ผมลืมตาขึ้นมาในแสงสลัวมัวหม่นและพบว่ากำลังนอนคู้ตัวอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมสีแดงแปร๊ด ใช่แล้ว...มันคือภายในของลิฟต์ เพียง แต่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นลิฟต์ตัวไหนกันแน่ระหว่างตัวกลางกับตัวซ้าย ที่แน่ๆ ไม่ใช่ตัวขวาอย่างแน่นอน เพราะนี่มันมีรายละเอียดที่ต่างออกไปเยอะมาก ผนังทั้งสามด้านรวมถึงเพดานเป็นสีแดงเหมือนสีเลือด และทุกด้านไม่เว้นแม้แต่บนพื้น มีอักขระภาษาแปลกๆ ดูยึกยือพิลึกกึกกือในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เขียนด้วยหมึกสีดำสนิทติดทั่วไปหมด และดูเหมือนจะเป็นหมึกที่ลบไม่ออกเสียด้วย ทำให้มันดูเลอะเทอะ สกปรก ให้ความรู้สึกชั่วร้ายจนน่าขนลุก ที่ข้างประตูลิฟต์มีเพียงปุ่มกดขึ้นและลงแต่กลับไม่มีปุ๋มสำหรับกดตัวเลขระดับชั้นซะงั้น
ผมขยับตัวลุกขึ้นยืนและมึนหัวนิดหน่อย จึงต้องใช้มือข้างหนึ่งยันผนังลิฟต์เอาไว้และอีกข้างกุมหัว ไฟฉายแรงสูงยังคงถูกสวมเอาไว้ดีอยู่ที่กลางหน้าผากและเปิดอยู่ ผมจึงกดสวิตท์ปิดมันลง ว่าแต่...ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงวะเนี่ย...นั่นคือคำถามแรกที่ผุดขึ้นมา และยังคงสะท้อนไปมาอยู่ในสมองซึ่งพยายามเค้นหาคำตอบให้ได้ ทันใดนั้นเองที่พื้นลิฟต์ก็เกิดอาการโยกโคลงไหววูบที่ทำให้ผมรู้สึกวาบโหวงที่ท้องน้อย ก่อนที่ผมจะรับรู้ได้ว่าตัวลิฟต์กำลังเลื่อนลงข้างล่างได้เองโดยที่ผมยัวไม่ทันได้แตะต้องปุ่มใดๆ เลยแม้แต่จึ๊งเดียว นั่นมันทำให้ผมตื่นตกใจ รีบเอื้อมมือไปกดที่ปุ่มขึ้นรัวๆ โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในใจลึกๆ ก็ออกจะแน่ใจว่ามันไม่มีผลอะไรอย่างแน่นอน ตัวลิฟต์เลื่อนต่ำลงไปสู้เบื้องล่่งอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ไม่รู้ว่ามันจะพาผมลงไปถึงไหนต่อไหน แต่ผมก็อยากจะให้มันหยุดลงเสียเดี๋ยวนี้แล้วพาผมกลับขึ้นไปข้างบนเสียที ถึงแม้ว่าจะมีตัวอะไรที่สุดสยองรอคอยที่จะไล่ล่าผมอยู่ก็ตามเถอะ
ทันใดนั้นผมก็ต้องสะดุ้งเฮือกใจหายวาบ เมื่ออยู่ๆ เสียงหัวเราะของผู้หญิงก็ดังขึ้นจากทางข้างหลังของผม เสียงนั้นทั้งเล็กแหลมบาดหูและบ้าคลั่งจนทำให้ขนหัวลุก ผมกลับหลังหันไปมอง ให้ตายเถอะจ็อด! ผู้หญิงคนนี้มาจากไหนตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ยะ! อยู่ดีๆ ก็โผล่มานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงมุมลิฟต์ด้านในสุด เธอมีเส้นผมยาวแต่กระเซอะกระเซิงดูแห้งเสียและไม่ได้ใช้ซันซิลค์ ใบหน้าของเธอขาวซีดสีขี้เถ้ามีเส้นเลือดสีดำปูดขึ้นมาจากกรามพาดไปทั่วคางและแก้มตอบๆ นั่น ดวงตาเบิกโพลงจ้องตรงมาที่ผม ตาดำเป็นจุดเล็กๆ เท่าหัวไม้ขีดไฟบนพื้นตาขาวซึ่งมีเส้นเลือดฝอยแดงเถือกพาดโดยรอบ ชุดเดรสสีม่วงอ่อนที่เธอสวมใส่มีรอยฉีกขาดเป็นริ้วเหมือนถูกกรงเล็บตวัดใส่ มึคราบสีเหลืองและน้ำตาลน่ารังเกียจแห้งเกรอะกร้งไปทั่ว สองแขนลีบเล็กปล่อยห้อยลงข้างลำตัว มือที่หงิกงุ้มมนั้นมีกรงเล็บสีดำสกปรกยาวเฟื้อยแต่ดูคมกริบจิกอยู่กับพื้นลิฟต์แน่น ในขณะที่ปากอ้ากว้างเผยให้เห็นฟันซี่เล็กแหลมคมและโพรงปากดำมืดที่มีน้ำลายข้นๆ เหนียวๆ สีช้ำเลือดช้ำหนองไหลเยิ้มลงมาตามลูกคางจนหยดยืด เธอไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการนั่งจ้องเขม็งมองมาที่ผมและส่งเสียงหัวเราะบ้าคลั่งแบบมาราธอนนอนสต็อปอยู่อย่างนั้น แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเกิดอาการขนทุกเส้นลุกขนชันตั้งแต่หัวจรดเท้าตลอดเวลาแล้วล่ะพี่น้องค้าบ ใช่...ขนที่ว่านั่นมันกึรวมถึงขนตรงนั้นด้วยล่ะ จั๊กกะแร้ไง...ที่ผมหมายถึง ทะลึ่งตรงไหน...ใครทะลึ่งกันแน่!?
ผมผงะถอยหลังไปชนผนังลิฟท์ จากนั้นก็ยืนตกตะลึงตึงๆ จ้องตากับเธอเนิ่นนานราวกับเป็นชาติอยู่ในท่าเดิมเหมือนโดนมนตร์สะกด ผมมีความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับว่่าจะเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อนสักที่ แล้วอยู่ๆ เสียงหัวเราะเราะชั่วร้ายนั่นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเพลงบรรเลงรื่นหูได้อย่างแปลกประหลาด และมันก็กล่อมให้สติของผมเหมือนจะลอยละล่องออกไปนอกอวกาศไกลแสนไกลซะอีกแล้ว สิ่งที่ผมรับรู้อยู่ในตอนนี้ก็คือความว่างเปล่า ความตื่นผวาที่เป็นอยู่เมื่อครู่นี้ บัดนี้มันไม่มลายหายวับไปอย่างน่าอัศจรรย์ และห้วงเวลากัไหลผ่านตัวผมไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...
เกิดเสียงเอี๊ยดยาวๆ เมื่อลิฟต์แตะเบรกดังมาจากบนเพดานเข้ามาเสียดแทงแก้วหูของผม นั่นเองที่ทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์แห่งการสบตาหวานประสานตาเธอมาได้ แต่ก็ทำให้ผมเข่าอ่อนถึงกับทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น ในที่สุดตัวลิฟต์ก็จอดลงพร้อมกับเสียงดัง 'กึง' ก่อนจะตามมาด้วยเสียง 'ติ๊งงงง' แล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นความมืดมิดสนิทติดทนนานที่ข้างนอกนั่น เสียงหัวเราะชั่วร้ายแสนบ้าคลั่งนั่นก็กลับมาอีกครั้ง แต่อึดใจต่อมันก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นกรีดเสียงแหลมร้องไห้คร่ำครวญโหยหวนยืดยานไปซะงั้น ผมว่ายัยนี่ต้องเป็นไบโพล่าร์แน่เลย! ผมเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงคนนั้นที่อยู่ตรงหน้า ก็พบว่ารอบๆ ร่างของเธอมีกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งทะลุผิวขาวซีดออกมาหมุนคว้างรอบตัวเธอและหนาแน่นขึ้นทุกที พร้อมกันนั้นก็ส่งไอเย็นยะเยือกมากระทบตัวผม ตายห่า! มันกำลังจะแปลงร่าง...ผมคิดได้ดังนั้นก็มีอันต้องตาเหลือกบังคับตัวเองให้ลุกขึ้น ก่อนจึงเผ่นโผนโจนทะยานออกจากลิฟต์ไปสู่ความมืดมิดข้างนอกทันที
ในความมืดอันแสนจะอึดอัดเบื้องหน้า มีเพียงแสงสีขาวนวลจากตัวลิฟต์ที่สาดออกมาถึงแค่ระยะไม่เกินสิบก้าว ผมวิ่งตรงเข้าหาความมืดมาหยุดตรงด้านไกลสุดที่แสงไฟจากลิฟต์จะส่องมาถึงได้ ก่อนจะหันกลับไปมองและเห็นว่า ตอนนี้ปิศาจไบโพล่าร์สาวสยองนางนั้นได้ลุกขึ้นมายืนจังก้าอยู่กลางกลุ่มควันดำหมุนเป็นเกลียวเรียบร้อยแล้ว ผมแน่ใจว่าตาไม่ได้ฝาดแน่ๆ ที่เห็นว่าหัวของเธอเริ่มขยับไปมาและเริ่มลอยสูงขึ้นไปในอากาศ พร้อมๆ กับลำคอทีียืดยาวขึ้นโยกขวาโยกซ้ายส่ายร่ายระบำเหมือนงูเห่าต้องมนตร์ปี่แขก ดูๆ ไปแล้วก็ให้ความรู้สึกเหมือนมันเพิ่งไปก็อบปี้ผีโรคุโระคุบิเค้ามาหมาดๆ งั้นแหละ กรามล่างย้อยลงมาอยู่ที่หน้าอกอวดฟันแหลมชุดใหญ่ไฟกระพริบที่งอกยาวออกมาเพิ่มเติมจนล้นออกมานอกปากพร้อมกับแลบลิ้นยาวเฟื้อยลงมาเลี้อยอยู่บนพื้น แต่ก็กลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับร่างเพรียวเอวบางร่างน้อยนั้นออกมาไล่ตามผมเลย เหมือนกับว่ายืนคุมเชิงกันไม่ให้ผมหนีเข้าไปในลิฟต์ได้อย่างนั้นแหละ
"ไปกันเถอะเพื่อน" อยู่ๆ เสียงไอ้มาวินก็ดังขึ้นข้างหูซ้าย ทำให้ผมสะดุ้งโหยงใจหายวูบ "ไอ้เชี่ย!" ผมผวาเผลอส่งเสียงร้องลั่น "จุ๊ๆๆๆ จะแหกปากลากตัวแม่นั่นมากินตับแกเร๊อะ ไอ้ห่าตรี!" ไอ้มาวินกระซิบดูผมจากอากาศข้างบนหัว "นะ...นั่น นั่นแกเหรอวะ...ไอ้วิน!" ผมกระซิบถามแต่ตายังจับจ้องอยู่กับสาวสยอง "ก็เออสิวะ...นึกว่าพี่เวียร์ศุกลวัฒน์รึไงเล่า" คราวนี้ย้ายมาเป็นพรายกระซิบที่หูข้างขวา แถมยังจะมีอารมณ์กวนตีนได้อีกนะไอ้ห่านนี่ "รีบไปเร็ว หาหัวของฉันให้เจอ ภารกิจของแกเริ่มแล้วนะไอ้ตรี" วิญญานมาวินยังคงกระซิบกระตุ้นเตือนอยู่ที่หูขวา "ยังไง! ไปทางไหนล่ะวะ!" ผมร้องถามด้วยความมืดแปดด้าน "หันกลับมาแล้วเดินตรงไป...เร็วเข้า!" เสียงมาวินสั่งมาจากทางด้านหลัง
ก่อนที่ผมจะได้ทำตาม ผมก็เห็นว่าร่างที่อยู่ในลิฟต์เริ่มขยับเดินตรงมาทางผมยืนอยู่แล้ว โดยที่ลิ้นยาวเฟื้อยเลื้อยนำหน้ามาก่อน ตามมาติดๆ ด้วยหัวและคอยาวยืด ผมไม่รอช้ารีบหันหน้าพาตัวไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดทันที มันมืดจนมองอะไรไม่เห็น...ไฟฉายไง...ผมนึกขึ้นมาได้จึงรีบเปิดสวิตท์อย่างรวดเร็ว ลำแสงไฟพุ่งตรงไปข้างหน้าแต่ทว่ากลับไม่ได้สว่างเจิดจ้าอย่างที่เคยเป็น มันถูกความมืดในที่แห่งนี้บีบอัดจนกลายเป็นรูปทรงกระบอกแคบๆ ที่ทำด้วยแสงสีส้มที่พุ่งออกไปไม่เกินสามเมตร "เดินตรงไป" วิญญานมาวินกระซิบอยู่ที่ท้ายทอย
ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเหลียวกลับไปมอง ตอนนี้อีสาวสยองเดินออกมาจากตัวลิฟต์ห่างจากผมไม่มากนัก แต่ผมสังเกตุว่าร่างกายของมันเคลื่อนที่ได้ช้ามากผิดกับส่วนลิ้นยาวและหัวที่ขยับเคลื่อนไหวไปมาตามความยาวของลำคอที่ดูจะยืดยาวขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีสิ้นสุดและลอยตรงมาทางผมแล้ว
ผมออกตัววิ่งฝ่าเข้าไปในความมืดโดยที่แทบจะมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย นอกจากภาพรางๆ ของผนังที่เหมือนจะเป็นหินแบบเดียวกับที่อยู่ในถ้ำ สองมือกางออกไปรอบตัวเพื่อช่วยป้องกันการชนกับผนังหิน "ระวังหัวแกด้วย" วิญญาณมาวินกระซิบเตือนจากทางด้านหน้า ผมรีบยกมือขึ้นเหนือหัวก็สัมผัสเข้ากับเพดานหิน ดูเหมือนว่าทางมันจะสอบแคบลงเรื่อยๆ ผมจำเป็นต้องลดความเร็วลงเมื่อต้องเริ่มย่อตัวให้ต่ำ เพราะเพดานหินที่ลาดต่ำลงอย่างรวดเร็วในทุกฝีก้าวที่วิ่งไป จากนั้นเพียงไม่ถึงยี่สิบก้าวผมก็พบว่ากำลังอยู่ในท่าคลานสี่ขาอยู่ในอุโมงค์หินแคบๆ ขนาดพอดีกับความกว้างของไหล่ของผม และตอนนี้ผมไม่สามารถหันหน้ากลับไปมองข้างหลังได้อีกแล้ว จึงไม่รู้ว่าสาวสยองนั่นตามมาถึงไหน "ทางนี้แน่หรือวะไอ้วิน!" ผมถามเสียงหอบด้วยความเหนื่อย และยังคงเดินหน้าคลานสี่ขาตะลุยมุดเข้าไปเรื่อยๆ เหมือนตัวตุ่นที่อยู่ในโพรง "ว่าไงวะไอ้วิน!" ผมร้องถามซ้ำอีกครั้ง...เงียบ...ไม่มีการตอบรับจากวิญญาณที่ท่านเรียก "ไอ้วิน!" ผมเรียกเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก
ทันใดนั้นเองที่ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างที่นิ่มๆ เปียกๆ สอดเข้าขากางเกงมาพันรอบข้อเท้า "อะไรวะ!" ผมแหกปากร้องออกมาด้วยความตื่นตกใจ พร้อม กับเร่งคลานให้เร็วขึ้น แต่มันก็กลายเป็นเริดที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับในที่แคบอย่างนี้ อะไรที่พันข้อเท้าอยู่นั่นก็ดูจะพยายามขยับเลื่อนขึ้นมาสูงกว่าเดิมเหมือนกัน ผมพยายามสะบัดเท้าหนี แต่มันก็ยังไม่ยอมหลุดออกไปเสียที แล้วอยู่ๆ ผนังหินรอบตัวก็เปลี่ยนสภาพเป็นผนังเรียบสีขาวโพลนในแสงไฟฉาย แล้วผมก็ตระหนักได้ว่าที่ด้านหน้าของผมนั้นมันทึบตัน ไม่มีที่ให้คลานต่อไปได้อีกแล้ว! ไอ้อิ๊บอ๋ายมาวินพาผมมาเจอทางตัน...ผมคิดอย่างเดือดดาล
แต่แล้วผมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ผนังขาวโพลนที่มีรางเหมือนจะเป็นช่องใส่ของสามชั้น รางบนสุดนับจากขอบกว้างราวหนึ่งคืบ รางที่สองอยู่ต่ำลงมาเกือบครึ่งของความสูงผนัง มีน้ำอัดลมกระป๋องและขวดเครื่องดื่มชูกำลังหนึ่งขวดเรียงกันอยู่ตรงนั้น ส่วนรางล่างสุดมีขวดน้ำดื่มสีขาวขุ่นอยู่สามขวด...อะไรวะ! ของแบบนี้มันมาอยู่ในที่แบบนี้ได้ไง...และที่พื้นข้างใต้ตัวผมมีวัตถุบางอย่างที่มีรูปทรงเหมือนลูกอะไรสักอย่างกลมๆ มีขนยาวๆ ปกคลุมวางอยู่ด้วย และไอเย็นเฉียบพร้อมหมอกสีขาวบางๆ โรยตัวลงมาจากข้างบนหัวผมทำให้อากาศรอบตัวตอนนี้มันหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว ผมมั่นใจว่ามันเป็นความเย็นคนละแบบกับควันดำจากปิศาจพวกนั้นแน่ๆ
"รีบออกไปเร็วเข้า" อยู่ๆ เสียงไอ้วินก็ดังสะท้อนก้องขึ้นจากทั่วทุกทาง "ไอ้เชี่ยวิน แกหายหัวไปไหนมาวะ!" ผมร้องด่าด้วยอารามตกใจ "ใช่เซจากมาถามเรื่องแบบนั้นมั้ยเนี่ย รีบออกไปก่อนเร็ว!" ไอ้มาวินร้องบอกมาจากใต้ตัวผม "ยังไงล่ะวะ!" ผมตะคอกถาม "ไอ้เวร! ทีเรื่องอื่นล่ะฉลาดนัก ก็ผลักออกไปสิวะ! ข้างหน้านั่นน่ะ ไอ้โง่!" เสียงไอ้มาวินกวนตีนกลับมา...กรรมของกรู โดนผีด่าซะงั้น "ใช่เวลามากวนตีนมั้ยเนี่ยะ" ผมโต้กลับก่อนจะทำตามด้วยการเอื้อมมือไปทาบตรงพื้นที่ว่างเหนือรางล่างแล้วออกแรงผลัก ในขณะเดียวกับที่สิ่งที่พันรอบข้อเท้าผมนั้นก็เริ่มรัดแน่นและดึงรั้งเท้าผมอย่างแรง ผมพยายามสะบัดเท้าให้หลุดจากมันพร้อมกับที่ทั้งผลักทั้งดันผนังสีขาวด้านหน้าด้วยมือข้างเดียวอย่างสุดแรงแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้อเท้าถูกฉุดดึงแรงขึ้นทุกที ผมจึงใช้เข่าข้างทียังเป็นอิสระค้ำยันร่างเอาไว้เพื่อจะใช้มือที่ยันพื้นมาช่วยออกแรงผลักสุดกำลัง...
'ผลัวะ' ผนังวีขาวด้านหน้าเหวี่ยงตัวเปิดอ้าออกไปทางด้านซ้ายมือของผม พร้อมกับแสงไฟสีขาวมัวๆ ที่สว่างไสวขึ้นฉับพลัน สิ่งที่พันข้อเท้าของผมก็ดูเหมือนจะตกใจเหมือนกันเพราะมันคลายตัวออกทันที เย้...ผมได้ข้อเท้าคืนมาแล้ว! ผมรีบถีบตัวเองเต็มที่พุ่งไปข้างหน้าทั้งตัว ออกสู่แสงสว่างพร้อมกับวัตถุใต้ตัวผมที่กลิ้งหลุนๆ ตามออกมาเพราะเข่าของผมชนมันเข้าอย่างแรง แต่ผมยังไม่มีเวลาสนใจมัน รีบหันกลับหลังก็เจอใบหน้าอีสาวสยองในโพลงหินที่อ้าปากกว้างส่งลิ้นยาวตวัดปัดป่ายไปมาทำท่าจะพุ่งตามออกมา ผมจับประตูตู้เย็นเหวี่ยงกระแทกปิดอย่างแรงเสียงแน่นๆ ดัง 'ปึบ!'
ผมอยู่ในท่าคลานสี่ขาเอาหัวยันประตูตู้เย็นหอบหายใจถี่ยิบในหัวมีนตึ้บปวดตุบตุบๆ อยู่พักใหญ่ กว่าจะกลับมาบังคับลมหายใจให้เป็นปกติได้ จากนั้นก็เงยหน้ามองประตูตู้เย็นพร้อมกับคิดด้วยความงงงวย...มาโผล่ตรงนี้ได้ไงวะ "เล่นแรงอีกแล้วนะแก...เข่าเต็มแสกหน้าเลยนะ...ไอ้ห่าตรี" เสียงคุ้นหูพูดขึ้นมาจากด้านหลัง ผมสะดุ้งเฮือกหันขวับไปมอง "เชี่ย!" ผมร้องลั่นห้องถีบตัวถอยหลังไปชนตู้เย็นตาเบิกกว้างจ้องมองมันอย่างแพนิก หัวของไอ้มาวินตั้งอยู่บนพื้นหน้าประตูห้องน้ำกำลังส่งยิ้มเผล่มาให้ผม มันก็จะดูเป็นเรื่องธรรมดาอยู่หรอกถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะ แต่ตอนนี้มันมีแต่หัวแถมดวงตาทั้งสองข้างกลวงโบ๋อยู่บนใบหน้าขาวกว่ากระดาษA4เสียอีก "เห้ยๆๆ...อย่ากลัวสิวะ" มันพูด "ฉันคือภารกิจของแกไง...จำได้มั้ยไอ้ป๊อด" ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่จ้องมองหน้าที่นัยน์ตากลวงโบ๋ "ไอ้ป๊อดเอ๊ย" มันพูดจบก็หัวเราะเยาะผมซะยกใหญ่ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ชาวสยองเสียเหลือเกิน "มะ...ไม่ได้ป๊อดโว้ย คะ...แค่ตกใจ" ผมแก้ตัว เมื่อมันกลับมากวนตีนได้แบบนี้ผมก็วางใจได้ล่ะว่ามันต้องไม่ใช่พวกนั้นอย่างแน่นอน ถึงมันจะมีแต่หัวกับตาโบ๋ๆ ก็เหอะ ทันใดนั้นเองที่เสียงที่คุ้นเคยอีกเสียงก็ดังขึ้น "ขอแสดงความยินดีด้วยนะคุณชาตรี" เสียงนายโอเปอเรเตอร์พูดผ่านวิทยุสื่อสารที่วางอยู่บนโต๊ะ "ในที่สุดเพื่อนรักก็ได้เจอกันเสียที..." เขาพูดอีก ผมละสายตาจากตาที่กลวงโบ๋แล้วผุดลุกขึ้นไปคว้าเอาวิทยุสื่อสารขึ้นมากดปุ่มแล้วกรอกเสียงลงไป
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments