ภารกิจสุดท้าย

วิธีการโน้มน้าวของเขาส่งผลกระทบต่อจิตใจผมอย่างหนัก "คุณน่าจะไปเป็นเซลล์ขายประกันนะ...กล่อมซะผมเคลิ้มไปเลย" ผมพูดคล้ายประชดกรายๆ "อืมม์... เซลล์ขายประกันเหรอ น่าสนใจแฮะ" เขาเอามือลูบคางไปมาพลางพยักหน้างึกงักช้าๆ เหมือนกำลังคิดตาม เอ๋า...เป็นงั้นไป "ก็ได้... ตกลง...ผมรับข้อเสนอของคุณ" ผมตัดสินใจพูดออกไป นายโอเปอเรเตอร์ลดมือลงพร้อมกับหันขวับมาจ้องหน้าผมทันที เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นแววของความประหลาดใจที่แท้ทรูปรากฏบนใบหน้าหนวดเฟิ้มของเขา "เซอไพรส์นะเนี่ยะ!" เขาอุทานพร้อมกับฉีกมียิ้มกว้างจนเกือบจะถึงใบหูอวดฟันขาววับเกือบจะครบสามสิบสองซี่ใส่ผม "ผมคิดว่าคุณจะใช้เวลาไตร่ตรองนานกว่านี้เสียอีก" ผมคิดว่าเขาคงรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แหละ ก็เสียงของเขาฟังดูไม่เหมือนเสแสร้งแกล้งทำปลอมเลยสักนิด

"ทำไมล่ะครับ... มันไม่ดีหรือไง" ผมเอียงคอถามและมองหน้าเขาเหมือนลูกนกขี้สงสัย "ไม่ๆๆ...มันดีเกินคาดไปเยอะเลยต่างหากล่ะ ผมยังไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับกฎของโอเปอเรเตอร์ให้คุณฟังเลย คุณก็ตอบรับผมแล้ว" เขาพูดอย่างกระตือรือร้นปนยินดีปรีดา แต่ สายตาที่มองมาก็มีคำถามเจือมาด้วย นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ใช้อำนาจอ่านใจผมอย่างที่เขาบอกผมไว้จริงๆ สินะ "ไม่รู้สิ พูดกันตามตรงนะ ผมเองก็ไม่ได้มีอะไรจะต้องกังวลกับโลกข้างนอกนั่นอยู่แล้วนี่นะ ไม่มีใครหรืออะไรให้ที่จะต้องห่วงอีก...แถมเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่มีอยู่ ก็ดันมาเหลือแต่หัวตาโบ๋ตั้งโด่เด่กลายเป็นผีอยู่นี่แล้ว" ผมพูดพลางปรายตามองไปที่หัวไอ้มาวิน "ไอ้บ้า! อะไรโด่เด่วะ...พูดอย่าอะไรน่าเกลียดอย่างนั้นเชียวนะโว้ย!" ไอ้มาวินโวยวายขึ้นตามสันดาน แต่ผมไม่ก็ได้ใส่ใจกับคำด่สของมัน "อีกอย่าง...ถ้าผมกลับออกไป ผมอาจจะถูกแก๊งหมวกกันน็อคอุุ้มไปนั่งเล่นบนยางรถยนต์เสียก่อน ไม่ทันได้อยู่ต่อรอตายเพราะถุงลมโป่งพองเลยก็ได้" ผมรู้สึกวูบโหวงในอกกับคำพูดของตัวเองยังไงพิกล

