"ข้อเสนอ...อะไร..." ผมถามเสียงเครียด นายโอเปอเรเตอร์มองหน้าผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจเบาๆแล้วพูด "บาปของคนที่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่นนั้นมีน้ำหนักที่มากมายนัก มันจะถ่วงขาและฉุดดึงวิญญานของเขาให้จมลงสู่แดนทรมาน มันเป็นสถานที่ที่ไร้ซึ่งความเมตตาปรานีโดยสิ้นเชิง ที่ที่แก่นกายของคุณจะถูกบดขยี้จนแหลกเหลวด้วยเครื่องบดที่เต็มไปด้วยหนามแหลม คุณจะได้พบกับความทรมานแสนสาหัสที่ไม่มีสิ่งใดในโลกจะเปรียบเทียบได้ ถึงแม้ว่ามันจะงอกกลับมาได้อีกเหมือนเดิมราวกับหางจื้งจกสักกี่ครั้งจนนับไม่ถ้วนก็ตาม แต่มันก็จะถูกเครื่องบดนรกนั่น บดให้แหลกลงไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน วนๆ ไปอย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุดหรือหยุดพัก...ในฐานะที่คุณใช้มันเป็นเครื่องมือก่อบาป" เขาพูดถึงตอนนี้พร้อมกับปรายตาลงมองและชี้นิ้วมาตรงหว่างขาของผมที่นั่งคิดตามในสิ่งที่เขาพูดไปด้วย ทำเอาเสียวแปลบปลาบวาบวูบหนาวสะท้านจากปลายก้นกบขึ้นไปถึงไขกระดูก เผลอรีบหุบขาและเอามือกุมเป้าอย่างลืมตัวกันเลยทีเดียว เขาหัวเราะเบาๆ...ตลกมากมั้ยไอ้เวร...ผมคิด ส่วนเขาก็กลับไปเข้าเรื่องบิ้วท์อารมณ์เขย่าขวัญผมต่อหน้าตาเฉย
"วิญญาณของคุณจะต้องถูกลงฑัณฑ์ทรมานอยู่ที่นั่นนานแสนนานนับพันนับหมื่นปีมนุษย์ หรือจนกว่าบาปนั้นจะถูกชำระให้หลุดออกไปจนหมดสิ้นและวิญญาณของคุณสะอาดขึ้นแล้ว อะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าบาปนะคุณชาตรี...มันจะเกาะติดแน่นทนทานนานจนคุณจำไม่ได้ว่าเคยไปทำมันไว้ตอนไหน ยิ่งคุณสะสมบาปมากขึ้นเท่าไหร่ ระยะเวลาที่คุณจะต้องถูกชำระก็จะยาวนานขึ้นเท่านั้น และผมก็บอกไม่ได้หรอกนะว่ามันจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนที่จะชำระออกไปได้หมดสิ้น" ผมแอบกลืนน้ำลายลงคอ "แต่...ถ้าคุณยอมรับเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งงานจากผม...คุณจะได้รับการละเว้นโทษทัณฑ์นั้นทันที พลังอำนาจทุกอย่างที่ผมมีอยู่ในคอนนี้จะตกเป็นของคุณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอมตะยาวนานเท่าที่คุณต้องการ อำนาจควบคุมการเปิดปิดประตูมิติ คุณจะกลายเป็นผู้ควบคุมเหล่าผู้ลงฑัณฑ์มั้งมวล และ..." เขาเลื่อนสายตาไปมองที่หัวไอ้มาวิน "เพื่อนของคุณ...มาวิน จะได้รับรางวัลของเขา เป็นสิทธิพิเศษในฐานะผู้นำพาผู้สืบทอดมาให้ผม วิญญาณของเขาจะถูกปลดปล่อยไปสู่ที่ๆ เหมาะสมโดยไม่ต้องได้รับการลงฑัณฑ์...ฟังดูดีมวากๆ เลยใช่ไหม" เขาถามเมื่อสาธยายจบ
ผมผงกหัวน้อยๆ ยอมรับอย่างคนที่มีสติแต่ก็เลื่อนลอยแบบอึนๆ มึนๆ ยังไงชอบกล แต่ก็คิดว่าข้อเสนอของเขามันฟังดูจะลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลแบบล้างสต๊อกเลยแหละ "แต่มันคงไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก...ใช่ไหม" ผมถามพลางหรี่ตามองหาเลสนัยบนหน้าเขาอย่างแคลงใจ นายโอเปอเรเตอร์หัวเราะก่อนจะตอบ "ก็ใช่...มันไม่ง่ายนักหรอก กับการที่คุณจะต้องยอมตัดขาดจากชีวิตในรูปแบบที่คุณคุ้นเคยน่ะนะ" เขาพูด "อะ...อะไรนะ! คุณจะให้ผม...ตัดขาดจากโลกภายนอกงั้นเหรอ!" ผมถามด้วยความตกใจ และผมคิดว่าหน้าตาของผมคงจะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามผสมกับอัศเจรีย์เป็นตันๆ หลายคันรถสิบล้อพ่วงมากเลยทีเดียว "โอ้...โทษที อันที่จริงมันก็ไม่ถึงกับต้องตัดขาดขนาดนั้นหรอก...คุณชาตรี คุณ จะยังคงสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่...ตัวตนของคุณจะถูกลบหายไปจากการรับรู้ของมนุษย์ทั่วไป ทั้งในทะเบียนราษฎร์และสารบบต่างๆ ที่คุณเคยข้องเกี่ยว จะไม่มีหลักฐานว่าคุณเคยเกิดมาและมีชีวิตอยู่ในโลก จะไม่มีใครที่จะมองเห็นหรือจดจำคุณได้อีกต่อไป...ถ้าคุณไม่ต้องการให้เห็น ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้องหรือภรรยาของคุณเองก็ตาม คุณจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในโลกนี้...ไปตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยปีถ้วน ไม่ขาดไม่เกิน" ผมนิ่งฟังทุกถ้อยคำที่เขาพูดพร้อมกับคิดตามไป ขณะที่ความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นมาในจิตใจ แต่เป็นเพราะมันยังไม่ชัดเจน...ผมจึงยังบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร "คุณจะต้องอยู่สภาพครึ่งมนุษย์ครึ่งปิศาจ และถ้าหากว่าคุณกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎของโอเปอเรเตอร์ล่ะก็ ครึ่งมนุษย์ที่เหลือของคุณจะถูกครึ่งปิศาจกลืนกินจนไม่เหลือซาก และคุณจะต้องเปลี่ยนสถานะไปเป็นหนึ่งในผู้ลงทัณฑ์ไปตลอดกาลโดยไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกเลย...แต่หากคุณสามารถรักษาครึ่งมนุษย์เอาไว้ได้จนครบระยะเวลาล่ะก็...คุณจะมีโอกาสได้กลับไปมีชีวิตแบบมนุษย์ปกติตามเดิมอีกครั้ง..." เขาดูมีทีท่าลังเลนิดหน่อยเมื่อพูดมาถึงตรงนี้
"แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันก็ขึ้นอยู่กับคุณล่ะนะว่า คุณจะอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่...ต่างออกไปหรือเปล่า" เขามองหน้าผมตลอดเวลาที่พูด "แล้วทำไมผมถึงจะต้องไม่อยากด้วยล่ะ" ผมถาม และคงจะตั้งค่าถามกับเขาได้อีกเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น นายโอเปอเรเตอร์ทำหน้ายุ่งยากให้เห็นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เจอหน้ากัน "ฟังนะ...ตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผมอยู่เพื่อทำหน้าที่โอเปอเรเตอร์มานี้ คุณก็น่าจะเดาออกนะว่า ในยุคเฟื่องฟูของกองเสือป่าที่ผมเกิดและโตมานั้น มันมีสภาพแวดล้อมที่ต่างกับที่เป็นอยู่ตอนนี้ลอบลับมากมายเหลือเกิน ผมอยู่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ มองดูยุคสมัยแปรเปลี่ยนไปตามวัฏสงสาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป แน่นอนว่าในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ทุกอย่างที่คุณคุ้นเคยในตอนนี้มันก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย...และแม้ว่าคุณจะมีอำนาจควบคุมมิติ แต่คุณก็ไม่อาจก้าวล่วงกาลเวลาไปหยั่งรู้อนาคตได้ อีกร้อยปีข้างหน้า...โลกใบนี้อาจจะดีขึ้น หรือแย่ลงกว่ายุคปัจจุบันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น...แต่ไม่ว่ามันจะเป็นไปในทิศทางไหน ทุกมิติของจักรวาลก็จะยังคงจะดำเนินต่อไป...ไม่มีหยุดยั้ง" เขาหยุดและถอนใจเบาๆ
"แน่นอนว่าถ้ามันเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่าคุณก็คงจะไม่ปฎิเสธมันหรอก...จริงไหม" เขาหรี่ตามองผมแต่ไม่เชิงว่าจะต้องการคำตอบ "แต่ถ้ามันเป็นไปทางตรงข้ามล่ะ สมมตินะว่าสมมติ ถ้ามันเกิดสงความโลภครั้งที่สี่จนทำให้โลกเข้าสู่กลียุคของมวลมนุษยชาติขึ้นมาล่ะ...คุณจะมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงนั้นได้หรือเปล่า" สิ่งที่เขาพูดมาซะยืดยาวนั้น บอกตามตรงว่ามันก็ดูจะน่ากังวลอยู่ไม่น้อย และมันก็จริงอย่างที่เขาพูดเสียด้วย "แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าผมเลือกที่จะไม่...กลับไป" ผมถามหลังจากที่เขาปล่อยให้ผมได้มีเวลานิ่ง เพื่อชั่งน้ำหนักของเหตุและผลอยู่ชั่วสองสามอึดใจ "วิญญาณของคุณก็จะดับสลายไปชั่วนิรันดร์...และจะไม่มีการเกิดอีกเลย" เขาตอบ "หา!...ถึงกับนิพพานเลยเหรอ" ผมร้องลั่นทำให้นายโอเปอเรเตอร์หัวเราะอีกแล้ว "อ้าว...ก็ถ้าคุณไม่ต้องการกลับไปเข้าสังคมมนุษย์ต่อไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่จะอยู่แบบไม่มีกายเนื้อต่อไปอีกล่ะ พูดตามตรงเลยนะ คุณไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะขึ้นไปสู่เบื้องสูงได้ และยังไม่แย่มากพอที่จะจมลงสู่เบื้องต่ำได้อีกเช่นกัน แถมไม่มีแต้มที่มีกำลังมากพอที่จะกลับไปเกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีกต่างหาก...แล้วคุณจะอยู่ยังไง...เป็นวิญญาณเร่ร่อนไปจนชั่วกัลปาวสานงั้นเหรอ...ผมว่านั่นมันเป็นอะไรที่จบไม่สวยเลยสักนิดเลยนะคุณชาตรี" เขาส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม...จะขบขันหรือสมเพชผมก็ไม่อาจรู้ได้ "แล้วคุณล่ะ...อยากจะกลับไปไหม" ผมถาม เขาส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "แน่นอน...ช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้ยังมีอะไรที่น่าสนุกอยู่อีกมาก และผมก็อยากจะออกไปสัมผัสกับมันอย่างเต็มรูปสักครั้ง ก่อนที่ดวงวิญญาณจะดับสลาย เมื่อร่างกายสิ้นสุดอายุการใช้งานของมัน" เขาตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"อ้าว...ตกลงว่าสุดท้ายก็ต้องนิพพานอยู่ดีงั้นเหรอ!" ผมมองหน้าเขานิ่ง "แน่นอนสิ ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่จะคงอยู่ตลอดไปได้หรอกนะ คุณชาตรี" เขาตอบ "อันที่จริงแล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออกนะว่า การที่จะต้องออกไปใช้ชีวิตอยู่อย่างแปลกแยกในสังคมที่เปลี่ยนไปนี้มันจะเป็นยังไง แต่...ใช่...ผมต้องการกลับไป ถึงจะจำเป็นต้องแฝงอยู่ในร่างที่ไม่ได้เป็นของผมก็เถอะ" เขาพูด
