ห้อง206

ผมตะกายบันไดขึ้นมาถึงชั้นสองตอนที่ได้ยินเสียงกระจกแตกดังขึ้นมาตามด้วยเสียงปึงปังกึงกังปนกับเสียงข้าวของต่างๆ ถูกทำลาบให้แตกหักเสียหายลั่นห้องโถง พวกมันคงพังประตูกระจกเข้ามาลุยกันข้างในแล้วแน่ๆ แค่นั้นยังไม่พอ ยังจะมีเสียงกรีดร้องของผู้หญิงและเสียงคำรามในลำคอของตัวอะไรก็ไม่รู้ที่ดังระงมจากชั้นสามเข้าหูแข่งกับเสียงหอบหายใจถี่รัวเพราะความเหนื่อยของผมเองอีกต่างหาก ไอ้ห่านจิก! ปิดทางทำมาหากินกรูหมดเลย จะขึ้นบนก็ไม่ได้ลงล่างก็ไม่ดี...เอาไงต่อดีวะกู! ผมเลิ่กลั่กลังเลหันซ้ายหันขวาหาทางไปต่อไม่ถูก

'หลบเข้าไปในห้องสักห้องจะดีไหม' ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว 'แล้วห้องไหนดีล่ะ' ความคิดแรกถาม 'ห้องไหนก็ได้มั้ยล่ะ' อีกความคิดที่ไม่ใช่ความคิดแรกหรือความคิดที่สองตอบ 'จะบ้าเรอะ! เข้าห้องสุ่มสี่สุ่มห้าได้ไงฟะ ถ้าเกิดเปิดเข้าไปเจออะไรดักรออยู่ล่ะ!' อีกความคิดหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นความคิดไหนแย้งขึ้นทันควัน 'แล้วจะอยู่ข้างนอกนี่รอพวกมันมาลงแขกรึไงล่ะวะ!' สรุปว่าในหัวผมนี่มันมีกี่ความคิดกันล่ะวะเนีย!? แต่ที่แน่ๆ ความคิดพวกนั้นมันก็ตีกันยุ่งอีนุงตุงนังเต็มกบาลไปหมด ดูเหมือนว่าไอ้พวกปิศาจข้างล่างนั่นคงจะรำไยกันเต็มแก่ที่ผมไม่ยอมตัดสินใจจะเอายังไงสักทีละมั้ง พวกมันถึงได้พร้อมใจประสานเสียงคำรามผสานกับกรีดร้องดังสนั่นขึ้นมาไล่ส่ง "โกรรรรรว์...กรี้ดดูดดดด" เสียงปรี๊ดเสียดแทงต่อมผวาให้ทำงานขึ้นมาอีก "เอาก็เอาวะ!" ผมตัดสินใจวิ่งไปทางขวามือเจอประตูห้องแรกก็เปิดเข้าไปทันที

เหมือนหลุดเข้ามาในต่างโลกอีกครั้ง ภายในห้องหมายเลข206นี้ดูกว้างขวางใหญ่โตเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของตึก มันสว่างไสวด้วยแสงสีขาวจากเพดานเรืองแสง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ สิ่งอำนวยความสะดุด เอ่อ...สะดวกหรือของตกแต่งใดๆ เลยสักอย่าง นอกจากกระจกเงาที่กรุเป็นผนังห้องทั้งสี่ด้าน ทำให้มองเห็นเงาสะท้อนของตัวผมเองได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด นี่ละมั้งที่เป็นสาเหตุทำให้ห้องมันดูกว้างใหญ่อย่างไม่ปกติอย่างนี้ ผมยืนงับอากาศเข้าปอดจนกระทั่งเริ่มจะบังคับลมหายใจได้บ้างแล้ว ลองพยายามเงี่ยหูฟังเสียงแต่ก็เงียบสนิท ไม่มีเสียงอะไรสักแอะจากอีกฝั่งของประตูจนผมนึกแปลกใจ แต่นั่นมันก็ไม่แน่หรอกนะ พวกมันอาจจะทำเป็นเงียบเพื่อรอให้ผมตายใจแล้วเดินกลับออกไปหาพวกมันเองก็เป็นได้

ผมหันกลับไปสนใจกับเงาสะท้อนในกระจกที่มองเห็นสารรูปตัวเองได้แบบ360องศาแล้วก็ได้รู้ว่ามันค่อนข้างจะสะบักสะบอมพอสมควร เสื้อเชิ้ตมีรอยฉีกขาดหลายแห่งมีคราบเลือดแห้งสีน้ำตาลแดงที่แถบซ้ายกับคราบสีดำที่เป็นเลือดของไอ้ปิศาจรปภเป็นวงๆ ที่ด้านหน้า และรอยคราบอ้วกของผมเองที่เริ่มแห้งแข็งติดกางเกงอยู่ตรงก้นเป็นวงรูปตูด มีรอยขีดข่วนบนใบหน้าและตามแขนทั้งสองข้าง รอยช้ำบนหน้าผาก นอกจากนี้ก็ยังอยู่ดูดี...เอ่อ...เท่าที่มันจะดีได้ล่ะนะ รู้สึกแปลกๆ ที่สามารถมองเห็นท้ายทอยของตัวเองและภาพเงาสะท้อนของตัวเองรอบด้านอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก็ทำให้ผมขนลุกขนชันยังไงพิกล ผมใช้นิ้วคีบเอาเศษอาหารที่ดูเหมือนจะเป็นเศษใบกระเพราออกจากกันแล้วโยนทิ้งด้วยความแหยะหยึยทิ้งลงพื้น ทั้งๆ ที่มันออกมาจากท้องขึ้นผมเองแท้ๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปสบสายตากับเงาตัวเองในกระจก ทันใดนั้นเองก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ผมไม่สามารถขยับตัวหรือถอนสายตาออกมาจากมันได้!

หัวใจของผมเต้นโครมครามรัวกระหน่ำขึ้นมาในอกอีกครั้ง พร้อมกับความตื่นตระหนกตรงเข้าเล่นงานจิตใจ ผมพยายามดิ้นรนเพื่อใช้หลุดพ้นออกจากสถานการณ์ชวนผวานี้อย่างเต็มกำลัง แต่มันก็ไม่บังเกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น ผมต้องจ้องมองตาตัวเองในกระจกนิ่งอยู่อย่างนั้นนานเหมือนจะเป็นชาติคล้ายกับโดนสะกดจิต แต่แล้ว อยู่ๆ เส้นสายตาขาดผึงลงอย่างฉับพลัน แต่นั่นก็ทำให้ละสายตาออกมาได้สำเร็จ ผมก้มหน้าลงกระพริบตาถี่ๆ ก่อนจะเผลอเหลือบมองเงาตัวเองอีกครั้งด้วยอาการหวาดระแวง เอ๊ะ!ไอ้หมอหน้าตาซื่อบื้อแต่หล่อมากในกระจกนั่นมัน...ใครวะ!? อยู่ดีๆ ผมก็เกิดไม่คุ้นตากับภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่เงยหน้าขึ้นมองอย่างเต็มตาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเงาตรงกันนี้เป็นผู้ใดอยู่ดี ผมยืนงงในดงกระจกอยู่เป็นครู่ พยายามบังคับสมองให้ค่อยๆ คิดค่อยๆ ประมวลผล ผมว่าผมเคยอ่านเจอไอ้อาการแบบนี้จากไหนสักที่บนอินเตอร์เน็ตนะ ชื่อมันค่อนข้างเรียกยากสักหน่อย เอ่อ...อะไรนะ...เกสทัลเซอฟอลล์เหรอ...เออนั่นแหละ เป็นอาการที่เกิดจากสมองอ่อนล้าจนทำให้ช็อตไปชั่วขณะถ้าคุณโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป มันเป็นอย่างนี้นี่เองสินะ ผมสะบัดหัวไล่ความมึนงงพร้อมกับละสายตาออกจากกระจก พลันที่หางตาผมเห็นร่างของคนคนหนึ่งมายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมหันไปเผชิญหน้ากับร่างนั้นทันที ผมถึงกับต้องผงะอ้าปากค้างเมื่อเห็นใบหน้าที่แสนจะคุ้นเคยนั้น

"อะ...ไอ้วิน!" ผมอุทานด้วยความตกใจระคนกับประหลาดใจ "แกมาอยู่ที่นี่ได้ไงวะ!" ผมถามในขณะที่อีกฝ่ายยังยืนตัวแข็งทื่อและเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ใดๆ ปกปิดหันด้านข้างให้ผม ดวงตาไร้อารมณ์จ้องมองไปข้างหน้าดูเรียบเฉยเหมือนไร้ชีวิต "ฉันมาทำงาน" มาวินตอบห้วนๆ น้ำเสียงกระด้างผิดวิสัยของมันที่ปกติจะพูดจายียวนกวนบาทามึงมาพาโวยแบบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตัวมันเองและเพื่อนฝูงอยู่เสมอ ไอ้ห่านนี่...อยู่ๆมันก็หายหัวไปแบบเป็นร้ายตายดีไม่มีส่งข่าวแล้วอยู่ๆ มันก็โผล่หัวมายืนแข็งโด่เด่อยู่นี่ เอ่อ...ผมหมายถึงยืนตัวแข็งทื่อน่ะ ความโกรธแค้นที่ฝังหุ่นในใจผมก็หวนกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง "แก...แกปล่อยให้ฉันใช้หนี้แทน แล้วแกก็หนีมาหลบอยู่ที่นี่เนี่ยนะ! แกนี่มัน..." ผมเขวี้ยงระเบิดอารมณ์เข้าใส่มันพร้อมกับกำหมัดแน่นขยับเข้าไปจะตะบันหน้าให้หายแค้นสักทีสองที แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ทำอย่างที่คิด ไอ้มาวินก็หันหน้าขวับมาทางผมอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจของผมหล่นตุ้บไปกองที่ปลายตีนแล้วเริ่มเต้นแร็ปอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเห็นดวงตาคู่นั้นที่มีแต่ตาขาวและจุดสีดำเท่าหัวเข็มหมุดแปะอยู่ตรงกลางจ้องเข้ามาในตาผม ผมชะงักค้างเติ่งในท่าเตรียมต่อย ความหนาวสะท้านเข้าเกาะกุมจนขนลุกเกรียวไปทั้งตัวหัวจรดเท้า "แกจะต่อยฉันงั้นรึ เอาเลยสิ...ไอ้ตรี" มันพูดท้าทายพร้อมกับหันร่างตามหน้ามาแล้วเริ่มเดินตัวแข็งทื่อเข้าหาผม

กลายเป็นผมเสียเองที่ต้องเป็นฝ่ายผงะถอยกรูดออกห่าง "อย่าเข้ามานะเว้ยไอ้บ้า!" ผมร้องห้ามพลางมองไปรอบๆ เพื่อหาทางหนีทีไล่ และนั่นก็ทำให้ผมเพิ่งจะสังเกตุเห็นในตอนนี้เองว่า ร่างของไอ้มาวิน...ไม่มีเงาสะท้อนในกระจก! กลุ่มควันสีดำจางๆ ระเหยออกมาจากรูขุมขนตามลำตัวและแขนขาของมัน พร้อมกับส่งกระแสความเย็นยะเยือกเข้าใส่ผม 'นี่ไม่ใช่ไอ้มาวิน!' จิตใต้สำนึกของผมกู่ก้องร้องตะโกนบอกมา อารมณ์ของผมเปลี่ยนเข้าสู่โหมดตื่นตระหนกเต็มคารเบลอีกครั้งเหมือนเป็นไบโพล่าร์ อะดรินาลีนฉีดพล่านทั่วร่างกายอีกแล้ว ผมถอยหลังกรูดจนหลังชนผนังกระจกเงาในขณะที่ไอ้มาวินเวอร์ชั่นเฮอเร่อขยับร่างเหมือนล่องลอยเข้ามาประชิดตัว แล้วยื่นหน้าเข้ามาจ้องตากับผมแบบเฟสทูเฟส ความดำมืดเหมือนขุมนรกในจุดดำเล็กๆ คู่นั้นทำให้ผมเป็นอัมพาตไปมั้งตัวโดยสิ้นเชิง ลมหายใจเริ่มจะติดขัดจนต้องใช้ปากช่วยงับอากาศเข้าปอด พลันจุดดำเล็กๆ กลางตาขาวโพลนนั่นก็ขยายวงใหญ่ขึ้นมาแทนที่สีขาวจนเต็มพื้นที่ และหมอกควันสีดำสนิทและเหน็บหนาวก็พวยพุ่งออกมาจากดวงตาทั้งสองของมัน จากนั้น...ภาพตรงหน้าผมก็ตัดฉับลงทันใด

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีห้อง ไม่มีกระจกเงา ไม่มีอะไรสักอย่างนอกจากความมัวหม่นของม่านหมอกสีเทาที่ครอบคลุมไปทั่วทุกทิศทาง สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือ 'นี่เราตายแล้วเหรอ' ผมยันร่างลุกขึ้นยืนหันมองรอบตัว "แกไม่น่ามามี่นี่เลย...ไอ้ตรี" อยู่ๆ เสียงที่คุ้นเคยของไอ้มาวินก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ผมสะดุ้งกระโดดหมุนตัวหันขวับทันที ไอ้มาวินยืนมองมาที่ผมอยู่ตรงนั้นด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่าและเปล่งแสงเหมือนออร่าสีขาวจางๆ ออกมาด้วย ร่างของมันคล้ายจะพร่าเลือนเป็นพักๆ แต่ดูมีการแสดงสีหน้าสีตาที่บ่วบอกอารมณ์ขึ้นมาแล้ว ซึ่งต่างจากเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิงแย่างกับหน้ามือเป็นหลังตี...เอ่อ...เท้า "แกหมายความว่าไง พูดอะไรของแกวะไอ้วิน" ผมขยี้ตามองมันเพราะคิดว่าสายตาน่าจะมีปัญหาพร้อมกับถามเร็วปรื๋อ มันยิ้มเศร้าๆ ส่งมาให้ก่อนจะตอบ "ฉันโทรหาเบอร์นั่น...มันพาฉันมาที่นี่ แล้วฉันก็มีสภาพอย่างที่แกเห็นนี่ไงล่ะเพื่อน"

ผมอ้าปากค้างมองหน้ามันที่ตอนนี้มีน้ำใสๆ หยดมาจากดวงตาเศร้าๆ ที่สยตากับผม "หมะ...หมายความว่า แกก็โทรเบอร์นั่น..." ผมอุทาน มันพยักหน้ารับช้าๆ "ฉันต้องการหาเงินไปใช้หนี้ให้เร็วที่สุด...ก็อย่างที่แกรู้นั่นแหละ ค่าจ้างชั่วโมงละสามพันทำงานวันละสิบสองชั่วโมง...แค่สองวันฉันก็จะได้เงินพอจะเอาไปปลดหนี้แล้ว แต่ว่า..." อยู่ๆ มันก็ทำเสียงสะอื้นขึ้นมา "สำหรับฉันมันเป็นกับดัก และฉันก็...ไปไม่รอด" มันพูดเสียงเครือ "พูดบ้าอะไรของแกวะ...ฉันไม่เข้าใจ" ผมถามมันตรงๆ เพราะ ไม่เข้มใจในสิ่งที่มันพูดจริงๆ นั่นแหละ "ฉันตายแล้ว...ไอ้ตรี" คำตอบของมันทำให้ผมตัวชาดิก ยืนอ้าปากหวอจ้องมองหน้ามัน ใบหน้าและแววตาของมันดูหม่นหมองระทมระทวยในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นมันยิ่งทำให้ผมสับสนหนักกว่าเดิม "วะ...ว่าไงนะ! พูดอะไรของแกวะ ฉะ...ฉันไม่เข้าใจ" ผมพูดตะกุกตะกักถามมันไปตรงๆ "ใช่...เพื่อน ฉันตายแล้ว...ฉันสะดุดหัวคะมำและหนีไม่ทันตั้งแต่ภารกิจแรกเลย ร่างของฉันถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ และวิญญาณของฉันก็ติดอยู่ที่นี่...รอให้แกมาเจอ" มาวินให้คำตอบที่ทำให้ผมหายใจติดๆ ขัดๆ อีกแล้ว กึ๋ยส์...นี่ผมกำลังคุยอยู่กับผีจริงๆ หรือวะเนี่ย!

"แล้วแก เอ๋อ...ตายตั้งแต่เมื่อไหร่วะ" ผมนึกโมโหตัวเองที่ทั้งโง่ทั้งบ้าที่ถามออกไปอย่างนั้น "สองเดือนก่อน...ฉันสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งเดียวกับแก แต่ฉันทำไม่สำเร็จ ฉันไม่ได้กล้าหาญอย่างแก ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนแก ฉันถึงได้เหลือแต่วิญญานนี่ไงล่ะ..." มาวินพูดน้ำเสียงสะอื้น ผมตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ ไม่ไหวแล้ว...ผมรู้สึกหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม...ขอยาดมหน่อยได้ป่ะ "นี่ใช่มั้ยที่ทำให้แก...หายตัวไป" ทำไมผมถึงถามคำถามที่ไม่น่าถามนี่ด้วยวะ...ก็มันเห็นกันอยู่โต้งๆ แล้วนี่นา มาวินไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ ผมนิ่งไปหลายอึดใจเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จนกระทั่งไอ้มาวินพูดขึ้นอีก "ส่วนแก...แกอยู่รอดมาจนถึงภารกิจที่ห้าได้ และตอนนี้แกก็เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้" ผมช็อคซ้ำซ้อนกับคำบอกเล่าที่แสนจะโหดร้ายนั้น "อะไรนะ...อย่าบอกนะว่า...คนอื่น..." ผมแหกปากด้วยความตกใจรู้สึกว่าเสียงของตัวเองคงจะดังได้ยินไปไกลถึงดาวอังคารนู่นแล้ว "ใช่แล้วเพื่อน ทั้งรปภ ทั้งผู้หญิงพนักงานต้อนรับ พนักงานทำความสะอาดและช่างซ่อมบำรุงคนนั้น พวกนั้นก็เพิ่งจะมาทำงานเป็นวันแรกเหมือนแกนั่นแหละ แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครรอด...นอกจากแกคนเดียว" ผมอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก

"อีกแค่สองภารกิจ แกก็จะได้ออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยพร้อมกับรางวัลของแกแล้ว" มันหยุดพูดแล้วก้มหน้าสะอื้นไห้ฮั่กๆ ทำน้ำตาผีหยดติํงๆ "แก..." ผมอยากจะพูดปลอบใจมันเหลือเกิน แต่ก็คิดดันสมองตื้อตันถ้อยคำไม่ออกไปซะงั้น ได้แต่ยืนน้ำตาซึมมองมันสะอึกสะอื้นด้วยความรู้สึกเศร้าสลด สงสารในชะตากรรมของเพื่อนรักอย่างจับใจ อึดใจต่อมาวิญญาณไอ้มาวินก็เงยหน้านองน้ำตาขึ้นมาสบตากับผม "ฟังฉันนะไอ้ตรี งานนี้ถึงมันจะหฤโหดตะโปดออดไปหน่อย แต่มันอาจจะเป็นโอกาสดีๆ สำหรับแกที่จะเปลี่ยนชีวิตได้เลยนะเว่ยเพื่อน ถ้าแกทำภารกิจพวกนั้นสำเร็จทุกอย่าง" ไอ้บ้าห่านจิก!...อยู่ๆ มันก็เปลี่ยนจากโหมดดราม่าน้ำตาหยดแหมะมาเป็นโหมดแอดเวนเจอร์กระตือรือร้นบนความคาดหวังอันเรืองรองฉาบฉายบนใบหน้าจนผมเปลี่ยนโหมดตามแทบไม่ทัน...ไอ้ผีบ้า กรูจะบ้าตาย!

"และอีกอย่าง แกต้องเป็นคนปลดปล่อยวิญญานฉัน...ไอ้ตรี ไม่อย่างนั้นฉันจะต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล และที่สำคัญ ตัวแกเองก็อาจจะต้องมีสภาพเดียวฉันตอนนี้เหมือนกันถ้าเกิดแกทำไม่สำเร็จ" มาวินพูดเหมือนขอร้องแต่ก็แกมบังคับไปพร้อมกัน "แล้วแกจะให้ฉันทำอะไร" ผมกลั้นใจถาม วิญญาณมาวินระบายยิ้มขึ้นบนใบหน้าเปล่งแสงของตัวเอง "ร่างของฉันถูกแยกชิ้นส่วนใส่กล่องไว้ ถ้าหากชิ้นส่วนของฉันมารวมกันครบทุกชิ้น มันก็จะปลดปล่อยวิญญาณฉันออกไปจากที่นี่...แต่ต้องก่อนหกโมงเช้านี้เท่านั้นนะ" ไอ้มาวินตอบ ทำให้ผมนึกถึงอวัยวะต่างๆ ที่อัดแน่นอยู่ในกล่องโฟมในออฟฟิศแล้วก็ต้องตาเหลือก "ชิ้นส่วนร่างของแก...ในกล่องโฟมนั่น..." ผมพูดแบบกระท่อนกระแท่นไม่เชิงเป็นคำถาม เพราะ ผมตั้งใจจะให้มันเป็นคำอุทานมากกว่า แต่มาวินก็พยักหน้ารับ "ฉันอยู่กับแกมาตลอดตั้งแต่แกเดินเข้าออฟฟิศมาแล้วล่ะ" มันบอก "แกก็เห็นแล้วนี่นะว่าชิ้นส่วนร่างของฉันมันอยู่ไม่ครบ พวกมันแยกหัวของฉันไปเพื่อทำให้เกิดอาถรรพ์มี่จะทำให้วิญญาณออกไปจากที่นี่ไม่ได้" มันจ้องตาผมเขม็งแล้วพูดเน้นคำ

"นี่คือภารกิจที่หกของแก...ไอ้ตรี" "อะ...อะไรนะ!" ผมตะลึงตาตั้งด้วยความคาดไม่ถึง ขนผมลูกเกรียวกับสิ่งที่วิญญาณเพื่อนรักบอก "ภารกิจที่หกของแกก็คือ แกจะต้องลงไปเอาหัวของฉันกลับขึ้นมารวมกับร่างให้ได้ ภารกิจของแกจะเริ่มเวลาหลังเที่ยงคืนสิบสามนาที" ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา 0.00น.ตรงเผง "เห้ย! นี่ฉันใช้เวลากับภารกิจที่ห้านานขนาดนี้เลยเหรอวะ" ผมอุทานเสียงหลง เหลือบมองหน้าไอ้มาวินก็พบกับรอยยิ้มกริ่มพร้อมอาการส่ายหน้าน้อยๆ "ไม่แปลก...ไม่แปลก" มันพูดเนิบๆ "เวลามักจะเดินเชื่องช้ากว่าปกติถ้ามันรู้ว่าเราเอาใจไปจดจ่ออยู่กับมัน และมันจะหดสั้นลงเมื่อเราพยายามจะยืดให้มันยาวออกไป เหมือนตอนที่แกอยากให้วันเคลียร์หนี้มันยืดยาวออกไปนานๆ แต่มันกลับกลายเป็นว่ายิ่งเร่งวันให้มาถึงเร็วขึ้นไงล่ะ" กวนตีนละไอ้ผีชีเปลือย...นั่นมันหนี้ของแกนะเว้ยเห้ย ยังจะเอามาพูดล้อเล่นอีก...ผมนึกด่ามันในใจ แต่ก็ได้แต่ยืนทื่อฟังสิ่งที่มันพูด พลันก็นึกไปถึงชิ้นส่วนเครื่องในที่ใช้เป็นเหยื่อล่อในภารกิจที่สาม ทั้งลูกนัยน์ตา ก้อนสมอง ไต มือและเท้าของมันไปโยนให้ปิศาจพวกนั้นไล่ตามเก็บ "แต่ว่านะไอ้วิน...ฉันเสียใจจริงๆ นะที่ต้องบอกแกว่า ตอนนี้ชิ้นส่วนของแกมันอยู่ไม่ครบเสียแล้วล่ะว่ะ" ผมก้มหน้าพูดเพราะเกิดรู้สึกผิดขึ้นมาและเกรงว่าจะเห็นรีแอคชั่นของมันต่อสิ่งที่ผมกำลังจะบอก "ตอนภารกิจที่สี่...ในบรีฟงานบอกให้ฉันใช้ชิ้นส่วนของแกไปเป็น เอ่อ...เหยื่อล่อพวกนั้น" ผมลอบมองสีหน้าของวิญญาณเพื่อน

"ฉันรู้...แต่แกไม่ต้องห่วง นั่นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย ไอ้ที่สำคัญมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือแกต้องเอาหัวฉันกลับขึ้นมาให้ได้ก็เป็นพอ" อ้าว...ผิดคาดแฮะ นึกว่ามันจะตกใจโหวกเหวกโวยวายเหมือนโดนควายไล่ขวิดแบบเดียวกับตอนยังไม่ตายซะอีก...นั่นมันสันดานของมันเลยนะ "ให้ตายสิวะ!" ผมสบถ "ทำไมพวกมันถึงได้...โหดนะห่ำมะหำเหี้ยมแบบนี้!" ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้มันคือความโกรธหรือเปล่า "สำหรับพวกที่ขึ้นมาจากข้างล่างนั่นแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องปกติว่ะ" วิญญาณมาวินตอบ "มีวิธีจัดการกับเหยื่อของพวกมันหลายวิธีแตกต่างกันไปตามบุคลิกของปิศาจแต่ละตน แกก็ได้เห็นกับตาแล้วนี่...ที่บนดาดฟ้านั่นน่ะ ส่วนไอ้ปิศาจรปภนั่น มันชอบการแยกชิ้นส่วนมนุษย์เล่น อย่างที่มันทำกับฉันนี่ไง เห็นว่ามันเป็นภารกิจพิเศษของแม่งว่ะ" ประโยคสุดท้ายฟังดูแปลกๆ แต่ก็ทำให้ผมหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาได้ "แล้ว...พวกมันเอาหัวของแก..." คำพูดของผมแหบและหายไปในลำคอ "ลงไปไว้ที่ห้องใต้ดิน ที่ที่พวกมันจากมา" วิญญาณมาวินพูดต่อให้จบประโยค สิ่งที่มันพูดทำให้ผมฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "เดี๋ยวก่อน...แกบอกว่าแก เอ่อ...ตายเมื่อสองเดือนที่แล้วใช่มั้ย แต่ที่ฉันเห็น..ทำไมชิ้นส่วนของแกยังดูใหม่เหมือนเพิ่งตายอย่างนั้นล่ะวะ" ผมถาม วิญญาณมาวินแค่นหัวเราะหึหึ น่าจะป็นเพราะรู้สึกขมขื่นมากกว่าที่จะขบขัน

"ไม่แปลกหรอก" มันตอบ "ร่างกายที่ถูกทำลายด้วยอำนาจปิศาจ มันมีข้อดีตรงที่พลังปิศาจนั้นจะช่วยรักษาสภาพเอาไว้ให้คงเดิมอยู่อย่างนั้น จนกว่าร่างกายและวิญญาณของฉันจะรวมกันได้อีกครั้ง พลังปิศาจจึงจะสลายไป" มันอธิบาย "...พวกมันถึงได้แยกหัวของฉันไปเก็บที่อื่น เพื่อที่ร่างและวิญญาณจะได้กลับมารวมกันไม่ได้ไงล่ะ นั่นแหละ...อาถรรพ์ที่เกิดล่ะ" ผมยืนฟังไปขนลุกไป "แล้วมันจะเป็นไงถ้า...รวมวิญญาณกับร่างได้แล้ว..." ผมถาม "วิญญาณของฉันก็จะถูกปลดปล่อยและ...ร่างของฉันก็จะเน่าเปื่อยสูญสลายไปน่ะสิ" มันพูดน้ำเสียงเศร้าๆ "อ้าวเหรอ ฉันนึกว่า...แกจะได้ เอ่อ..." ผมพยายามนึกหาคำพูด "คืนชีพงั้นเหรอ...ไอ้ตรี...นี่ไม่ใช่นิยายนะเว้ยเห้ย เรื่องจริงก็คือ...ตายแล้วตายเลย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ แกจะปล่อยให้ฉันติดอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล...หรือจะช่วยปลดปล่อยวิญญาณของฉันออกไปผุดไปเกิดวะเพื่อน" ผมอึ้งกิมกี่กับคำบอกเล่านั้น "แล้ว...ฉันจะหาหัวแกเจอได้ไง" ผมตัดสินใจในที่สุดว่าจะเป็นร้ายตายดียังไงก็ต้องช่วยมันให้ได้ "ไม่ต้องห่วงไป...ฉันจะติดตามแกไปด้วย...ขอบใจว่ะเพื่อน เอาล่ะ...ไปกันเล่ย" นั่นเป็นเสียงที่ผมได้ยินก่อนที่ความหม่นมัวรอบตัวจะสว่างเจิดจ้าขึ้นจานัยน์ตาพร่าพราย จากนั้นสติของผมจะดับวูบวับดับลงอีกครั้ง

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!