"ตั้งแต่ถูกเมียไล่ออกจากบ้านมา ไม่มีสักวันที่ผมจะไม่รู้สึกเศร้า โดดเดี่ยวเหมือนอยู่ในโลกนี้เพียงคนเดียว และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ แล้วมันจะต่างอะไรกับการที่จะต้องมาโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ที่นี่ล่ะ ดีเสียอีกที่ผมจะได้มีชีวิตต่อไปโดยยังมีงานทำแถมยังมีพลังเอ็กซ์เม็นให้ใช้อีกต่างหาก" ผมพูดออกมาอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ระบายความอัดอั้นทิ้งไป "เยี่ยมไปเลย ไอ้ตรี...ออสการ์ประจำปีนี้เป็นของคุณ!" หัวไอ้มาวินโพล่งขึ้น ไอ้เวร!...กำลังบิ้วอารมณ์ดราม่าได้ที่อยู่แล้วเชียว...ผมคิดอย่างฉุนกึกติดปลายจมูกแต่ก็ยิ้มมุมปากให้มันไปหน่อยนึง "คุณพูดว่ายังไม่ได้บอกกฏให้ผมใช่ไหมนะ" ผมหันไปถามนายโอเปอเรเตอร์ เขากำลังใช่นิ้วโป้งปาดหยดน้ำตาที่เอ่อจนล้นขอบตาออกมา ผมถึงกับต้องอึ้งกิมกี่ในท่าทีของเขาไปเลย ก็ใครจะไปคิดล่ะว่า ครึ่งมนุษย์ครึ่งปิศาจหน้าเหี้ยมทรงโจรอย่างเขาจะมีโหมดอ่อนไหวแบบนี้แอบซ่อนอยู่ด้วย "อ๋อ... ใช่" เขาสูดน้ำมูกฟุดฟิตแล้วกระแอมไอให้คอโล่ง รีบจัดทรงหน้ากลับคืนสู่โหมดจอมโหดหน้าเหี้ยมตามเดิมอีกครั้ง "เอาล่ะ" เขาเริ่มพูด ตีหน้าจริงจังขังขึงโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใดๆ เลยสักนิด ก็หน้าโหดเป็นกิจวัตรปกติอยู่แล้วนี่นะ อุ่ย!...โทษที เผลอบูลลี่ซะงั้น!

"กฏข้อแรก...ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกใบนี้ คุณจะต้องกลับมาที่นี่เพื่อทำงานในทุกๆ คืน คุณจะได้รับวันหยุดหนึ่งครั้งต่อเดือนในคืนพระจันทร์เต็มดวง โอเคบ๊อ...ตามทันนะ" เขาก้มหน้าน้อยๆ พร้อมกับเลิกคิ้วข้างเดียวใส่ผมเป็นเชิงถาม ผมพยักหน้ารับช้าๆ ถึงแม้จะมีคำถามเป็นล้านคำผุดขึ้นมาในหัว แต่ผมก็เลือกที่จะนิ่งเอาไว้ก่อน "กฎข้อที่สอง...คุณต้องปฏิบัติภารกิจของโอเปอเรเตอร์แบบตรงเวลาที่กำหนดเป๊ะๆ ถ้าคุณผิดเวลาแม้แต่นาทีเดียวล่ะก็ เชื่อผมเถอะว่า คุณจะรับผิดชอบสิ่งที่ตามมาไม่ไหวหรอก" เออ...ก็แหง๋ล่ะสิ ตั้งแต่เหยียบเท้าเข้ามาที่นี่ ผมก็ต้องทำตามเวลาเป๊ะๆ อะไรนั่นมาตลอดอยู่แล้วนี่นา มันแปลกตรงไหนเอาปากกามาวงซิ...ผมคิด เขามองหน้าผมแล้วอมยิ้ม...อ่านความคิดผมอีกแล้วล่ะสิท่า ลองได้ทำหน้าแบบนี้ล่ะก็

"กฏข้อที่สาม...ในระยะเวลาหนึ่งร้อยปีที่คุณอยู่ในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะอย่างไร คุณต้องห้ามใช้ความเมตตาสงสารกับผู้ถูกลงฑัณฑ์เป็นอันขาด จงจำไว้เสมอว่า สิ่งใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นกับพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นผลจากการกระทำของพวกเขาเองทั้งสิ้น โอเปอเรเตอร์ไม่มีสิทธิ์จะไปแทรกแซง ไม่เช่นนั้นคุณจะกลายเป็นผู้ถูกลงทัณฑ์เสียเอง แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับกฎข้อนี้ นั่นก็คือ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาในสัญญาการปฎิบัติงานของคุณแล้ว คุณจะได้รับหนึ่งสิทธิ์สำหรับการเซฟผู้ที่มีคุณสมบัติมาทำหน้าที่แทน และอีกหนึ่งสิทธิ์สำหรับการมอบรางวัลแก่ผู้ที่คุณเห็นสมควร เหมือนที่ผมได้รับมันในตอนนี้ไงล่ะ" พูดให้ตรงจุดก็คือ ใช้สิทธิ์ในการจับใครก็ได้ที่ถูกใจมามัดมือชกดีกว่ามั้ย "และกฏข้อที่สี่...ข้อสุดท้าย เมื่อคุณทำงานครบตามระยะเวลาในสัญญาแล้ว หากคุณต้องการปลดเกษียณตัวเอง โอ้...ใช่...คุณชาตรี ผมรู้ว่าคุณจะต้องคิดแน่นอนอยู่แล้ว เหมือนกับที่ผมกำลังทำอยู่นี่ไง การมีชีวิตโดดเดี่ยวเป็นระยะเวลายืดยาวมากเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งน่าพิศมัยนักหรอก เชื่อผมเถอะ คุณจำเป็นต้องคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติของโอเปอเรเตอร์เพื่อมาทำหน้าที่แทน ซึ่งผมก็ได้อธิบายและสาธิตให้คุณดูไปแล้ว" เขาจบประโยคให้สมบูรณ์ด้วยการประกบมือเข้าหากันจนเกิดเสียงดัง 'ปับ' เหมือนปิดหนังสือที่อ่านจบแล้ว ก่อนจะเอียงคอน้อยๆ มองหน้าผม หึ...น่ารักเกิ๊น! "คุณ...มีคำถามอะไรมั้ย" เขาเปิดโอกาสให้ผม แต่ผมก็ทำแค่เพียงส่ายหน้าแล้วตอบเขาไป "โอเคครับ...ไม่มีปัญหา" แล้วเขาก็มองผมด้วยสายตาที่บอกว่า 'ไอ้หมอนี่มันประหลาดน่าเหลือเชื่อชะมัด' อีกครั้ง

"เอาล่ะ...ทีนี้ก็มาว่ากันด้วยเรื่องภารกิจสุดท้ายก่อนที่งานในค่ำคืนนี้ของคุณจะลุล่วงอย่างสมบูรณ์แบบกันดีกว่านะ" นายโอเปอเรเตอร์พูด จริงสินะ ลืมไปเลยว่างานของผมยังไม่เสร็จนี่นา นี่ถ้าเขาไม่พูดขึ้นมา ผมก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย "คุณต้องลงไปข้างล่างเพื่อที่จะเอาเทียนไขเล่มที่สามไปจุด..." "เดี๋ยวๆๆๆ ช้างล่าง!...คุณจะให้ผมลงไปข้างล่างนั่นงั้นเหรอ!..." ผมละล่ะละลักขัดคอเขาเสียงตื่น ภาพอุโมงค์หินและนางปิศาจคอยาวสาวสยองผุดขึ้นมาในห้ว "ใช่สิ...ทำไมล่ะ?" เขาเลิกคิ้วจิกตามองหน้าผม แต่ผมไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกมาจากปาก พนันได้เลยว่าตอนนี้หน้าของผมคงจะซีดเหมือนไก่ต้มค้างคืนไปแล้ว "ใช้ลิฟต์ตัวขวามือ...คุณชาตรี" เขาพูดต่อหลังจากนิ่งมองหน้าผมอยู่หนึ่งอึดใจ "...มันเป็นลิฟท์ประจำตำแหน่งของโอเปอเรเตอร์ มันจะพาคุณลงไปที่ออฟฟิศใหม่ของคุณ" "ว่าไงนะ!" ผมแหกปากแทรกขึ้นอีก "ไม่เอาน่า...คุณได้ยินเต็มสองหูแล้ว...คุณชาตรี" เขาปราม ท่าทางจะรำคาญใจที่ผมเอาแต่แหกปากสอดกลางซอยบ่อยๆ อยู่ได้ นั่นทำเอาผมหน้าชาไปนิดหน่อย

"เทียนไขสีแดงเล่มที่สาม...คุณต้องจุดมันที่ประตูที่อยู่ตรงข้ามกับออฟฟิศโอเปอเรเตอร์ แล้วภารกิจของคุณก็จะสมบูรณ์ แต่ก็ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน ถึงแม้ตอนนี้คุณคือว่าที่โอเปอเรเตอร์คนใหม่ก็ตาม แต่เหล่าผู้ลงทัณฑ์จะยอมรับคุณก็ต่อเมื่อเทียนไขทั้งสามถูกจุดและวางอยู่ในตำแหน่งของมันแล้วเท่านั้น มันเป็นเรื่องของพิธีกรรมที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นน่ะ และมันจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าคุณคู่ควรกับตำแหน่งนี้จริงๆ และเป็นการยืนยันว่า เราได้โอเปอเรเตอร์คนใหม่มาทำหน้าที่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมไฟฉายแรงสูงซะล่ะ มันจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้นะ อ้อ...พูดถึงการจุดเทียนให้ครบทั้งสามเล่ม...ผมแนะนำว่าก่อนจะลงไปข้างล่างนั่น คุณควรจะไปจัดการให้เทียนเล่มที่สองกลับมาติดไฟเสียก่อนนะ ไม่อย่างนั้นผมเกรงว่าภารกิจของคุณจะล้มเหลว และเราทั้งคู่ก็จะต้องผิดหวังอย่างแรงกันเลยทีเดียว" คำเตือนของเขาทำให้ผมหวลนึกไปถึงตอนที่ประตูห้องมืดถูกไอ้ปิศาจแมงง่องแง่งกระชากทำลายก่อนที่จะออกมาไล่ล่าผม ถึงแม้ว่าผมจะรู้ว่าเขาน่าจะรู้อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังคงบอกเขาไปอยู่ดี "แต่...ผมเกรงว่าเราจะต้องผิดหวังกันแล้วล่ะ ตอนนี้ประตูนั่นถูกลูกน้องของคุณพังซะยับไปแล้ว ป่านนี้เทียนนั่นไม่เละไปแล้วเรอะ" ผมพูด นายโอเปอเรเตอร์ยิ้มพลางส่ายหน้าน้อยๆ "ไม่เคยมีอะไรถูกทำลายลงไปจริงๆ ในสถานที่แห่งนี้หรอกนอกจากชีวิตของผู้ถูกลงทัณฑ์ ทุกอย่างที่แตกหักเสียหายจะกลับคืนสู่สภาพปกติได้ด้วยตัวมันเองเสมอ เพียงแต่ ปิศาจทุกตนจะไม่สามารถจุดไฟได้เอง เพราะฉะนั้นนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของคุณไง...คุณผู้ดูแล" เขาตอบอย่างใจเย็น

จริงของเขา และผมก็จะไม่เถียงกับเขาในเรื่องนี้ ผมเห็นมาแล้วตอนที่วิ่งหนีปิศาจพวกนั้น ทั้งพื้นทั้งผนังถูกทุบทำลายวินาศสันตะโร แต่มันก็จะกลับมาอยูู่ดูดีเหมือนของใหม่หลังจากภารกิจเสร็จสิ้นทุกครั้งไป ผมมองหน้าเขาและรู้ว่าเขารู้ว่าผมรู้ความหมายที่เขาพูดแล้ว เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู "ตอนนี้เวลาตีหนึ่งสิบเก้านาที เอาล่ะ...จำไว้ให้ดี คุณมีเวลาถึงตีห้าห้านาทีสำหรับภารกิจนี้...คุณชาตรี" "อะไร! ทำไมถึงต้องใช้เวลามากมายถึงขนาดนั้น" ผมร้องถามเสียงแปร่งเพราะรู้สึกประหลาดใจจริงๆ แค่ลงไปจุดเทียนที่หน้าประตู มันก็ไม่ใช่งานหนักยากอะไรเลยสักนิดใช่มั้ยอ้ะ ทำไมต้องใช้เวลาขนาดนั้น ผมชักสังหรณ์ใจขึ้นมาเสียแล้วสิว่างานนี้คงจะไม่หมูอย่างที่คิด ผมจ้องหน้าชายชุดดำหน้าหนวดอย่างมีคำถามแต่นายโอเปอเรเตอร์คงไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดกับผมต่อไปอีกแล้ว เขาฉีกยิ้มกว้างขวางกว่าทุกครั้งที่ผมเคยเห็นพลางชี้ไปที่หัวตาโบ๋ของไอ้มาวิน "อย่าทำให้เพื่อนรักของคุณและเราทั้งคู่ผิดหวังล่ะ ขอให้โชคดีนะ...คุณชาตรี" พูดจบ ร่างของเขาก็ระเบิดออก 'พรึ่บ!' กลายเป็นหมอกควันสีเทาเข้ม หมุนวนเป็นเกลียวขึ้นสู่เพดานก่อนจะมิ้วปลายลงไปที่วิทยุสื่อวารบนโต๊ะทะงาน แล้วแทรกตัวมุดหายเข้าไปในรูสปีกเกอร์โฟนอย่างรวดเร็ว

"อ้าว...เห้ย!...เดี๋ยวสิคุณ!" ผมตะโกนเรียกตามหลัง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ทุกอย่างกลับมาเงียบสนิทศิษย์สงัดและวิทยุสื่อสารนั้นก็นอนเป่าสากเฉยไปแล้วเช่นกัน "ว้า...คู่จิ้นของแกไปซะแล้วเหรอเพื่อน" เสียงหัวไอ้มาวินพูดขึ้น ผมหันขวับไปหามันแล้วกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ "แกจะไปกับฉันใช่ไหมวะ...ไอ้วิน" ผมถาม "โทษทีว่ะเพื่อน ฉันเป็นแค่วิญญาณนอก ก็เหมือนกับผู้ป่วยนอกของโรงบาลนั่นแหละ ไม่มีสิทธิ์นอนเตียงหรือขึ้นไปเดินชมวิวบนตึกผู้ป่วยหรอก" ฟังมันพูดเข้า...น่าเตะกลิ้งดีมั้ยล่ะน่ะ "แปลว่าแกลงไปกับฉันไม่ได้ ทำไมต้องพูดเยิ่นเย้อด้วยวะ ไอ้เวร" ผมอดจะด่ามันไม่ได้ ถึงมันจะตายกลายเป็นผีตาโบ๋อย่างนี้ก็เหอะ แต่มันกลับยิ้มแฉ่งอวดฟันเหลืองอ๋อยอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำด่าของผมเลยสักนิด "ตอนนี้ฉันอยากให้แกรู้ว่าฉันพยักหน้าและขยิบตาขวาให้แกอยู่นะ แกไปทำภารกิจของแกให้เสร็จเถอะไอ้ตรี...โชคดีผีเป็นเพื่อนนะเว้ย" พอกวนตีนจบหัวของมันก็หยุดการเคลื่อนไหว ทำตาโบ๋อ้าปากหวอและนิ่งสนิทไปในบัดดล ทิ้งให้ผมรู้สึกวูบโหวงในช่องท้องอยู่อย่างเดียวดายตามเพียงลำพัง แต่ถึงอย่างนั้นผึไม่มีเวลาจะมาพร่ำเพ้อหรอกนะ ได้เวลาทำภารกิจแล้วนี่ ให้เวลามาซะขนาดนี้มันต้องมีอะไรพิเศษที่ต้องใส่ไข่นกกระจอกเทศเป็นแผงๆ แน่เลย...ผมคิด

ผมเปิดประตูออกชะโงกหน้ามองดูทางขวามือ โถงทางเดินสู่ห้องโถงช่างเงียบเหงาวังเวงเป็นยิ่งนัก ไม่มีวี่แววของพวก เอ่อ...คงต้องเรียกชื่อใหม่อย่างหรูให้ดูไฮโซว่าผู้ลงทัณฑ์สินะ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปลอดโปร่งโล่งสบายดีแล้วผมจึงออกจากออฟฟิศตรงไปที่ประตูเหล็กสีแดง ซึ่งมันกลับมาอยู่ในสภาพปกติแล้วจริงด้วย ไม่มีร่องรอยของความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำลายล้างของไอ้ปิศาจแมงง่องแง่งเลยสักนิดเดียว เพียงสิ่งเดียวที่หายไปก็คือโซ่เส้นใหญ่กับแม่กุญแจเท่านั้น ผมเปิดไฟฉายแรงสูงพลางนึกสงสัยว่า ไอ้ปิศาจแมงง่องแง่นนั่นภจะมีชื่อภาษาอังกฤษและฉายาว่าอะไรกันนะ ลาวามอสควิโตล็อบสเตอร์ ฉายาแส้แดงมรณะงั้นเหรอ?! เลิกคิดเวิ่นเว้อได้แล้วนะชาตรี!...ผมดุตัวเอง ก่อนจะดันประตูเหล็กเปิดเข้าไปอย่างง่ายดายสู่ความมืดมิดภายในห้อง คาดหวังว่าจะต้องได้เจอกับปิศาจหมึกแวมไพร์เข้าให้เป็นแน่แท้ แต่ภายในห้องนั้นกลับว่างเปล่า ไอ้ปิศาจหมึกแวมไพร์หายจ้อยไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ผมยักไหล่ก่อนจะเดินเข้าไปส่องไฟไปที่เทียนไขที่ปักเรียบร้อยอยู่กับเชิงเทียนทองเหลืองบนกึ่งกลางด้านหลังบานประตู รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่มีอะไร แต่ผมก็ยังไม่วายจะหวาดระแวงหันไปส่องไฟฉายรอบตัวอยู่ดี แต่มันก็ยังคงเงียบเชียบ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเลย เมื่อจัดการจุดไฟให้เทียนกลับมาทอประกายสีเหลืองนวลตาไดเอีกครั้งเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกมาจากห้องมืดและปิดประตูเหล็กเข้าที่ตามเดิม ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องเพื่อหยิบเอาเทียนไขและไฟแช็คมาถือไว้ในมือและกลับออกสู่โถงทางเดิน โดยไม่มีรายการจั๊มสแกร์ให้ต้องเผลอทำสาวแตกร้องกรี๊ดวี๊ดว๊ายแต่อย่างใด

ว่าแต่นี่มันราบรื่นเกินปุยมุ้ย ราบรื่นจนไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย มันเงียบและนิ่งสนิทเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างถูกกดปุ่มพอสเอาไว้ รอเวลาที่จะมีใครสักคนมากดปุ่มเพลย์อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่โถงทางเดิน ห้องโถงรับรอง ป้อมยามด้านนอกหรือฝั่งบันไดทางขึ้น ประสบการณ์จากภารกิจแรกๆ มันทำให้เกิดความรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงมันจะไม่ใช่ความกลัวแต่มันก็ทำให้จิตตกได้เสมอนั่นแหละ เงียบสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะมางั้นเหรอ...แล้วนี่แกจะคิดมากเกินไปจนหลอนตัวเองทำไมวะเนี่ยะ...ผมคิดไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งเห็นลิฟต์ทั้งสามตัวที่นิ่งสนิทอยู่ตรงหน้าผม ผมมองไปที่ลิฟตฺตัวที่อยู่ทางด้านขวามือ "ลิฟท์ประจำตำแหน่งงั้นเหรอ" ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ มันมีทั้งปุ่มเรียกขึ้นและลงในขณะที่ลิฟท์ตัวกลางมีเพียงปุ่มกดเรียกจากข้างล่างขึ้นมา ส่วนตัวทางซ้ายมือมีแค่ปุ่มเรียกจากข้างบนลงมา สรุปว่าลิฟท์ตัวขวาได้หมดถ้าสดชื่น ทั้งขึ้นทั้งลงทั้งบนทั้งล่างว่างั้น จะมีอะไรประหลาดกว่านี้ไดเอีกไหมล่ะ...ผมคิดพลางเอื้อมมือไปกดที่ปุ่มลงของลิฟต์ตัวขวา แสงสีส้มติดขึ้นและประตูก็เลื่อนเปิดออกทันที ผมเหลียวมองรอบตัวอีกครั้งเหมือนกำลังจะสั่งลาความเงียบสงัดของเบื้องบนนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในตัวลิฟต์ แล้วประตูก็ปิดลงและเลื่อนลงสู่เบื้องล่างในทันที

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!