"อะ...อะไร! คุณจะแฝงร่างใคร! ทำไมต้องแฝง!" ผมถามเร็วปรื๋อ รู้สึกวิตกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย นายโอเปอเรเตอร์หัวเราะในลำคอ เขายิ้มมุมปากมองผมอย่างรู้ทัน "ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกน่่า คุณยังจำเป็นต้องใช้งานร่างกายของคุณต่่อไปอีกนาน กว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง ร่างที่ผมหมายถึงก็คือ..." เขาปราบตาไปที่หัวไอ้มาวิน ผมเข้าใจความหมายของเขาขึ้นมาทันที "ได้ไง...ก็ไอ้วินมัน เอ่อ...เละเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว" ผมท้วงขึ้น แต่ก็ราเสียงให้เบาลง พลางเหลือบมองใบหน้าที่ตาโบ๋ของหัวไอ้มาวิน ด้วยเกรงว่าคำพูดของผมจะไปกระทบจิตใจไอ้เพื่อนรัก แต่ก็เห็นว่ามันเอาแต่อ้าปากหวอเป็นหัวสยองที่นิ่งสงบอยู่ นายโอเปอเรเตอร์ดึงสายตากลับมาหาผมแล้วหัวเราะในลำคอ "นั่นไม่ใช่ปัญหา...คุณชาตรี" เขาพูดอย่างคนเจ้าเล่ห์ "ผมทำให้เขาเป็นชิ้นๆ ได้ ผมก็ทำให้เขาคืนสภาพได้เช่นกัน" พูดจบเขาก็หันไปหยิบกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นซดอีกโฮกเบ้อเร่อจนหมดกระป๋องก่อนจะโยนลงตะกร้าขยะ "อะ...อะไร คุณเป็นคน..." ผมพูดตะกุกตะกักและค้างเอาไว้แค่นั้น ในขณะที่นายโอเปอเรเตอร์ยิ้มมุมปากน้อยๆ เขาจิกตามองผมเหมือนตัวร้ายในละครเย็นที่กำลังจะเริ่มปฎิบัติการตามแผนร้าย
นายโอเปอเรเตอร์โบกมือขึ้นในอากาศระหว่างผมกับเขา ฉับพลันนั้นเองกลุ่มหมอกควันดำก็ก่อตัวขึ้นจากอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้า มันหนาแน่นและหมุนวนเร็วจี๋ราวกับพายุงวงช้างสีดำพร้อมกับส่งความเย็นยะเยือกเข้าใส่ผม ใจกลางกลุ่มควันหมุนวนนั้นค่อยๆปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ ดวงตาสีเหลืองปูดโปนเขี้ยวยาวโง้งและแหลมเปี๊ยบ แขนยาวหักงอเข้าหาตัวเหมือนแขนตั๊กแตนตำข้าว ส่วนล่างมีขาแปดขาคล้ายกับขาปูทะเล ผิวของมันเป็นเกล็ดละเอียดมันวาวเหมือนเกล็ดปลาแซลมอนทั่วทั้งตัว "เชี่ยไรวะเนี่ย!" ผมผุดลุกขึ้นจนเก้าอี้กระเด็นแหกปากร้องลั่นห้องด้วยความตกใจ "โอ๊ย!...ไอ้ห่าตรี!" หัวไอ้มาวินร้องตามเพราะเก้าอี้กระเด็นไปล้มทับเข้าให้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจมัน เจอแบบนี้ใครจะมัวไปสนล่ะ! ผมถอยกรูดหลังชนประตูห้องน้ำ ส่วนล่างที่เป็นขาปูขยับตามผมมา เสียงกริ๊กๆ ของตูดไก่เขย่ารัวถี่ตรงเข้าหาผม "โกรรรรรรว์!" มันแยกเขี้ยวคำรามลั่นสนั่นห้องก่อนจะยกมือตะขอของมันขึ้นสุดล้าแล้วเหวี่ยงลงเข้าใส่เป้าหมายของมันซึ่งนั่นก็คือ...หัวของผม
หูผมได้ยินเสียงดีดนิ้วดัง 'เป๊าะ' ร่างของไอ้ปิศาจตั๊กแตนปูปลาร้าก็พลันหยุดชะงัก ปลายเคียวคมกริบของมันค้างเติ่งห่างจากหัวผมแค่ไม่ถึงครึ่งฟุต ผมมองตาค้างอยู่ในท่ายกสองแขนขึ้นกันไว้เหนือหัว มันคือเสียงดีดนิ้วของนายโอเปอเรเตอร์นั่นเอง "นี่คือสิ่งที่โอเปอเรเตอร์จะได้รับเมื่อเขาตกลงรับข้อเสนอ...อำนาจในการควบคุมผู้ลงทัณฑ์" เขาพูดเสียงเรียบเฉย ห่านจิก! เล่นซะขี้เกือบแตกแน่ะ "เจ้านี่คือแครบแมนทิสบุชเชอร์ ฉายานักชำแหละ...เป็นหนึ่งในผู้ลงทัณฑ์ที่คุณคงจะคุ้นเคยกับเขาบ้างแล้วล่ะนะ" นานโอเปอเรเตอร์แนะนำตัวมันอย่างเป็นทางการด้วยน้ำเสียงแสดงความภูมิอกภูมิใจโดยที่ผมมองไม่เห็นตัวเขา เพราะไอ้เจ้าปิศาจปูปลาร้านี่บดบังเขาไว้ซะมิดเชียว แต่เย็บเข้! ไอ้ปิศาจบ้าเลือดนี่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษซะด้วยอ่ะ! จะโกอินเตอร์ไปไหน!...ผมคิดอย่างตื่นตะลึง "ไม่ต้องห่วง มันอยู่ภายใต้การควบคุมของผม ขอสารภาพตรงนี้เลยละกันนะว่า ผมนี่แหละที่สั่งให้มันช่วยชำแหละร่างของเพื่อนคุณออกเป็นชิ้นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรักษา" เขาพูดเรียบๆ แต่ช็อกความรู้สึกคนฟังอย่างขั้นสุด "ง่ายต่อการเก็บรักษาเนี่ยนะ!" ผมเผลอตะโกนใส่เขา...อะไรมันจะช็อกได้ช็อกดีช็อกถี่ซ้ำซ้อนได้ขนาดนี้ "ฉันเคยบอกแกแล้วนี่ไอ้ตรี" เป็นเสียงจากหัวไอ้มาวินที่อยู่ๆ ก็กลับมาพูดได้ซะอีกแล้ว "พลังปิศาจจะช่วยเก็บรักษาชิ้นส่วนร่างกายของฉันไว้ให้สดใหม่อยู่เสมอไงล่ะ...ช่วยเอาเก้าอี้ออกแล้วตั้งหัวให้ฉันหน่อยได้ป่ะ" ผมก้มมองดูมันที่ถูกทับอยู่ใต้เก้าอี้ที่ล้มเค้เก้ ดูจากปากที่แบะเบี้ยวของมันแล้วก็เหมือนกับว่ามันจะกำลังเจ็บอยู่ไม่น้อยเลยแหละ
"ถูกต้อง...คุณชาตรี มันเป็นนิสัยของเจ้านี่ที่ชอบชำแหละเหยื่อเป็นชิ้นๆ ก่อนบริโภคน่ะ จำไว้นะ...จะใช้ใครให้ทำงานก็ต้องดูที่จริตนิสัยด้วย...งานถึงจะออกมาดี" แน๊...ยังจะแวะมาสอนอีกนะอีตานายโอเปอเรเต๊อร์ "เมื่อผมค้นพบความเชื่อมโยงของคุณกับมาวินเพื่อนคุณและพบว่าคุณมีลักษณะของคนที่ผมจะคาดหวังได้ ผมจึงต้องการเก็บรักษาร่างกายของเขาเอาไว้เพื่อรอพิสูจน์คุณเสียก่อน" พูดจบชายชุดดำโผล่หน้ามาจ๊ะเอ๋พร้อมฉีกยิ้มอวดฟันขาววาววับมาให้ผมจากด้านหลัของร่างปิศาจตั๊กแตนปูปลาร้า ก่อนที่จะขยับโผล่ออกมาทั้งตัว สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวออกมายืนเด่นเป็นสง่าที่กลางห้อง "เพื่อป้องกันการหลบหนีของวิญญาณ ผมจำเป็นต้องแยกชิ้นส่วนเขาและเอาบางส่วนไปเก็บไว้ที่อิ่นเพื่อสร้างอาถรรพ์ขึ้นมา และเพื่อประหยัดเนื้อที่ในการเก็บรักษา มันจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าถ้าจะเก็บอะไรก็ตามที่อยากจะเก็บรวมกันไว้ในกล่องน่ะ คุณว่ามั้ย" นอกจากจะขี้เก๊กขี้ขิงแล้วยังเป็นจอมวางแผนด้วยนะหมอนี่ เขาโบกมือในอากาศอีกครั้งร่างของไอ้ปิศาจตั๊กแตนก็พลันสลายกลายเป็นกลุ่มควันดำแล้วเลือนรางจางหายไปในพริบตา "คุณเองก็จะต้องทำอย่างเดียวกันกับที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ ถ้าคุณต้องการที่จะกลับไป...เมื่อถึงเวลา"
"อ้อ...อีกอย่างนะ คุณได้สังเกตมั้ยว่าตอนนี้ร่างกายของคุณได้เปลี่ยนไปแล้วน่ะ" เขาถามพลางมองหน้าผมยิ้มๆ "อะ...อะไร เปลี่ยนยังไง!" ผมด้วยความวิตก รีบก้มมองสำรวจตัวเอง นอกจากสารรูปที่ดูไม่จืดกับบาดแผลที่หัวไหล่กัยรอยฟกช้ำที่สีข้างแล้วก็ไม่เห็นอะไรอย่างอื่นเปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว ผมเงยหน้ามองนายโอเปอเรเตอร์ด้วยความสงสัย เขายังคงยิ้มมุมปากส่ายหน้าน้อยๆ "ที่ผมหมายถึงก็คือ...ตอนนี้คุณหายใจหายคอดล่องกว่าเดิมแล้ว...คุณไม่สังเกตุอาการของตัวคุณเองบ้างเหรอ" เขาจ้องหน้าผมที่ยืนเป่าสากนิ่งฟังอยู่ แต่คำพูดของเขาก็ทำให้ผมเริ่มทบทวนไทม์ไลน์ และเริ่มมองเห็นสิ่งที่เขาพูดถึง และมันก็เป็นจริงตามนั้น ตอนภารกิจแรกที่ต้องวิ่งหนีควันปิศาจจากลิฟต์นั้น มันทำให้ปอดผมแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ภารกิจต่อๆ มา อาการที่ว่านี้ก็ดูจะเบาลงเรื่อยๆ จนแทบจะลืมไปเลย "มันเป็นอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่กำลังก่อตัวอยู่ในเนื้อปอดขคุณตอนนี้ ผมจะปล่อยให้คุณได้กลับออกไป เพื่อเผชิญหน้ากับผลพวงจากการสูบบุหรี่จัดติดต่อกันมานานยี่สิบกว่าปี ซึ่งผลของมันจะแสดงออกมาเต็มที่ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้...ในกรณีที่คุณปฏิเสธนะ" คำบอกเล่านั้นทำเอาผมใจหายวาย หน้าชาและสตั๊นท์ไปอีกสามวินาที
"แต่ถ้า โอ้...ใช่แล้วคุณชาตรี การรับข้อเสนอจะทำให้เวลาตายของคุณจะถูกยืดออกไปนานเท่าที่คุณต้องการจะมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คุณยังอยู่ในสัญญา คุณก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยหอบเหมืนจะขาดใจทุกครั้งที่ออกแรง หรือทนทรมานกับการแน่นหน้าอกเพราะหายใจไม่ทันอีกต่อไป และการก่อตัวของโรคถุงลมโป่งพแงในปอดของคุณก็จะถูกย้อนกระบวนการ กลับไปเป็นปอดที่แข็งแรงดูเหมือนใหม่ทุกประการ มันฟังดูดีมากเลยนะว่ามั้ย" เขาเอียงคอถาม...นี่มันคือการมัดมือชกชัดๆ "แต่..." เขาพูดต่อหลังจากที่ปล่อยให้ผมระลึกชาติอยู่อีกชั่วสองสามอึดใจ "ใช่...ข้อเสนอดีๆ มักจะมี 'แต่' ตามมาด้วยเสมอ...ว่ามั้ย" นั่นไง...ในโลกนี้ไม่เคยมีของฟรีใดๆ โดยเฉพาะในโลกของปิศาจสินะ "แต่อะไร" ผมถามออกไปในที่สุด "คุณจะต้องปฏิบัติตามกฎต่อไปนี้อย่างเคร่งครัดด้วย เพราะไม่อย่างนั้น สิทธิพิเศษต่างๆที่ว่ามา...จะกลายเป็นโมฆะทันที โดยไม่มีข้อแม้หรือการแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น"
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments