"คุณหายหัวไปไหนมาวะ!" ผมตะคอกถามเสียงกร้าวอย่างที่ผมก็รู้ดีว่ามันโคตรจะหยาบคายเลย ก่อนที่สติจะสะกิดเตือนให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ควรทำอย่างนั้น...ทำให้เขาโกรธ "เอ่อ...โทษที ผมหมายถึง...ทำไมคุณถึงเงียบหายไป" ผมรีบปรับเปลี่ยนเป็นเสียงสองแทบไม่ทัน "ระวังหน่อยสิคุณชาตรี พูดแบบนั้นประเดี๋ยวเพื่อนคุณก็คิดว่าเราเป็นคู่จิ้นกันซะหรอก" น้ำเสียงที่ตอบกลับมาฟังดูเหมือนการพูดเล่นเสียมากกว่าจะจริงจังอะไร หน็อย...ไอ้หมอนี่ "เดี๋ยวก่อน! คุณรู้ว่าผมอยู่กับไอ้...เอ่อ" ผมเหลือบมองไปที่หัวไอ้มาวินแวบหนึ่งแล้วพูดต่อ "นี่...ถามหน่อยเถอะนะ...ทำไมคุณถึงได้แสนรู้ขนาดนี้วะ แอบส่องผมตลอดเลยงั้นเหรอ" ผมถามอย่างฉุนๆ หน่อย ๆ "หีๆๆ ว่าก็ว่าเถอะนะ ไอ้เรื่องสอดส่องคุณเนี่ย ผมไม่จำเป็นต้องแอบหรอก แต่ก็...แน่นอน คุณชาตรี เพราะผมต้องรู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้น่ะสิ" เขาตอบคล้ายจะขิงอยู่หน่อยๆ "ช่าย...เชื่อเหอะว่าเขารู้" หัวไอ้มาวินสอดตามสันดานกวนตึนของมัน "หุบปากเหอะน่า!" ผมหันไปตะคอกและมองมันเข้าเต็มตาแต่ก็ต้องรู้สึกเสียใจว่าไม่น่าทำอย่างนั้นเลย เมื่อเจอเข้ากับสองตากลวงโบ๋ของมันพร้อมรอยยิ้มแฉ่งอวดฟันเหลืองอํอยชวนขนลุกชนชันนั่น ผมเบือนหน้าหนีกลับมาหาวิทยุสื่อสารตามเดิมอย่างเร็ว "คุณเป็นใคร เอ่อ...อะไรกันแน่วะ ออกมาคุยกันซึ่งๆ หน้าจะได้มั้ย" ผมกัดฟันพูด "คุณคิดว่าคุณพร้อมที่จะเจอผมแล้วงั้นรึ...คุณชาตรี" เขาถามกลับแบบแปลกๆ นั่นทำให้เกิดความลังเลขึ้นมาจนผมต้องเผลอกลืนน้ำลายที่เกิดจะเหนียวหนืดขึ้นมากะทันหันลงคออย่างยากเย็น ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะพร้อมดีหรือเปล่ากับการเผชิญหน้ากับบุคคลลึกลับที่รู้จักแต่เสียงคนนี้
"เอ้า...ทำไมเงียบไปล่ะคุณชาตรี คุณพร้อมจะเจอผมแล้วใช่ไหม" นายโอเปอเรเตอร์ถามย้ำกลับมา เมื่อผมนิ่งคิดนานไปนิส์นุง ผมอ้ำอึ้งอยู่อีกครึ่งวินาทีในที่สุดผมก็กลั้นใจตอบเขาไป "ใช่...ผมพร้อม จะให้ผมไปหาหรือคุณจะมาที่ออฟฟิศผมดีล่ะ" เขาหัวเราะในลำคอ "ผมก็คิดว่าคุณพร้อมแล้วเหมือนกัน..." เขาพูดน้ำเสียงร่าเริงและมีความพึงพอใจเจืออยู่ด้วย "ถ้างั้นก็โอเคตามนี้นะ ผมจะไปหาคุณเอง...ตอนนี้เลย" สิ้นคำตอบของเขา วิทยุสื่อสารในมือผมก็เกิดอาการสั่นขึ้นมาเองอย่างรุนแรงจนผมตกใจโยนมันลงไปบนโต๊ะ "เห้ย!...อะไรวะ" ผมร้องด้วยความตกใจผงะถอยหลังออกห่างจากมัน จู่ๆทแสงฟลูออเรสเซนต์บนเพดานก็กระพริบติดๆ ดับๆ สี่ห้าครั้งก่อนจะกลับสู่สภาวะปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกตินั้นกำลังเกิดขึ้นบนโต๊ะทำงานที่วิทยุสื่อสารสีแดงนอนตะแคงแอ้งแม้งอยู่
มันเหมือนกับกำลังดูหนังฮอลลีวู้ดที่ใส่สเปเชียลเอฟเฟคมาเต็มสูบ กลุ่มหมอกควันหนาทึบสีเทาเเข้มพวยพุ่งออกมาจากรูสปีกเกอร์โฟนของตัววิทยุสื่อสารขึ้นไปหมุนคว้างกลางอากาศเหนือโต๊ะทำงาน ทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดลงอย่างฮวบฮาบทันทีทันใด หัวใจผมเกือบจะหลุดออกจากร่าง ยืนตะลึงเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้า 'ไม่ๆๆๆๆ...มันไม่ควรจะเกิดขึ้นที่นี่สิ...ในห้องนี้ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่รึไง!' ในสมองของผมร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนก อะดรีนาลีนพุ่งปรู๊ดปร๊าดไปทั่วร่างกายเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ในคืนบ้าๆ นี้และผมก็พร้อมที่จะใช้งานได้ตลอดเวลา...คุณก็รู้นี่ว่าสิ่งที่มากับควันที่เย็นยะเยือกนี้มันคืออะไร...ผมถอยหลังกรูดจนส้นเท้าไปกระแทกโดนหัวไอ้มาวินค่อนข้างแรงจนกลิ้งหลุนๆ ไปชนประตูห้องน้ำดังโป๊ก... "โอ๊ย! ไอ้ห่าตรี...นี่หัวนะเว้ยไม่ใช่ลูกฟุตบอล!" มันโวยวายเสียงลั่นห้องแต่ผมไม่มีเวลาว่างจะไปสนใจมันตอนนี้ สองตาจับจ้องอยู่กับกลุ่มควันสีเทาที่กำลังหมุนคว้างเลื่อนมาหาเก้าอี้ทและวนติ้วๆ อยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีร่างเลือนรางก่อเค้าโครงร่างมนุษย์ขึ้นในใจกลางกลุ่มควัน ค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลุ่มควันนั่นจางลงแล้วสลายตัวไปจนหมดสิ้น กลายเป็นร่างของชายวัยประมาณสามสิบปลายๆ ถึงสี่สิบต้นๆ ท่าทางดูภูมิฐานแต่ก็ดุดันอยู่ในที อยู่ในชุดสูทผูกเนคไทด์สีดำทั้งชุดอย่างกับว่าเพิ่งกลับจากงานศพใครมางั้นแหละ นี่ถ้าได้แว่นกันแดดสีดำแถมอีกสักอันนะ บอกเลย...MIBชัดๆ! เขาหวีผมเรียบแปล้เป็นมันเยิ้มไม่รู้ว่าหมดน้ำมันไปกี่กระปุกถึงจะได้ทรงนี้ และเขาก็นั่งยิ้มเผล่อยู่บนเก้าอี้ ข้อศอกวางอยู่กับที่เท้าแขนประสานมือไว้ใต้คาง พร้อมกันนั้นอุณหภูมิภายในห้องกลับพุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นปกติชนิดที่ว่าไม่เปิดโอกาสให้ปรับตัวกันเลยทีเดียว
"สวัสดี...คุณชาตรี" ชายชุดดำทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ผมคุ้นเคย "ในที่สุด เราก็ได้เจอหน้ากันจริงๆ จังๆ เสียทีนะ" หน้าตาที่ดุดันเหี้ยมเกรียมของเขาดูคล้ายกับพ่อมดตัวโกงในละครย้อนยุคไปสักสองร้อยปี ขัดกับการแต่งกายด้วยชุดสูทสมัยใหม่ในบุคลิคที่ดูสุขุมลุ่มลึกอย่างแปลกประหลาด เขามีหนวดเคราสั้นที่มองดูก็รู้ว่าถูกตัดแต่งมาเป็นอย่างดี "คะ...คุณเป็น...พวกมัน..." ผมพูดตะกุกตะกักและจ้องหน้าเขาอย่างไม่ไว้วางใจ พร้อมสำหรับการออกตัววิ่งทุกเมื่อถ้ามีปฏิกิริยาที่ส่อว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับอธิปไตยของผม เขาเลิกคิ้วข้างเดียวมองผมแล้วฉีกยิ้มส่งเสียงหัวเราะเบาๆ จนเห็นฟันขาววาววับ "ไม่เอาน่าคุณชาตรี"เขาพูดพลางจ้องหน้าผมและพูดด้วยน้ำเสียวที่ดผุเหมือนกำลังพยายามจะอดทนกับท่าทีของผม "ผมก็บอกคุณไปสองหรือสามครั้งแล้วนี่ ว่าผมเป็นโอเปอเรเตอร์" เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ยกขาไขว่ห้างด้วยท่าทีสบายๆ "นะ...นั่นก็ใช่ แต่ไม่เคยบอกผมนี่ว่าคุณจะออกมาจาก..." ผมพูดตื่นๆ พลางชี้ไปที่วิทยุสื่อสารที่นอนสลบสงบนิ่งบนโต๊ะ "และก็...ควัน..." ผมพูดกระท่อนกระแท่น "อย่าบอกนะว่าคุณกำลังกลัวผมน่ะ คุณชาตรี" นายโอเปอเรเตอร์พูดยิ้มๆ มองหน้าผมด้วยแววตาล้อเลียน...หมอนี่ไปโดนตัวไหนมาวะถึงอารมณ์ดีเบอร์นี้
"เอาจริงๆ นะ ผมคิดว่าเรากำจัดความหวาดกลัวที่น่ารังเกียจของคุณออกไปได้หมดด้วยภารกิจที่ผ่านมานั่นแล้วเสียอีก" น้ำเสียงของเขามีแววขบขันแต่ก็เหมือนจะพยายามกดดันไปด้วยในเวลาเดียวกัน "เปล่า...ผมแค่ตกใจที่คุณเป็นพวก เอ่อ..." ผมอึกอักลังเลที่จะเอ่ยคำนั้นออกมา "ปิศาจ" เป็นเขาที่พูดคำนั้นแทนผมซะเอง "หึๆๆ...มันก็ไม่แปลกหรอกที่คุณจะเห็นผมเป็นอย่างนั้น" เขาพูดพลางยักไหล่ "แต่จะว่าไปแล้วสถานภาพของผมกับปิศาจพวกนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นักหรอก เพียงแค่เรามีวิธีคิดและหน้าที่ที่ต้องทำแตกต่างกันนิดหน่อย เท่านั้นเอง" พูดจบเขาก็ใช้เท้ายันพื้นเลื่อนลูกล้อเก้าอี้ไปข้างหลังจนถึงตู้เย็นก่อนจะเปิดมันอ้ากว้าง ทันใดนั้นเอง หัวของอีสาวสยองจากอุโมงค์ใต้ดินก็โผล่พรวดออกมา ลิ้นยาวเฟื้อยตวัดไปมาในอากาศพร้อมหมอกควันดำพวยพุ่งจากจมูกและปากที่อ้ากว้างอวดฟันแหลมคมด้วยท่าทีมุ่งร้ายของมัน "คุณ!...ระวัง!" ผมร้องเสียงหลงอย่างตื่นตกใจสุดขีด เขาต้องโดนยัยปิศาจงับไข่บรรลัยแน่ๆ เลย...ผมคิดอย่างตื่นตระหนก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ "ทำไม...ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ...ซะบ้างเลย...นี่แน่ะ" นายโอเปอเรเตอร์พูดเหมือนทาสกำลังหยอกเจ้านายตัวโปรดยังไงอย่างงั้นพร้อมใช้นิ้วดีดหน้าผากอีสาวสยองไปหนึ่งทีดัง 'ป๊อก" ทีเดียวเท่านั้น มันก็สตั๊นท์กึก ลิ้นยาวนั่นหดกลับเข้าปากอย่างเร็ว หน้าโหดสลัดของมันสลดลงเป็นผักสลบแดดแล้วค่อยๆ เก็บฟันเข้าปาก ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมหดหัวถอยกลับเข้าไปในอุโมงค์ตู้เย็น ก่อนจะหายลับไปและผนังตู้ด้านในก็กลับมาผนังสีขาวที่เรียบสนิทเหมือนของใหม่ "ดื่มน้ำอัดลมหน่อยมั้ย" เขาหันมาถามผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่ผมที่อ้าปากค้างตาเบิกกว้างยืนมองตาปริบๆ อยู่คนเดียว "ขอผมด้วย..." เสียงหัวไอ้มาวินร้องแทรกขึ้นอย่างอยากมีส่วนร่วม ผมเลยใช้ส้นเท้ากระแทกเข้ากกหูมันเข้าให้อีกหนึ่งดอกจนหัวมันล้มตะแคงไปทำตาโบํอยู่บนพื้น "โอ๊ย! ไอ้บ้า...เตะฉันทำไมวะ!" มันด่าผม "เงียบไปเลยนะแก...เหลือแต่หัว...ยังจะมา..." ผมกัดฟันพูดเบาๆ
นายโอเปอเรเตอร์เห็นอย่างนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเสียงดังจนผมสะดุ้ง "พวกคุณนี่...คงจะสนิทกันมากสินะ" เขาพูดขณะที่ปิดประตูตู้เย็น หลังจากหยิบน้ำอัดลมกระป๋องออกมาเปิดฝา 'แม่งจะชิลอะไรเบอร์นี้วะเนี่ยะ' ผมคิด "ก็ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องซีเรียสเลยนี่คุณชาตรี" ทำเอาผมใจหายวาบ 'เห้ย! อะไรวะ!...พูดยังกับอ่านใจเราได้งั้นแหละ' ผมคิดอีกพร้อม ขมวดคิ้วจ้องหน้าเขาอย่างมีคำถามสามลำรถสิบล้อติดเต็มหน้าผาก "ผมไม่ได้แค่อ่านหรอกนะ...แต่ผมได้ยินชัดเจนยังกับบลูทูธมาเลยต่างหากล่ะ" คราวนี้ผมต้องเหวอจนเผลออ้าปากค้างกับสิ่งที่ชายในชุดสูทพูด ผมตาเบิกค้างมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ส่วนนายโอเปอเรเตอร์มองยิ้มๆ มาที่ผมก่อนจะเลื่อนเก้าอี้กลับไปที่โต๊ะทำงานตามเดิม ยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นซดโฮกเบ้อเร่อ ก่อนจึงทำเสียงแสดงความพอใจขั้นสุดออกมา "อ่าาาาา..."
"คะ...คุณทำอย่างนั้นได้ไง" ในที่สุดผมก็ปล่อยคำถามหลุดออกมาจากปากได้หลังจากที่มันค้างเติ่งในลำคออยู่นาน "หือม์...ผมทำอะไรเหรอ" บ๊ะ...นายก็อ่านความคิดฉันได้อยู่แล้วยังจะมาแกล้งถามเพื่อ!? ผมชักหมั่นไส้ไอ้หมอนี่ขึ้นมาตะหงิดๆแล้วสิ...เขาวางกระป๋องน้ำอัดลมบนโต๊ะ "ว่าไงล่ะครับคุณผู้ดูแล...ผมทำอะไรเหรอ" เขาถามซ้ำและหันมองหน้าผม มีเครื่องหมายคำถามอยู่บนใบหน้าเขาจริงๆ ทำเอาผมต้องทำคิ้วผูกโบว์ด้วยความสับสน "ก็...ที่คุณทำกับ...ไอ้ตัวในตู้เย็นนั่น" ผมพูดพร้อมกับมองหน้าเขากับประตูตู้เย็นสลับกัน "อะไรวะ...นี่ตกลงว่าคุณอ่านความคิดผมได้จริงหรือแค่ขิงเพราะความบังเอิญกันแน่เนี่ยะ" ผมตัดสินใจถามเขาไปตามตรงและจ้องหน้าชายตรงหน้าด้วยความงุนงง เขาหัวเราะในลำคออีกครั้ง "ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญในจักรวาลนี้หรือจักรวาลไหนหรอก...คุณชาตรี" เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "ใช่...ผมสามารถอ่านความคิดของคุณหรือใครก็ได้ ถ้าผมโฟกัสอยู่ที่คนๆ นั้นตลอดเวลานะ และที่ผมทำแบบนั้นกับพวกมันได้ก็เพราะผมเป็นโอเปอเรเตอร์ไง...นี่ผมบอกคุณไปกี่ครั้งแล้วเนี่ยะ แต่ก็นั่นแหละ...มันคืออำนาจพิเศษที่โอเปอเรเตอร์ทุกคนจะพึงได้รับเพื่อจะได้ใช้มันในการปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงได้โดยง่ายไงล่ะ เคล็ดลับก็คือ...ผมก็แค่วาดภาพในหัว แล้วสิ่งนั้นมันก็จะเกิดขึ้นเอง...เจ๋งเป็นบ้าเลยใช่ไหมล่ะ" เขาตอบยาวยืดแถมขิงตบท้ายให้ด้วย แต่นั่นยิ่งทำให้หัวคิ้วของผมย่นหนักขึ้นกว่าเดิม "หมายความว่าไง...ไม่มีความบังเอิญในจักรวาล...อะไรของคุณวะ ช่วยพูดให้ฟังรู้เรื่องหน่อยได้มั้ย" ผมรู้สึกมึนตึ้บกับสิ่งที่เขาพูดจริงๆ "ตั้งหัวให้ฉันหน่อยสิวะไอ้ตรี แกจะเตะฉันแล้วไม่รับผิดชอบแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย" หัวไอ้มาวินพูดสอดขึ้น ทั้งผมและนายโอเปอเรเตอร์หันมองมัน...พร้อมๆ กัน
"เอางี้นะคุณชาตรี...คุณคิดว่าที่คุณมายืนอยู่ที่นี่ มันคือความบังเอิญรึ" เขาหันกลับมาถามผมพลางส่ายหน้าน้อยๆ กับรอยยิ้มบางๆ ระบายบนใบหน้าดุดันของเขา ขณะที่ผมก้มลงขยุ้มผมบนหัวไอ้มาวินหิ้วขึ้นมาตั้งกับพื้นแต่สายตาจ้องสบตากับนายโอเปอเรเตอร์ตลอดเวลา "เบาๆ สิวะ...เจ็บนะโว้ย!" ไม่มีใครใส่ใจเสียงโวยวายของไอ้มาวินอีก "ไม่...ไม่ใช่เลย ทุกอย่างมันต้องเกิดจากเหตุ ผลจึงจะตามมาได้ ลองคิดดูสิว่าคุณมาที่นี่ได้ยังไง" คำชี้นำนั้นทำให้สมองของผมคิดตามได้เองทั้งที่ไม่อยากคิดสักหน่อย "เพราะผมกำลังถ้งแตกและจนตรอกขั้นร้ายแรง..." ผมพูดเหมือนละเมอ "อยู่ๆ ไอ้วินมันก็หายตัวไปและทิ้งให้ผมใช้หนี้แทนมัน ผม ต้องขวานขวายหางานทำอย่างเอาเป็นเอาตาย หลังจวกนั้นผมเจอประกาศรับสมัครงานและผมก็...โทรมาสมัครงาน...กับคุณ" ผมพูดเนิบๆ เหมือนคนกำลังใช้ความคิดแต่เอาจริงๆ นะ...ผมไม่ได้คิดสักนิด ทุกอย่างมันไหลออกมาจากความนึกคิดแล้วล้นออกมาจากปากของมันเอง
นายโอเปอเรเตอร์พยักหน้าช้าๆ แล้วยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นซดอีกโฮกใหญ่ก่อนจะวางลงบนโต๊ะตามเดิม เขาลุกยืนขึ้นทำท่าทางเหมือนท่านประธานกำลังจะขึ้นปราศรัยบนเวที "มันเป็นกระบวนการสรรหา...คุณชาตรี" เขาพูด "ทุกไทม์ไลน์ถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว...เพื่อนของคุณ...มาวิน ถูกกำหนดให้ต้องเข้าไปพัวพันกับการพนันโดยคนที่เขาเคยเข้าไปเกี่ยวข้องมาก่อน และคนๆ นั้นก็มีความเชื่อมโยงกับใครอีกคนก่อนหน้านั้นมาเป็นทอดๆ ซึ่งปลายทางของการเชื่อมโยงเหล่านั้นจะมาจบลงที่นี่...และผมก็ค้นเจอความเชื่อมโยงจากคนเหล่านั้น แน่นอน...ผมค้นหาและเจอคุณอยู่ในความทรงจำของเพื่อนของคุณ" เขาหยุดพูดแล้วมองหน้าผม "แล้ว...คุณก็เป็นคนวางแผนนำพาผมมา...ที่นี่" ผมพูดต่อให้ประโยคของเขาสมบูรณ์ นายโอเปอเรเตอร์ยิ้มกว้างพร้อมกับปรบมือแปะๆ ลูกแพะกินนมรัวๆ...เล่นใหญ่อะไรเยอะแยะเนี่ยะ! "ยอดเยี่ยมมาก...ใช่แล้วคุณชาตรี คุณมีบางอย่างที่คุณรับจากเพื่อนของคุณมาหรือไม่ก็เพื่อนของคุณมีบางอย่างที่ได้จากคุณติดตัวเขามาด้วย...ซึ่งอะไรที่ว่านั่นแหละที่มันก็กลายเป็นตัวเชื่อมเพื่อชักนำคุณมาเจอกับผม...ที่นี่" เขาพูดจบก็นั่งลงตามเดิม...อะไรของเขาวะ...แล้วจะลุกยืนทำไม...นั่งพูดก็ได้ป่ะ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments