"ได้ไง...ไอ้วิน" ผมก้มลงมองตาหลวงโบ๋บนพื้นแล้วตะคอกถาม "แกเอาอะไรของฉันมาวะ...หา!" แต่เปล่าประโยชน์สิ้นดี เมื่อมันไม่มีดวงตาผมก็อ่านสีหน้าของมันไม่ออก นอกจากจะเอาแต่ยิงฟันเหลืองอ๋อยใส่ผมแล้วมันก็ไม่ได้พูดอะไรเลย "ห่าเอ๊ย ทีอย่างงี้ล่ะทำเป็นหุบปากซะเงียบกริ๊บเลยนะไอ้เวร" ผมพึมพำงึมงำเยาๆพลางมองตาโบ๋ของมันอย่างเคืองๆ "ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของรูปธรรมหรอก...คุณผู้ดูแล ถึงจะเป็นเพียงนามธรรมผมก็ค้นหามันเจอ...มันออกจะง่ายกว่าด้วยซ้ำไป" นายโอเปอเรเตอร์พูด "อย่างเช่น...ความคิดความระลึกถึงหรือความผูกพันธ์อะไรทำนองนั้นน่ะนะ...ด้วยเจตจำนงของเขาที่มีติดมากับจิตใต้สำนึกที่...ระลึกถึงคุณตลอดเวลานั่นเอง ที่ทำให้ผมเจอคุณ โดยที่แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำไป" เขาเอนหลังยกขาขึ้นไขว่ห้างอีกครั้ง
"สิ่งที่ผมเห็นอย่างภายในใจของเขาเป็นส่วนใหญ่เลยก็คือ ความนึกคิดอันมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จ เพื่อที่จะได้มีเงินไปใช้หนี้...ไม่ให้คุณต้องเดือดร้อน และนั่นมันเป็นความคิดที่โดดเด่นออกมาจนผมเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว โอ้...เขาเป็นเพื่อนที่ดีมากเลยนะคุณชาตรี" นายโอเปอเรเตอร์มองไปที่หัวไอ้มาวินด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออกจะว่าสาแก่ใจก็ไม่ใช่สงสารก็ไม่เชิง "แหม๋...มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกฮะ พูดซะเขิลเล่นเนี่ย" หัวไอ้มาวินยอมเปิดปากพูดอีกครั้ง "ทีงี้ละพูดจ๋อยๆ เชียวนะแก ไอ้ผีตาโบ๋!" ผมหันไปด่ามันด้วยความหมั่นไส้ติ่งสุดๆ "...แต่น่าเสียดาย...เขา..." นาย โอเปอร์เรเตอร์พูดต่อและยั้งคำพูดค้างเอาไว้ "ไม่รอด" หัวไอ้มาวินชิงพูดต่อประโยคนั้นให้จบ นายโอเปอเรเตอร์กระตุกยิ้มมุมปากใส่หัวไอ้มาวินและปรายตามามองหน้าผมด้วยสายตาสุดจะหยั่งถึงอารมณ์ที่แท้จริงได้ อยู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นโบกมาข้างหน้า ฉับพลันนั้นเอง กลุ่มควันสีเทาเข้มกลุ่มเล็กๆ ก็ก่อตัวหมุนคว้างขึ้นมา และอึดใจต่อมามันก็สลายตัวไป ปรากฏเก้าอี้ไม้มีพนักพิงสีน้ำตาลดำตั้งอยู่แทนที่ "ผมว่าคุณน่าจะเมื่อยแล้วล่ะ เรามานั่งคุยกันให้เป็นกิจลักษณะกันดีกว่านะ...คุณชาตรี" เขาพูดพลางผายมือไปที่เก้าอี้ตัวนั้น เห้ยยยย!...นี่มันเจ๋งสุดติ่งทิงนองนอยไปเลย...เสกของได้ด้วยอ่ะ อย่างกับพ่อมดเลย...ถึงจะยังหวั่นๆ ไม่ค่อยไว้ใจกับท่าทีของชายชุดดำคนนี้ก็เถอะ แต่ต้องยอมรับตามตรงเลยว่าผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ กับสิ่งที่เข้าทำ
หลังจากที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้โดยหันหน้าประจัญกับเขาตามคำเชื้อเชิญแล้ว "คุณมีคำถามนี่...ว่ามาได้เลย" เขาเปิดอภิปรายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม "ผมว่าคุณก็รู้อยู่แล้วนะว่าผมจะถามอะไร...คุณอ่านใจผมได้นี่" ผมตอบ "ไม่ล่ะ...ผมว่ามันไม่ยุติธรรมกับคุณสักเท่าไหร่" เขาพูดพร้อมยักไหล่ "ผมจะไม่ใช้พลังอำนาจของโอเปอเรเตอร์กับคุณ...อย่างน้อยก็ในตอนนี้ล่ะ ผมอยากได้ยินจากปากของคุณมากกว่า...เชิญครับ" เขาผายมืออีกครั้ง อะไรของแม่งวะเนี่ย ขี้เต๊ะชะมัด...น่าหมั่นไส้หนักมากเลยนะหมอนี่ "ก็ได้" ผมลอบถอนใจเบาๆ อย่างยอมแพ้กับท่าทางขี้เก๊กขี้ขิงของหมอนี่แล้วจริงๆ "คำถามมันอาจจะซ้ำซากไปหน่อยนะ แต่...คุณจะบอกผมได้หรือยังว่าปิศาจพวกนั้นมาจากไหนและคุณเป็นใครกันแน่" ผมยิงคำถามใส่เขาทันที
คราวนี้เขาไม่อิดเอื้อนเบือนบิด ยอมตอบคำถามของผมโดยดี "ก็อย่างที่ผมเคยบอกคุณนั่นแหละคุณชาตรี ผมคือโอเปอเรเตอร์" เขาตอบ "ใช่เหรอ...แต่คุณดูไม่เหมือนพนักงานรับโทรศัพท์เลยนะ" ผมเหน็บแนมอย่างอดใจไม่ไหว มองหน้าเขาอย่างข้องใจส่วนเขากลับหัวเราะหึๆ แล้วส่ายหน้าน้อยๆ "ทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องมีผู้ควบคุม เพื่อขัยเคลื่อนให้กระบวนการที่จำเป็นสามารถดำเนินต่อไปได้" เขาพูดพลางจ้องตาผมอย่างจริงจัง "พูดให้เห็นภาพกันง่ายๆ คุณก็รู้ดีนะว่ารถยนต์จำเป็นต้องมีคนขับมันถึงจะเคลื่อนที่ไปได้ เช่นกันกับร่างกายของคุณเองก็ต้องมีจิตวิญญาณของคุณเป็นผู้ควบคุม มันถึงจะมีชีวิตและดำเนินต่อไปตามครรลองได้...ตามทันมั้ย" เขาหยุดถาม ซึ่งผมได้แต่พยักหน้ารับพร้อมกันนั้นก็ชักจะเริ่มได้กลิ่นของความหัวจะปวดโชยมาแต่ไกล
"ในมหาจักรวาลประกอบไปด้วยจักรวาลย่อยน้อยใหญ่อีกนับร้อยนับพันจักรวาล แต่ละจักรวาลก็มีมิติต่างๆ เป็นของตัวเอง จักรวาลที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน มันไม่ได้มีแค่มิติโลกมนุษย์เท่านั้น...คุณชาตรี แต่มันยังมีมิติอื่นนับร้อยนับพันที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้จากการรับรู้ของคนทั่วไปอยู่ บางมิติอยู่ห่างไกลเกินกว่าที่คุณหรือใครจะจินตนาการถึงได้ บางมิติก็ทับซ้อนอยู่แนบชิดติดกับห้องนอนของคุณแบบที่คุณคาดไม่ถึงเช่นกัน และทุกมิติที่มีอยู่ในจักรวาลต่างก็จำเป็นต้องมีผู้ควบคุมดูแล จัดการให้ความเป็นไปภายในมิตินั้นดำรงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งนั่นก็คือหน้าที่ที่แท้จริงของโอเปอเรเตอร์...อย่างผม" เขาอธิบายช้าๆ สบายๆ ราวกับกำลังเม้ามอยหอยตลับกันกับเรื่องฟุตบอลทีมโปรดงั้นแหละ แต่มันเป็นที่ผมเองที่นิ่งฟังเขาพูดด้วยความมึนงงและหัวจะปวด พร้อมกับทำตาปริบๆ มองหน้าหนวดๆ ของเขาเพื่อพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
แต่เขาก็พูดถูกอยู่อย่าง...สำหรับผมแล้ว นี่มันเป็นเรื่องที่เกินจินตนาการปกติจริงๆ "สรุปสั้นๆนะ...ผมเป็นโอเปอเรเตอร์ผู้ควบคุมดูแลความเป็นไประหว่างมิติโลกมนนุษย์กับมิติเบื้องล่าง" นายโอเปอเรเตอร์พูดต่อ "ส่วนปิศาจพวกนั้นมีชื่อว่า 'ความตายทั้งห้า' พวกมันขึ้นมาจากมิติที่อยู่เบื้องต่ำที่สุดของจักรวาลนี้ ที่ที่เหล่ามนุษย์ทั้งมวลเรียกว่า 'นรก' นั่นแหละ พวกมันมีหน้าที่เป็นผู้ลงฑัณฑ์คนที่กระทำความผิดบาปของคนที่ผม...จัดสรรให้มาที่นี่" เขาเน้นประโยคท้ายเป็นพิเศษ "อะไรนะ..." ผมครางเสียงเบาหวิวแหบแห้งที่ตีบตันอยู่ในลำคอพร้อมกับตื่นตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน เขาเอนตัวไปพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายใจ มองยิ้มๆ มาที่ผมที่อ้าปากค้าง จ้องหน้าเขาอย่างไม่อยากจะเชื่ออยู่เป็นครู่ กว่าจะขยับปากพูดออกมาได้ "ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี่เป็น...ฝีมือของคุณ..." ผมเค้นเสียงแปร่งๆ ถามไป...มันแปร่งถึงขนาดตัวผมเองยังรู้สึกได้ นายโอเปอเรเตอร์ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากก่อนจะพูดต่อ
"เราทำงานกันเป็นทีม...คุณชาตรี เราวางแผนไว้ให้สำหรับทุกคนที่ผมค้นพบความเชื่อมโยง" คำบอกเล่าของเขาทำให้ขนต้นคอของผมก็ลุกซู่ซ่าจ้องหน้าเขาเขม็ง "ยะ...ยังไง" ผมถาม นายโอเปอเรเตอร์หันไปมองที่หัวไอ้มาวิน เขายังคงยิ้มน้อยๆ ด้วยท่าทีเหมือนคนที่มีความสุขอยู่ตลอดเวลาก่อนจะพูดต่อ "โต๊ะบอลพวกนั้นเป็นทีมงานของผมเองที่เข้าไปเป็นเจ้าหนี้ของเพื่อนคุณ...เพื่อนำทางพาให้เขาไปพบเจอกับใบปลิวโฆษณาเงินกู้แผ่นนั้นและสนใจมัน เพื่อให้เขามาลงเอยมาที่นี่" "อะไรนะ!" ผมกับหัวไอ้มาวินร้องเสียงหลงอย่างตกใจออกมาพร้อมกัน เพราะไม่มีลูกกะตาให้แสดงอารมณ์ได้ หัวไอ้มาวินจึงแสดงสีหน้าได้ด้วยปากที่อ้าค้างไว้เท่านั้น และนั่นก็ยิ่งทำให้มันดูเป็นหัวที่สยองยิ่งขึ้นกว่าเดิมสิบเท่า! "และสำหรับคุณ...คุณชาตรี" เขาหันมาหาผม "หญิงมนุษย์ป้าเจ้าของห้องเช่าของคุณก็เช่นกัน เธอเป็นทีมงานของผมที่ส่งไปกดดันให้คุณรู้สึกจนตรอก และงับเหยื่อล่อที่ผมส่งไปอยู่บนหนังสือพิมพ์ของคุณ" เขาพูดน้ำเสียงเรียบเฉยเปื่อยๆ เหมือนกับคุยเรื่องดินฟ้าอากาศที่น่าเบื่อหน่าย แต่ไอ้มาวินไม่ยอมเรียบเปื่อยด้วย "แก...แกพาฉันมาถูกสับเป็นชิ้นๆ...แกทำอย่างนี้ทำไมวะ" มันโวยลั่นห้องและมันก็ช่วยถามคำถามที่ผมเองก็อยากรู้ด้วยเหมือนกัน
นายโอเปอเรเตอร์ละสายตาจากหัวไอ้มาวินกลับมาจ้องตาผม แต่คราวนี้รอยยิ้มนั้นเหือดหายไปจากใบหน้าของเขาอย่างปุบปับกะทันหัน มันทำให้เขาดูน่ากล้วขึ้นเป็นทบทวีคูณ ทำเอาผมสะอึกและตื่นตัวจนเผลอยืดตัวขึ้นหลังตรงแน่ว แต่ก็ยังคงจัองตาตอบกับเขาไป "มันคืองานของผม ผมบอกคุณไปแล้ว วิญญาณบาปจะต้องถูกส่งไปชำระ ณ มิติเบื้องล่าง ทุกคนที่มาที่นี่ล้วนแต่มีบาปที่ต้องชำระเมื่อสิ้นอายุขัยกันทั้งนั้น" เขาหันไปหาหัวไอ้มาวินอีกครั้ง "และอีกอย่าง ที่เขาต้องตายก็เป็นเพราะอายุขัยของเขาก็หมดลงแล้ว" เขาพูดเรื่อยๆ ส่วนผมนั่งนิ่งอ้าปากเหวอค้างเติ่งอยู่ในท่าเดิมนี่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ บอกตรงๆ ว่าช็อกกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจนร่างกายเป็นอัมพาตไปหมดแล้วล่ะมั้ง "ฉันทำบาปอะไรวะ" อยู่ๆ ไอ้มาวินก็โวยวายขึ้นมาอีก ทำให้ผมสะดุ้งจนหลุดออกจากอาการนิ่งค้างเหมือนสัญญานขาดหายแบบทันทีทันใด "คุณไม่รู้จริงๆ รึ...คุณมาวิน การพนันขันต่อที่คุณชื่นชอบนักหนาน่ะ มันนำพาไปสู่การคดโกง และคุณก็โกงพนันจนกลายเป็นนิสัย การฉ้อฉลทำกลโกงคือการกระทำเพื่อให้ได้ทรัพย์ที่เป็นของคนอื่นมาเป็นของตน ถึงแม้จะเป็นทรัพย์ของคนบาปประเภทเดียวกับคุณก็ตาม แต่บาปนั้นมันเกิดขึ้นมาจากเจตนาขึ้นคุณเอง...คุณมาวิน" นายโอเปอเรเตอร์พูดเสียงเข้มอย่างกับกาแฟโรบัสต้า ทำเอาไอ้มาวินทำปากเงิบงาบแต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา สงสัยจะเถียงไม่ออกล่ะสิ แกนี่มันเลวจริงๆ เลยว่ะไอ้ห่าวิน...ผมคิด
"อันที่จริง ผมจะปล่อยให้เขาตายด้วยกรรมวิธีของทีมงานของผมเลยก็ได้ พวกนั้นวางแผนให้เพื่อนของคุณโดนพวกหมวกกันน็อคดำกระทืบม้ามแตกตาย แต่ที่ผมต้องเข้าไปแทรกแซงกระบวนการปฏิบัติปกติก็เพราะว่าผมมีเหตุผลของผม และมันก็เป็นเหตุผลที่สำคัญมากๆ ด้วย" นายโอเปอเรเตอร์พูด "หะ...เหตผลอะไร" ผมกลั้นใจถามออกไป ด้วยความรู้สึกชักจะหวาดๆ กับผู้ชายคนนี้เสียแล้ว เท่าที่เห็นสิ่งที่เขาทำได้ และฟังสิ่งที่เขาพูดมานั้นมันแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ธรรมดาเลย ชายชุดดำขยับตัวโน้มมาข้างหน้า จ้องหน้าผมอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่จะถอยกลับไปพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม "คุณจะรู้เมื่อคุณพร้อม แต่เชื่อเถอะว่าอีกเดี๋ยวคุณก็จะพร้อมแล้วล่ะ" เขาตอบอย่างทิ้งปมให้คิด
"คุณจัดการให้ผมมาอยู่ที่นี่เพื่อให้พวกนั้นลงทัณฑ์...ผมเหรอ" ผมโพล่งออกมาและกลืนน้ำลายเหนียวหืดลงคออย่างยากเย็น เขาส่ายหน้าช้าๆ พลางหัวเราะในลำคอแล้วถอนใจเบาๆ ก่อนตอบ "สำหรับคุณ...คุณชาตรี" เขาหันมาเล่นผมเข้าให้แล้วไง "คุณมีภรรยาเป็นพันธะผูกพันอยู่แล้วแต่คุณก็ยังนอกใจเธอไปนอนกับผู้หญิงอื่น และหญิงคนนั้นก็มีสามีเป็นของตัวเองอยู่แล้วเสียด้วย เธอเป็นภรรยาใหม่ของผู้จัดการใหญ่หัวหน้างานของคุณไงล่ะ ใช่...ผมรู้ว่าคุณไม่รู้เรื่องนี้ แต่มันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณต้องได้รับซองขาวมานั่นแหละ รู้ใช่มั้ย...การนอกใจเมียตัวเองและการเป็นชู้กับเมียชาวบ้านมันบาปเต็มๆ" คำพูดทุกคำของเขาทิ่มแทงหัวใจของผมทุกเม็ดทุกดอก ผมนั่งอ้าปากหวอเถียงไม่ออกจริงๆด้วย...เลวกว่าไอ้มาวินซะแล้วกรู
นายโอเปอเรเตอร์ไขข้อข้องใจจบเขาก็กลับมาระบายรอยยิ้มใส่หน้าอีกครั้ง "แต่เดี๋ยวก่อน" เขาพูดขึ้นอีก คราวนี้มันทำให้ผมนึกถึงรายการไดเร็กเซลล์ในทีวี...ถ้าคุณโทรมาภายในสิบนาทีนี้ เอ่อ...ไม่น่าจะใช่แฮะ "คุณต้องเข้าใจนะว่ามันเป็นงานของผม...คุณชาตรี คือ...มันเป็นกฏพื้นฐานของทุกๆ จักรวาล และผู้ควบคุมมิติจะต้องจัดการให้ทุกอย่างดำเนินไปได้...อย่างราบรื่น" เขาพูดโน้มตัวมาข้างหน้าอีกครั้ง ใช้ศอกค้ำที่หน้าขามือประสานกันอยู่ใต้คาง สองตามองติดอยู่ที่พื้นกระเบื้อง ทำท่าทางเหมือนเพื่อนกำลังคุยกับเพื่อน "ผมทำงานอยู่ที่ตรงนี้มานานเหลือเกิน ตอนนี้ก็ถึงเวลาครบหนึ่งร้อยปีที่ผมจะได้เกษียณอายุงานนี้เสียที แต่ก่อนที่ผมจะเกษียณได้ ผมจำเป็นต้องหาคนที่มีคุณสมบัติของโอเปอเรเตอร์ครบถ้วนมาแทนตำแหน่งของผมให้ได้เสียก่อน...และตอนนี้ผมก็เจอคนๆ นั้นแล้ว" รอยยิ้มสว่างไสวเบ่งบานขึ้นบนใบหน้าของเขา นัยน์ตาเปล่งประกายแห่งความสุขสมหวัง ซึ่งมันต่างกันกับผมที่รู้สึกว่าตัวหนักอึ้งขึ้นมาทันทีทันใด
"คุณหมายถึง..." ผมเอ่ยเสียงเบาหวิวเหมือนล่องลอยมาจากที่ที่ไกลแสนไกล เขาพยักหน้ารับอีกครั้ง รอยยิ้มกว้างขวางยังระบายบนใบหน้า "จุดประสงค์ในการแทรกแซงกระบวนการปฏิบัติงานปกติของผมก็คือ..." เขาหยุดเว้นวรรคนิดหน่อย "ค้นและเฟ้นหาคนที่มีคุณสมบัติของโอเปอเรเตอร์...อย่างคุณนี่แหละ" พูดจบชายชุดดำก็ขยิบตาในผมพร้อมรอยยิ้มข้างเดียวที่ดูดเท่ห์ไม่หยอก ในที่สุดเข้าก็เฉลยคำตอบที่ผมถามไปในตอนต้นออกมาเสียที "คุณอาจมาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้แตกต่างจากคนพวกนั้น แต่ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป...เพราะคุณสมบัติพิเศษที่มีอยู่ในตัวคุณเอง" คำพูดของเขายิ่งทำให้ผมสับสนไปกันใหญ่ "มีคนเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะสามารถจัดการกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ และยังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีอยู่ จากผลงานที่ผมเห็นในค่ำคืนนี้ คุณได้พิสูจน์แล้วว่าคุณคือหนึ่งในหยิบมือนั้น...คุณชาตรี" ผมกระแทกแผ่นหลังไปกับพนักเก้าอี้ ปล่อยแขนลงข้างตัวตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของชายที่นั่งยิ้มกริ่มอย้างมีความสุขที่ฝั่งตรงข้าม รู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาดื้อๆ "แล้วไง..." นั่นคือทั้งหมดที่ผมพยายามเรียบเรียงเป็นคำพูดจากคำถามเป็นร้อยเป็นพันซึ่งผุดขึ้นมาในใจเหมือนดอกเห็ดผุดขึันจากพื้นดิน
"ผมเลือกคุณ...คุณชาตรี คุณจะมาทำหน้าที่โอเปอเรเตอร์คนต่อไป...แทนผม" เขาให้คำตอบโดยที่ผมยังไม่ทันได้ถาม ดูเขาจะรู้อกรู้ใจผมไปเสียทุกอย่าง เออก็แน่ล่ะ...เขาคงใช้พลังอำนาจอ่านความคิดผมอีกแล้วสินะ...เอ็กซ์เม็นชัดๆเลยหมอนี่...แต่คำตอบของเขาทำให้ผมรู้สึกโล่งใจและหนักใจไปพร้อมๆ กัน โล่งใจที่ไม่ต้องจำยอมรับสภาพเป็นผู้ถูกลงทัณฑ์อย่างคนทั้งหก แต่ก็หนักใจกับสิ่งที่เขากำลังยัดเยียดให้ "ทำไมต้องเป็นผม..." ผมถามอย่างอ่อนแรง คราวนี้เขาหัวเราะร่วนออกมาเลยทีเดียว "คุณรู้ไหม...ผมเองก็เคยถามคำถามเดียวกันนี้มาแล้วเหมือนกันกับโอเปอเรเตอร์คนก่อนหน้าผม และเชื่อว่าเป็นใครก็ต้องมีคำถามกันทั้งนั้น" เขาพูดก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือประสานกันอยู่ที่หน้าอก "คุณจะปฎิเสธก็ได้นะ แต่...ผมขอให้คุณฟังข้อเสนอสิทธิพิเศษที่เหล่าโอเปอเรเตอร์ทั้งหลายจะพึงได้รับเสียก่อน" นายโอเปอเรเตอร์พูดยิ้มๆ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments