ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหมายของผมยังกับฟ้ากับเหว มันเป็นโถงทางเดินขนาดใหญ่มหีมาสีขาวโพลนจนต้องทำตาหยีมองในทีแรกที่เห็น ขนาบด้วยประตูมากมายเรียงรายไปตามสองข้างทาง ทอดลึกเข้าไปด้านในยาวไกลจนเหมือนกับว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด แสงสว่างสีขาวนั้นไม่ได้เกิดจากแสงประดิษฐ์ใดๆ แต่มันเรืองออกมาจากพื้นทางเดิน ผนังห้อง บานประตูและเพดาน สูงที่ลิ่วจนสว่างเจิดจ้าทำให้ผมรู้สึกแสบตาขึ้นมาหน่อยๆ "โห...นี่มันชั้นใต้ดินจริงเหรอวะ" ผมอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น ถึงบรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดไม่ต่างกันกับข้างบน แต่มันกลับให้ความรู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่ในเซฟโซนมากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ผมก้าวเท้าออกจากลิฟต์แล้วเดินไปตามทาง พลางสังเกตุบานประตูเหล่านั้นก็พบว่า แต่ละห้องไม่มีลูกบิดหรือด้ามจับเลยแม้แต่บานเดียว แล้วอย่างงี้ผมจะรู้ได้ไงว่าออฟฟิศโอเปอเรเตอร์มันคือห้องไหนล่ะฟะเนียะ ผมเดินผ่านประตูห้องแล้วห้องเล่าไปตามโถงทางเดินนับสิบห้อง แต่ละประตูก็ดูเหมือนๆ กันไปหมด
แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว 'ทำไมแกไม่ลองเปิดเข้าไปสำรวจดูล่ะ ไอ้บื้อ' เกือบจะทันทีที่อีกความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาคัดค้าน 'แกจะรู้ได้ไงว่าถ้าเปิดมันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อย่าลืมว่าที่นี่คือใต้ดินนะเว้ย แกไม่รู้หรอกว่าหลังประตูมันจะมีอะไรรออยู่' 'ไม่หรอกมั้ง สว่างโร่ปานนี้คงไม่มีอะไรหรอกน่า' 'แกจะแน่ใจได้ยังไง ที่นี่อะไๆ มันไม่ปกตินะ จำได้มั้ย' เอาอีกแล้ว บรรดาความคิดของผมเริ่มจะตบตีกันวุ่นวายอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่ได้ลองเปิดประตูเลยสักบาน ลองหันหลังกลับไปมองก็พบว่าเดินลึกเข้ามาไกลจนประตูลิฟต์หดเล็กลงจนมองไม่เห็นรายละเอียดของมันแล้ว ผมหันกลับมามองทางข้างหน้าที่ยังคงทอดยาวลึกเข้าไปและยังคงมองไม่เห็นจุดหมายที่ตามหา "แล้วมันอยู่ไหนวะ...ไอ้ออฟฟิศที่ว่านั่นน่ะ" ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง ชักจะหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ แล้วนะ แต่ทันใดนั้นเองผมก็มองเห็นมัน
ราวกับว่ามันกำลังนิ่งรอรอให้ผมถามหามันอยู่งั้นแหละ อยู่ๆมมันก็โผล่ออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ที่ประตูถัดไปข้างหน้าด้านซ้ายมือ มีบางอย่างที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำเล็กๆ ติดอยู่ตรงกึ่งกลางประตูสีขาว เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ก็พับกบป้ายพื้นสีดำตัวอักษรสีขาวเขียนบอกว่า 'ออฟฟิศโอเปอเรเตอร์' อิหยังหว่า ผมเกาหัวแกรกด้วยความงุนงง ทำไมอยู่ๆ มันก็โผล่ขึ้นมาเฉยๆ ได้ล่ะเนี่ยะ เดี๋ยวนะ! นายโอเปอเรเตอร์บอกว่าต้องจุดเทียนที่ประตูฝั่งตรงข้ามใช่ไหม คิดได้ดังนั้นผมจึงหันไปมองหาทันที แต่ที่เห็นอยู่คือบานประตูสีขาวเรียบสนิทไม่มีอะไรติดอยู่เลยสักอย่างแม้แต่รอยขีดข่วน แต่เดี๋ยวก่อน...ตรงนั้นเหมือนจะมีรูอะไรติดอยู่แฮะ...ผมเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ ใช่จริงด้วย! มีรูเล็กๆ สี่รูที่มีสีขาวกลมกลืนไปกับสีพื้น คล้ายกับว่าจะเบ้าเสียบเพื่อยึดเกาะของวัตถุบางอย่างที่หายไป อย่าบอกนะว่า...ผมคิดแล้วก็ให้รู้สึกใจแป้วและท้อแท้ลงทันใด...งานนี้มันคงไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว ผมตัดสินใจที่จะเข้าไปดูในออฟฟิศโอเปอเรเตอร์ก่อน เผื่อว่าจะมีเบาะแสอะไรที่เกี่ยวกับภารกิจนี้เพิ่มเติมก็เป็นได้
ทันทีที่ผมผลักประตูออฟฟิศเข้าไป อยู่ๆ ความสว่างไสวทั้งหมดก็ดับวูบลงปุบปับกระทันหัน "เห้ย!" ผมร้องลั่นด้วยความตกใจดึงมือออกจากบานประตูนั้น "กูว่าแล้ว!" ผมพูดกับตัวเองอย่างแพนิค ในขณะที่หูได้ยินเสียงประตูดีดตัวกลับมาปิดตามเดิมเบาๆ แต่...ความสว่างไสวก็ไม่ได้กลับคืนมาอย่างใจหวัง หัวใจของผมเริ่มเต้นระบำแบบค่อยๆ อัพสปีดขึ้นเรื่อยๆ ผมรีบดึงสติกลับคืนมาจนได้ก่อนจะกดเปิดสวิตช์ไฟฉายแรงสูงบนหน้าผากให้สว่างขึ้น แต่ความมืดมิดที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นชนิดเดียวกันกับความมืดในอุโมงค์หินใต้ดินในภารกิจที่ห้าเปี๊ยบ มันบีบอัดลำแสงไฟฉายจนกลายเป็นแท่งทรงกระบอกสีเหลืองที่ทำด้วยแสงและไม่ได้สะท้อนกับสิ่งใดเลย ผมหันรีหันขวางไปรอบตัว แท่งแสงนั้นส่องไปข้างหน้าได้แค่ไม่เกินสามเมตรเท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นไฟฉายแรงสูงแท้ๆ ทำให้นี่มันเป็นวถานการณ์ที่บ้าบอเอามากๆ
จู่ๆ หัวใจผมก็ต้องระส่ำรัวกระหน่ำอยู่ในอกอย่างบ้าคลั่งแล้วหล่นวูบลงไปกระเด้งกระดอนอยู่ที่ตาคุ่ม เมื่ออยู่ๆ ก็เกิดเสียงหลากหลายรูปแบบดังระงมขึ้นเกือบจะพร้อมกันจากทุกทิศทาง ทั้งเสียงคำรณคำราม เสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงอะไรบางอย่างที่แหลมๆ หนักๆ กระทบและครูดไปกับพื้น ที่สำคัญ เสียงเหล่านั้นฟังๆ ไปแล้วก็เหมือนว่ามันกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาตัวผมอย่างรวดเร็วเสียด้วย "เชี่ยแล้วไหมล่ะ!" ผมผวาหนักมาก รีบลนลานผลักประตูออฟฟิศเบื้องหน้าแล้วถลันเข้าไปข้างในอย่างไว ก่อนจะรีบปิดมันทันทีแล้วเอาหลังพิงไว้ด้วยหัวใจที่ตื่นระทึก ทันใดนั้นเอง...แสงสีขาวมัวซัวของหลอดฟลูออเรสเซนต์ก็สว่างขึ้น ทำให้ผมมองเห็นสภาพภายใยห้องได้อย่างชัดดจนแจ่มแจ๋ว และก็พบว่ามันมีสภาพเดียวกับห้องออฟฟิศข้างบนเปี๊ยบอย่างกับก๊อปมาวาง ทั้งการตกแต่งและสิ่งของที่อยู่ภายใน ทั้งเครื่องแฟกซ์ ทั้งตู้เย็น ทั้งวิทยุสื่อสารสีแดงสมุดบันทึกรายงานปกแข็งและ โทรศัพท์มือถือของผมแม้แต่กล่องโฟมใส่ชิ้นส่วนเครื่องในของไอ้มาวินก็วางอยู่ตำแหน่งเดียวกันเป๊ะเว่อร์ ผมเดินอย่างงงๆ ไปหยิบมือถือขึ้นดูหน้าจอที่มืดสนิทของมัน "ทำไมแกถึงลงมาอยู่ข้างล่างนี่ได้วะ" ผมพึมพำถามมัน...คุยกับโทรศัพท์ก็ได้ไปอีก! กำลังจะลองกดปุ่มเปิดดู แต่ทันใดนั้นก็เกิดเสียงวื้ดยาวๆ จากเครื่องแฟกซ์ที่โหลดกระดาษเข้าแท่นพิมพ์ดังขึ้น แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจอะไรนัก กับคืนอันแสนจะบ้าคลั่งนี้ ผมได้เจอเรื่องแปลกประหลาดมามากจนไม่เห็นเป็นความแปลกอีกแล้ว ผมเอามือถือซุกลงในกระเป๋ากางเกงและวางเทียนไขกับไฟแช็คลงข้างวิทยุสื่อสารเพื่อที่จะเดินไปหยิบแผ่นกระดาษที่ถูกพิมพ์เสร็จแล้วขึ้นมาอ่าน
'สวัสดี...ว่าที่โอเปอเรเตอร์คนใหม่' ผมเริ่มต้นอ่านบรีฟงาน และพบว่าคนส่งแฟกซ์นี่มีการอัพเดทสถานะของผมเสียด้วย 'เมื่อคุณได้อ่านข้อความในกระดาษแผ่นนี้นั่นหมายความว่าคุณได้ยอมรับข้อเสนอของเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนี้ไป คุณไม่อาจจะถอยหลังกลับไปได้อีกแล้ว แต่การที่จะได้เป็นโอเปอเรเตอร์อย่างเต็มตัว คุณจำเป็นต้องยืนยันตัวตนของคุณให้สำเร็จเสียก่อน ด้วยการปักเทียนไขสีแดงเล่มสุดท้ายลงบนเชิงเทียนซึ่งอยู่หน้าประตูตรงข้ามกับออฟฟิศโอเปอเรเตอร์นี้ นั่นจะทำให้คุณได้รับการยอมรับจากผู้ลงทัณฑ์ทั้งมวล เราคิดว่าคุณคงสังเกตเห็นแล้วว่าเชิงเทียนที่เรากำลังพูดถึงนั้น มันได้หายไปจากที่ที่มันควรจะอยู่ ดังนั้น ภารกิจที่เจ็ดซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของค่ำคืนนี้ก็คือ คุณต้องค้นหาชิ้นส่วนต่างๆ ของเชิงเทียนนั้นมาให้ครบ เพื่อที่จะประกอบมันเข้าด้วยกันและติดมันไว้บนที่ที่มันควรจะอยู่ตามเดิม สามชิ้นส่วนที่คุณต้องค้นหาให้พบเพื่อที่จะนำมาประกอบเข้าด้วยกันก็คือ แป้นยึดก้านเชิงเทียน ก้านเชิงเทียนและเบ้าปักเทียน พวกมันถูกแยกออกจากกันไปเก็บไว้ในสถาที่ต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นที่ที่คุณเคยไปมาแล้วก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่ก็เป็นได้ จงให้ความทรงจำนำทางคุณไป และจงระลึกไว้เสมอว่าในตอนนี้ คุณยังไม่ได้ถูกยอมรับจากเหล่าผู้ลงทัณฑ์แต่อย่างใด พวกเขายังคงจะติดตามไล่ล่าและขัดขวางคุณไม่ให้ภารกิจสำเร็จลงได้ และมีเปอร์เซ็นต์ที่คุณเองก็อาจจะทำภารกิจไม่สำเร็จมากพอๆ กันกับเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ'
'ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่คุณ ทางเรายินดีที่จะมอบไอเทมพิเศษให้แก่คุณ มันรอคุณอยู่ในลิ้นชักตู้เก็บเอกสารชั้นที่สอง เราเชื่อว่ามันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณเป็นอย่างมากถ้าหากคุณใช้มันให้ถูกวิธี แม้มันจะไม่สามารถทำลายผู้ลงทัณฑ์ลงได้ก็ตาม แต่มันก็อาจจะช่วยซื้อเวลาให้กับคุณได้บ้างนิดหน่อยไม่น้อยก็มาก แต่ก็ระวังไว้ด้วยล่ะ ของดีมักจะมีจำนวนจำกัด อย่าใช้มันพร่ำเพรื่อจนไม่เหลือไว้ในยามจำเป็น...เตือนแล้วนะ! คุณสามารถหาเบาะแสของสิ่งที่ต้องค้นหาจากวิญญาณทั้งห้าที่ถูกคุมขังไว้รอการส่งไปรับการลงทัณฑ์ ณ เบื้องล่างได้ คุณจะพบพวกเขาได้จากการสังเกตุสัญลักษณ์ที่ประตูให้ดีและเลือกประตูที่ถูกต้อง อ้อ...สำคัญที่สุด...การให้ความเมตตาสงสารแก่วิญญาณบาปเหล่านั้นเป็นสิ่งต้องห้าม...หากคุณละเมิดกฎข้อนี้ ทุกสิ่งอย่างที่คุณได้เพียรพยายามทำมาในค่ำคืนนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะไปทันทีโดยจะไม่มีโอกาสที่สองให้แก้ตัว และจะกลายเป็นตัวคุณเองที่จะต้องถูกลงทัณฑ์ ฉะนั้น ได้โปรดอย่าลืมและจงจำให้ขึ้นใจ...ขอให้โชคดี'
ผมถอนใจเฮือกและมองบนให้กับคำอวยพรลงท้ายนั่น เชื่อขนมกินได้เลยว่าถ้าลงท้าด้วยประโยคนี้ล่ะก็ จะต้องมีรายวิ่งฝุ่นตลบหอบซี่โครงบานอีกแน่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ผมวางแผ่นบรีฟงานลงบนโต๊ะก่อนจะเดินไปดึงลิ้นชักตู้เก็บเอกสารชั้นสองออก ปืนรีวอลเวอร์.38สีดำเมื่อมนอนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ผมหยิบมันขึ้นมาสำหรวจรังเพลิงก็พบว่ามันถูกบรรจุกระสุนเอาไว้เรียบร้อยเต็มลูกโม่ครบหกเม็ด นั่นหมายความว่าผมมีโอกาสใช้มันได้เพียงหกครั้งเท่านั้น ผมรู้ตัวเลยว่าตอนนี้หน้าตาของตัวเองมันยุ่งเหยิงเอามากๆ อันเกิดจากความกังวลกับปัญหาสำคัญของผม ซึ่งนั่นก็คือ...ฝีมือการยิงปืนของผมมันออกจะบรมกากจนน่าขากถุยใส่หน้าอย่างไม่น่าให้อภัยนี่สิ...ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดผมเกิดยิงพลาดไปสักนัดล่ะก็...อะไรจะเกิดขึ้น มันอาจจะกลายเป็นวิกฤติที่ส่งผลต่อการถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ของผมได้ทันทีเลยทีเดียว "เออ...ก็ยังดีหว่าไม่มีให้ใช้ล่ะน่า ถ้ากระสุนหมดก็เอาปาใส่หัวมันทั้งกระบอกนี่แหละวะ" ผมพยายามใองโลกในมุมสวยๆ และพูดปลอบใจตัวเองก่อนจะตบรังเพลิงเข้าที่แล้วเอาเหน็บไว้ที่ก้น ห่อ จะยกนาฬิกาขึ้นมาดู ตอนนี้เวลาตีหนึ่งสามสิบนาที...ผมต้องเริ่มงานแล้ว
ผมเดินกลับมายืนที่หน้าประตูพร้อมกับพยายามระงับอารมณ์ตื่นเต้นไม่ให้มันพลุ่งพล่านจนเกินไป จากนั้นก็ลองแนบหูเข้ากับประตูเพื่อพยายามฟังเสียงความเคลื่อนไหวข้างนอกห้อง...มันเงียบสนิท...ไม่มีเสียงใดๆ ดังลอดเข้ามาเข้าหูเลยสักก๊อกสักแก๊ก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าว่าทางจะปลอดโปร่งโล่งสบายซะหน่อย...ใช่มั้ย แม้จำเลยพยายามห้ามเท่าไหร่แต่หัวใจผมก็ยังเอาแต่เร่งจังหวะการเต้นให้แรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมกลัวว่ามันจะทะลุอกออกมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ขณะที่ดึงประตูเปิดออกแล้วยื่นหน้าไปส่องดูซ้ายขวา แต่ก็อย่างที่บอก...แสงไฟฉายแรงสูงมันไร้ประสิทธิภาพเกือบจะสิ้นเชิงในที่บ้าๆ นี่ ผมเอามือจับด้ามปืนลูกโม่ไว้แน่นก่อนจะสูดหายใจลึกๆ รวบรวมความกล้า แล้วเริ่มนับหนึ่ง...สอง...สาม...สี่..." ปั๊ดโถ่...แล้วกัน! นับแค่สามก็พอสิวะไอ้ป๊อด!" ผมด่าแล้วถีบก้นตัวเองออกไปสู่ความมืดมิดข้างนอกห้อง ผมตัดสินใจเลือกเดินไปทางซ้ายแต่ก็เหลียวหน้าเหลียวหลังไปมาตลอดเวลาด้วยความระแวงจนชักจะเวียนหัว แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ส่อแววอันตรายเลยสักแอะ
"สัญลักษณ์งั้นเหรอ มันมีอยู่ด้วยเหรอวะ!?" ผมพึมพำพูดกับตัวเองเหมือนไอ้บ้าที่เป็นแพนิค พยายามส่องลำแสงที่เหมือนจะไม่เต็มใจจะทำงานของมันเอาเสียเลยเจ้าใส่ประตูแล้วประตูเล่าที่เดินผ่านไป แต่ก็ไม่มีวี่แววของสัญลักษณ์ที่ว่านั่นเลย "ห้องไหนของมันวะ...ห้องขังวิญญาณที่ว่า" ผมบ่นงึมงำพลางเดินเข้าไปใกล้ประตูทางด้านขวามือตรงหน้า นั่นไง...เจอแล้ว! มันถูกสลักเป็นรอยร่องลึกไว้ตรงกลางบานประตูเป็นรูปคล้ายกับปากที่กำลังอ้ากว้าง ตรงกลางปากมีเส้นยึกยือที่มีวงกลมอยู่ที่ปลายด้านสูงสุดเหมือนเป็นหัวของตัวอะไรสักอย่าง ผมคงใช้เวลาสำรวจสัญลักษณ์นั่นนานไปหน่อย จู่ๆ อะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ในความมืดด้านไกลออกไปก็ส่งเสียงคำรามปนกรีดร้องดังกึกก้องขึ้นมาอีกแล้ว ที่สำคัญ...มันกำลังเคลื่อนที่ตรงเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก! ผมได้ยินเสียงกึงกังที่น่าจะเกิดจากปลายขาแหลมๆ กระทบพื้นพร้อมกับเสียงกริ๊กๆ รัวถี่ยิบ ชิกไหเลี้ยว! นั่นมันเสียงไอ้ตั๊กแตนปูปลาร้านี่หว่า! ผมผวาสุดตัวสองมือผลักประตูเข้าไปโดยอัตโนมัติแล้วกระโจนเข้าไปข้างใน
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง เสียงกึงกังกับเสียงเขย่าตูดของไอ้ปิศาจตั๊กแตนปูปลาร้าก็ดับเหมือนถูกตัดฉับลงทันใด ผมเอาหลังพิงประตูพร้อมกับถอนใจโล่งอกอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะตั้งสติแล้วมองดูรอบๆ ห้อง สภาพภายในห้องทำให้ผมต้องประหลาดใจอย่างหนัก มันเป็นห้องนอนสีชมพูหวานแหววก็จริง แต่กลับให้ความรู้สึกหดหู่สิ้นหวังอย่างแปลกประหลาด มีเตียงเดี่ยวขนาดสามฟุตปูด้วยผ้าสีชมพูอ่อนตั้งอยู่ชิดมุมหนึ่งของห้อง มีร่างเลือนรางและโปร่งแสงสีเงินของหญิงสาวผมยาวในชุดเดรสกึ่งทางการสีม่วงอ่อนนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ที่ขอบเตียง สองแขนเท้าอยู่ข้างตัว ปล่อยผมยาวลงปกคลุมหน้าเอาไว้ "หวัดดี..." ผมทัก แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ยังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น ผมรู้สึกคุ้นตากับชุดที่เธอสวมใส่ ใช่...จำได้แล้ว...เธอคือผู้หญิงที่อยู่ตรงเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์นั่นเอง
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments