ้นมาจากโถงบันไดกลางตึกชั้นที่ต่ำลงไป และยังแว่วเสียงเหมือนตัวอะไรสักอย่างคำรามจากที่ที่ไกลกว่า แต่เธอกลับไม่สามารถบังคับตัวเองให้หันกลับไปมองได้ เสียงฝีเท้านั้นหยุดชะงักไป แต่ก็มีเสียงประตูเปิดออกและกระแทกข้างฝาอย่างแรงจากทางด้านหลังขึ้นมาแทน หญิงสาวสะดุ้งเฮือกตาเบิกกว้างแต่กลับไม่สามารถละสายตาจากแสงสีแดงเพื่อจะหันกลับไปมองได้เลย 'ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย...ฉันอยู่บนชั้นสาม!' เธอกรีดร้องดังลั่น แต่มันกลับไม่ได้หลุดรอดออกมาจากปากของเธอเลยแม้แต่คำเดียว
ลมหายใจของเธอติดขัดกระทันหัน อยู่ๆ มาริษาก็หลุดออกจากการดึงดูดของแสงสีแดงนั้น เธอหันตัวกลับไปมองข้างหลัง มีเงาตะคุ่มของอะไรบางอย่าวดูคล้ายมนุษย์แต่มีโครงร่างที่บิดเบี้ยวอย่างผิดธรรมชาติกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ พร้อมกับทำเสียงขู่ต่ำๆ อยู่ในลำคอแต่ก็น่าจะดังพอที่จะได้ยินไปถึงดาวอังคาร มาริษาหวีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนกระคนหวาดผวาสุดขีด คราวนี้เสียงของเธอหลุดออกมาดังลั่นไปทั้งชั้น เธอหันหลังกลับแล้วเริ่มออกวิ่ง ตรงเข้าหาแสงสีแดงที่อยู่เบื้องหน้า สิ่งที่อยู่เบื้องหลังเธอก็ยังส่งเสียงคำรามฮื่อๆ อยู่ไม่ยอมหยุด แถมดูเหมือนว่ามันจะเข้ามาใกล้เธอรวดเร็วยิ่งขึ้นเสียอีกด้วย หญิงสาววิ่งไปพลางกรีดร้องไป น้ำตาไหลอาบใบหน้าของเธอทำให้ดวงตาพร่าพราย ยิ่งวิ่งเข้าใกล้ แสงนั่นก็ดูเหมือนว่าจะขยับแกว่งไปมาซ้ายขวาได้ด้วยตัวจองมันเอง อีกราวห้าเมตรก็จะไปถึงประตูเหล็กข้างใต้แสงนั้นแล้ว เธอหวังอย่างสุดหัวใจว่าจะสามารถเปิดมันออกและเข้าไปหลบได้ทัน ก่อนที่อะไรที่ไล่ตามหลังมานั้นจะถึงตัวเธอ
แต่แล้วความเงียบงันก็ส่งเสียงของมันขึ้นมาเสียเฉยๆ มันรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกิดเกิดเสียงวิ้งในหู หญิงสาวชะงักฝีเท้าลงก่อนจะหันกลับไปมองข้างหลัง พวกมันหายไปแล้ว! หัวใจของเธอโล่งขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันกลับมา เธอก็ต้องตกตะลึงอ้าปากค้างตาเบิกโพลงเป็นซ้ำสอง ที่พื้นระเบียงที่ตรงหน้าประตูเหล็กห่างจากเท้าเธอไม่กี่ก้าว พื้นปูนราบเรียบนั้นเกิดการพองตัวนูนขึ้นมาเป็นรูปร่างคล้ายริมฝีปากอวบอิ่มของผู้หญิง มันค่อยๆ เผยออ้าออกและกว้างขึ้นเรื่อยๆ มีกลุ่มควันสีดำสนิทพวยพุ่งเป็นเกรียวหมุนวนขึ้นสู่อวกาศ จนกระทั่งปากนั้นอ้าจนกว้างมากพอที่จะมีอะไรบางอย่างเป็นเงาตะคุ่มรูปร่างคล้ายกับหัวผู้หญิงผมยาวกระเซอะกระเซิงโผล่ขึ้นมาจากช่องโพรงปากนั้น มันลอยตัวสูงขึ้น...สูงขึ้น แต่ถ้ามองดีๆ ก็จะเห็นว่ามันไม่ได้ลอย แต่มันเป็นส่วนหัวที่ติดกับลำคอที่กำลังยืดยาวขึ้นต่างหากล่ะ หัวและคอที่ยาวเฟื้อยนั่นส่ายไปมาเหมือนงูเห่าเมาเสียงปี่แขก
มาริษาอ้าปากค้าง เธออยากจะกรีดร้องให้สาสมแก่ความหวาดกลัวที่เต็มจนทะลักล้นออกมาจากหัวใจ แต่...ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย หัวฟูกระเซอะกระเซิงนั่นยื่นเข้ามาหาอย่างช้าๆ จนกระทั่งประจันหน้ากับใบหน้าของเธอในระยะประชิด มันใกล้มากพอที่จะทำให้มองเห็นหนังหน้าแห้งเกรียมติดกระดูกกับดวงตาสีดำมืดและปากที่ยิ้มจนดูเหมือนจะฉีกไปถึงหู มันแลบลิ้นออกมายาวขึ้นเรื่อยๆ เริ่มพันรอบลำคอของเธอช้าๆ ก่อนจะรัดแน่นทันทีทันใด นั่นทำให้หญิงสาวต้องอ้าปากกว้างโดยอัตโนมัติ เปิดโอกาสให้ปลายลิ้นปิศาจที่พันวกกลับมาด้านหน้าฉกเข้าไปในปากและทะลวงเข้าไปในลำคอของเธอ ร่างของมาริษาเกร็งและกระตุกอย่างรุนแรง นัยน์ตาดำหายวับไปและปูดถลนแทบจะหลุดออกจากเบ้า แขนและมือทั้งสองข้างเหยียดเกร็งสั่นระริก หมอกควันดำเริ่มระเหยออกมาจากผิวหนังของเธอ ในขณะที่ปากอวบอิ่มที่น่าสยองบนพื้นระเบียงและหัวปิศาจคอยาวเริ่มสลายกลายเป็นสายหมอกควันดำสนิท หมุนตีเกลียวพุ่งอัดเข้าไปในปากของหญิงสาว
แล้วร่างแบบบางของสาวร่างเล็กแสนสวยก็แปรเปลี่ยนไป ใบหน้าของเธอจากที่เคยมีเลือดฝาดกลับซูบตอบลงและขาวซีดสีขี้เถ้า เส้นเลือดสีดำปูดขึ้นมาจากกรามพาดไปทั่วคางและแก้มตอบดวงตากลายเป็นสีเหลือง นัยน์ตาดำปรากฏขึ้นอีกครั้งแต่หดเล็กลงเหลือเท่าหัวไม้ขีด ความอิ่มเอิบที่เคยมีก็กลับเหี่ยวแห้งฝ่อลงจนหนัวติดกระดูก มีเส้นเลือดสีดำปูดขึ้นมาจากกรามพาดไปทั่วคางและแก้มตอบ ปากอ้ากว้างเผยให้เห็นฟันซี่เล็กแหลมคมและโพรงปากดำมืดที่มีน้ำลายข้นๆ เหนียวๆ สีช้ำเลือดช้ำหนองไหลเยิ้มลงลูกคาง ผมที่เคยยาวสีดำสลวยก็กลับเปลี่ยนเป็นสีเทาฟูฟ่องกระเซอะกระเซิงแห้งเสีย มาริษาคนเดิมได้จากไปแล้ว...ตลอดกาล ฉับพลันนั้นเอง ร่างโปร่งแสงของหญิงสาวที่เคยสวยก็ปรากฏขึ้นเป็นภาพซ้อน ขึ้นมา ก่อนที่จะถูกกลุ่มควันสีดำสนิทจากประตูตู้ใต้ดวงไฟสีแดงพุ่งเข้าพันเกี่ยวรอบร่างวิญญาณของเธอ แล้วกระชากลากเธอหายเขาไปในความมืดดำของประตูที่เปิดอ้า ก่อนที่ประตูลึกลัยนั้นจะปิดตัวเอง และสบายตัวไป
ในที่สุดภาพความทรงจำของหญิงสาวก็หายวับไป ผมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง แต่ภาพควันดำที่พันรอบร่างวิญญาณหญิงสาวยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้าผม วิญญาณของเธอกรีดร้องโหยหวนขณะที่ถูกฉุดดึงเข้าหาหลุมดำมืดมิดที่โผล่มาจากผนังห้องตอนไหนก็ไม่รู้ "ไม่...อย่า...ช่วยด้วยยยยย!" เธอกรีดร้องโหยหวน ผมทันได้เห็นแววตาของเธอที่ดูหวาดกลัวและวิงวอนขอความช่วยเหลือส่งมาให้ผม แต่ผมทำได้ก็แค่ ยืนเบิกตากว้างมองดูเธอจมหายเข้าไปในหลุมดำอันมืดมิดนั่น...เท่านั้น
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments