ดาดฟ้า

ผมยืนหอบหายใจถี่อยู่ตรงประตูเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จะต่างกันก็ตรงที่คราวนี้ใันไม่มีอาการแน่นหน้าหรือเจ็บร้าวเหมือนปอดจะระเบิดเลยสักนิด ความรู้สึกตอนนี้มัน...ตื่นเต้นและสะใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในชีวต แม้ว่าจะเจ็บแปลบตรงสีข้างจากการกระแทกอยู่ไม่น้อย นี่มันคือความรู้สึกของผู้ชนะใช่ไหมนะ ผมคิดถามตัวเองพลางมองดูนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา22.13น. ผมหัวเราะให้กับตัวเอง จากนั้นก็พาตัวเองเดินไปหยิบเอาสเปรย์ยาชาในตู้ยาก่อนจะมานั่งลงบนเก้าอี้แล้วเลิกชายเสื้อขึ้นเพื่อจะพ่นน้ำยาเใส่สีข้าง ความเย็นของน้ำยาช่วยลดความเจ็บปวดได้เกือบจะในทันทีแต่ถึงอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นอาการบวมช้ำอันเกิดจากการกระแทกแน่ๆ ผมหันไปมองที่วิทยุสื่อสารบนโต๊ะคาดว่าจะได้ยินเสียงนายโอเปอเรเตอร์ดังขึ้น แต่ก็เปล่า มันนอนเป่าสากเป็นอุปกรณ์ที่เงียบสงบอยู่กับที่อย่างน่าผิดหวัง

ไม่รู้ทำไมผมจึงนั่งมองมันนิ่งนานอยู่อย่างนั้นอย่างมีความหวังว่าจะได้ยินเสียงของชายแปลกหน้าคนนั้นพูดขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง อยู่ๆ ผมก็รับรู้ถึงความโดดเดี่ยวเหมือนถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่ในมิติอื่นที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ขึ้นมาซะงั้น ใช่สิ...ตอนนี้ผมต้องการจะพูดคุยกับใครสักคน แม้จะไม่ได้เห็นหน้าคร่าตาอีกฝ่ายหน้าก็ตาม และจะเป็นคนแปลกหน้าหรือว่าคนหน้าแปลกผมก็ไม่คิดจะเกี่ยงงอนใดๆ ทั้งนั้น...ผมคิดพลางหูก็ฟังเสียงที่ดังลอดมาจากนอกประตู

มันคือเสียงปิศาจกรีดร้องและคำรามอย่างโกรธแค้นฟังดูน่าสยดสยองควรค่าแก่การหวาดกลัวเป็นที่สุด แต่ผมกลับรู้สึกถึงความเศร้าหมองของชีวิตตัวเองที่จมจ่อมอยู่กับความโดดเดี่ยวมานานเหลือเกินในความรู้สึก เกือบสี่ปีที่ไม่มีใครให้ร้องหา เกือบสี่ปีที่ไม่มีใครให้พึ่งพิง ไม่มีใครห่วงใยคอยดูแลตอนที่ป่วยไข้ ทุกคนที่ผมรักต่างก็หนีหายหรือไม่ก็ตายจากไปหมดแล้ว ผมกลายเป็นคนที่เดียวดายที่ต้องดิ้นรนทนฝืนมีชีวิตอยู่ในโลกอันแสนจะบูดเบี้ยวใบนี้มานานเหลือเกิน คิดๆ ไปแล้วน้ำตามันก็พาลจะเอ่อท้นล้นขอบตาเสียให้ได้ โอ้...แม่เจ้า ทำไมชีวิตของข้าน้อยถึงได้รันทดสลดหดหู่ระทมระทวยเหมือนโดนหวยแดกทุกงวดๆ ได้อย่างหนักหนาซะเบอร์นี้วะเนี่ย!

ก่อนที่ผมจะโหลดเข้าโหมดละครเวทีดราม่าต่อมน้ำตาแตกหนักไปมากกว่านี้ 'วื้ดดดด' เสียงเครื่องแฟ็กซ์ทำงานดังขึ้นขัดจังหวะเพ้อขึ้นเสียก่อน ทำให้ผมหลุดออกจากอารมณ์ดื่มด่ำกับความเศร้าบัดซบของตัวเอง เพิ่งจะรู้ตัวว่าน้ำตาไหลเป็นสายอาบแก้มและเสียงปิศาจนั่นก็เงียบไปแล้วตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ผมยกนาฬิกาข้อมีอขึ้นดูเวลาเวลา22.25น. บ้าจริง! นี่ผมเสียเวลาไปตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงเพียงเพื่อมานั่งสงสารตัวเองเนี่ยนะ...งี่เง่าชะมัดว่ะไอ้ชาตรี! ผมตำหนิตัวเองที่ดันยอมตัวเองทำให้ตัวเองรู้สึกงี่เง่าได้ถึงขนาดนี้ ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะคว้าปากกาขึ้นมาเริ่มเขียนรายงานจนเสร็จเรียบร้อยโดยใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีดี จากนั้นจึงหยิบแผ่นบรีฟงานมานั่งอ่าน

ภารกิจที่5 เวลา22.37น. เราประทับใจกับผลงานของคุณเป็นอย่างยิ่ง มีไม่กี่คนหรอกนะที่สามารถผ่านมาถึงภารกิจนี้ได้ เอาล่ะ สำหรับภารกิจที่ห้านี้ เราขอให้คุณขึ้นไปที่ชั้นเจ็ด โดยใช้ลิฟต์ตัวที่อยู่ด้านขวา ขอย้ำ 'ลิฟต์ด้านขวา' เท่านั้น อย่าลืมเอาเทียนไขกับไฟแช็คไปด้วยล่ะ ไม่ต้องห่วง ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่เคยไล่ล่าคุณจะไม่ปรากฏตัวออกมาทำอันตรายคุณหรอกนะ เมื่อขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดแล้ว ให้คุณเดินไปตามระเบียงตึก แล้วคุณจะพบกับประตูที่จะเปิดออกไปยังดาดฟ้าซึ่งจะมีเชิงเทียนติดอยู่ตรงกลางบานประตูนั้น หากคุณพบว่ามันเปิดอยู่ เราขอให้คุณปิดและล็อคมันซะให้แน่นหนา เพราะเราไม่แน่ใจว่า ช่างซ่อมบำรุงที่ขึ้นไปตรวจความเรียบร้อยของแท็งค์น้ำคนนั้นเขาจะอยู่ในสภาพเป็นร้ายตายดีเช่นไร แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าเขายังปกติดีอยู่เขาจะมีกุญแจสำหรับเปิดประตูของเขาเองอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ เขาก็อาจจะกลายเป็นอะไรที่เราเชื่อว่าคุณจะต้องไม่อยากจะเจอไปแล้วก็ได้

เมื่อคุณจุดเทียยเสร็จแล้วให้รีบวิ่งกลับทางเดิม อย่าสนใจสิ่งที่ไล่ตามหลังมา คุณอาจจะใช้ลิฟต์ลงมาจนถึงชั้นล่างได้ตลอดปลอดถัย หรือไม่ก็ลงมาหยุดที่ชั้นใดชั้นหนึ่งที่ต่ำกว่าก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับโชคของคุณแล้วล่ะ ถ้าหากลิฟต์เกิดหยุดและะเปิดออกกลางทางเสียก่อน เราขอบอกเลยว่าคุณจะไม่สามารถรอให้ลิฟต์กลับมาทำงานต่อได้อีก คุณไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น ดังนั้น...คุณต้องเปลี่ยนใช้บันไดแทนทันที และรีบลงมาให้ถึงออฟฟิศของคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอะไรก็ตามซึ่งมันไม่ชอบการผูกมิตรจะตามมาล่าคุณทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก

อ้อ...สำคัญมากเลย ข้างบนนั้นไม่ค่อยจะมีแสงสว่างมากนักหรอก ทางที่ดีคุณควรจะเอาไฟฉายแรงสูงติดตัวไปด้วยเป็นการดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกิดความจำเป็นต้องหยุดพักกลางทางล่ะก็ คุณจะสามารถเข้าใช้ห้องและชั้นหมายเลขคู่เท่านั้นในการหลบซ่อนตัวจากสิ่งที่ไล่ตามคุณมา แต่เราแนะนำให้เก็บเอาไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายจะดีกว่า เพราะการเข้าไปนั้นมันง่ายแต่การกลับออกมามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก เราเชื่อว่าคนที่สามารถผ่านมาถึงจุดนี้ได้อย่างคุณ จะปฎิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วงด้วยความราบรื่นด้วยดี ขอให้โชคดี

ผมถอนใจพร้อมแอบมองบนนิดหน่อย ชักจะรำ...ไยไอ้คำอวยพรลงท้ายนี่เสียแล้วสิ...เอะอะก็ขอให้โชคดี...แต่ต้องวิ่งตับแทบทรุดทุกทีอย่างนี้ก็ไม่ไหวหรอกป่ะ ข้อเข่าสึกกันพอดี แล้วไอ้ภารกิจนี้ยิ่งแล้วใหญ่ มีการอาจจะต้องวิ่งลงบันไดเสียด้วยสิ แค่คิดข้อเข่าก็ลั่นก๊อบแก๊บแล้วล่ะ ผมถอนใจขณะเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเอาเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อสู้ๆ ชูสองนิ้วขึ้นมาบิดฝาเปิดดื่มรวดเดียวหมดขวด งานนี้ต้องมีโด๊ปเสียหน่อยถึงแม้จะรู้ว่า เป็นการเพิ่มปริมาณคาแฟอีนให้เข้าไปรวมตัวกับกาแฟเอสเปรสโซ่กระป๋องที่ซัดเข้าไปเมื่อชั่วโมงก่อนแล้วมันจะกระตุ้นให้ต้องปวดฉี่บ่อยๆ ก็เถอะ และตอนนี้นาฬิกาก็บอกเวลา22.36น. ถึงเวลาแล้ว ผมโยนขวดเครื่องดื่มลงตะกร้าขยะก่อนจะคว้าเทียนไขกับไฟเช็กแล้วมายืนเตรียมพร้อมที่จะเปิดประตูอีกครั้ง

ทุกอย่างเป็นไปตามคาด ไม่ปรากฎร่องรอยความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลยแม้แต่รอยขีดข่วน ไม่มีเสียงแปลกปลอมใดๆ ดังมาให้ได้ยินสักแอะเช่นกัน นั่นหมายความว่าพวกปิศาจนั่นมันไม่ได้อยู่แถวนี้แล้วล่ะสิ...ถ้างั้นพวกมันมันไปอยู่ไหนกันนะ...ผมอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ผมเร่งฝีเท้าตรงไปที่ห้องโถงมองผ่านประตูกระจกใสออกไปที่ป้อมยาม ฝนขาดเม็ดไปนานแล้วและทุกอย่างก็เงียบสนิท...เงียบจนไม่น่าไว้วางใจ...เป็นความเงียบสงบแบบก่อนพายุร้ายจะโหมกระหน่ำมาอย่างนั้นแหละ ประตูลิฟทต์สีแดงสดทุกตัวปิดสนิทศิษย์สงัดดูสงบเสงี่ยมดี และทันทีที่ผมกดปุ่มเรียกลิฟต์ตัวขวามือ ซึ่งมีเพียงปุ่มลูกศรคว่ำลงเพียงปุ่มเดียวแปะอยู่ พอไฟสีส้มสว่างขึ้นปุ๊บประตูลิฟต์ก็เปิดออกปั๊บทันทีอย่างกับว่ามันมาอยู่รอรับผมอยู่แล้วงั้นแหละ ผมก้าวเท้าเข้าไปข้างในตัวลิฟต์พร้อมกับขนแขนที่สแตนดฺ์อัพกันกรูเกรียว...ทำไมต้องเป็นลิฟท์ตัวขวาด้วยวะ...ผมคิด

ประตูปิดตามหลังทันทีทั้งที่ยังไม่ได้แตะปุ่มใดๆ เลยสักกะจึ๋ง มันจะออโตเมติกเกินไปหน่อยแล้วมั้ง ผมกดเลขชั้นเจ็ดพลางมองสำรวจภายในลิฟท์ ผนังทั้งสามด้านราบเรียบไร้การประดับตกแต่งใดๆ แต่ที่มันทำให้ลิฟต์ตัวนี้ดูน่าขนลุกก็คือ มันถูกทำให้เป็นสีแดงสดไปหมดทุกด้านราวกับทาทับด้วยเลือดสดๆ อย่างงั้นแหละ ดีหน่อยที่บนเพดานมีแสงไฟสีขาวส่องลงมาซึ่งช่วยลดทอนความสยองลงไปได้ระดับหนึ่ง และมีช่องระบายอากาศเล็กๆ ติดอยู่บนเพดานนั้นด้วย ที่ด้านฝั่งประตูมีแผงสำหรับปุ่มกดหมายเลขชั้นและแถบตัวเลขบอกชั้นที่เหนือประตู ซึ่งมันก็ดูเป็นปกติของลิฟต์ธรรมดาทั่วๆ ไปไม่มีอะไรพิเศษ

ลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นสู่ที่สูง ไฟบอกระดับชั้นก็ทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี ชั้นที่สอง...ชั้นที่สาม...ชั้นที่สี่ ผมละสายตาจากแถบบอกระดับชั้นลงมองพื้น ทันใดนั้นที่หางตาของผมก็เห็นอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นที่มุมลิฟต์ด้านใน ผมจึงหันขวับไปมองเต็มตา เอ๊ะ? มันมาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่ตอนไหนวะ!? ผมคิดพร้อมทำหัวคิ้วชนประสานงากันดังโครม จ้องมองรองเท้าคัทชูแบบส้นเตี้ยของผู้หญิงคู่ที่กองอยู่ตรงมุมลิฟต์นั่นด้วยความฉงนสนเท่ห์อยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปนั่งยองๆ สำรวจดูใกล้ๆ เอา นิ้วลองจิ้มๆ มันดู "ว่าไง...เธอเป็นเกิบของใครเนี่ย...มาอยู่ตรงนี้ได้ไงเหรอ...หืมย์" ผมถามมันเรื่อยเปื่อยไปตามประสาคนขี้สงสัยที่เหมือนจะไร้สติ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่า เห้ย!...นี่ผมกำลังคุยกับรองเท้าอยู่นะเนี่ยะ!...คนบ้าอะไรคุยกับรองเท้าก็ได้ด้วย ผมละสายตาจากรองเท้ามองไปที่ตัวเลขบอกชั้น ในจังหวะเดียวกับที่ 'ติ๊งงงงง' เสียงกระดิ่งเตือนดังขึ้น ก่อนที่ประตูลิฟต์จะค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นระเบียงทางเดินยาวที่ทอดลึกเข้าไปในความมืดสลัวเท่าที่แสงสว่างจากในตัวลิฟต์จะสาดไปถึงได้

ผมลุกขึ้นยืนพร้อมกับกดสวิตท์เปิดไฟฉายแรงสูง ก่อนจะเดินออกมาจากตัวลิฟต์ ซึ่งมันก็ปิดลงทันทีเหมือนตอนที่มันเปิด ทำให้ระเบียงทางเดินมืดลงฉับพลัน ผมรู้สึกตัวว่ากำแท่งเทียนไขและไฟแช็กไว้แน่นเกินไปจนอาจจะทำให้มันหักคามือเสัยก่อน จึงคลายมือออกนิดหน่อย...คือมันตื่นเต้นน่ะ อันนี้พูดจริงไม่ได้แก้ตัวเพราะกลัวใครว่ากำลังปอดแหกอยู่หรอกนะ...จริ๊งงงงง แล้วผมก็เริ่มออกเดินผ่านบรรดาประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ทางฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายเป็นราวระเบียงสูงประมาณเมตรยี่สิบด้านบนเปิดโล่งมองออกไปก็เห็นแต่เงาตะคุ่มในความมืดของป่าที่รายรอบอยู่ในบรรยากาศเย็นฉ่ำ ชื้นแฉะและเงียบสงัด แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าอากาศข้างบนนี้มันทำให้ผมหายใจหายคอโล่งขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว

ผมเดินมาจนถึงช่วงกึ่งกลางของระเบียงที่ช่องบันไดแบ่งตึกเป็นสองฟาก ด้านขวามือมีบันไดทอดลงไปชั้นล่างและขึ้นไปหาประตูที่อยู่ด้านบนที่เปิดแง้มอยู่เล็กน้อย...นี่สินะประตูดาดฟ้า แต่เห้ย!...มันเปิดอยู่นี่หว่า...ใจผมหล่นวูบเมื่อนึกไปถึงช่างซ่อมบำรุงที่ระบุไว้ในบรีฟงานขึ้นมาโดยอัตโนมัติ "ชิกไหเลี้ยว!" ผมอุทานด้วยความตื่นตระหนกนิดๆ ก่อนจะเผ่นพรวดขึ้นไปถึงชานพัก เห็นเชิงเทียนทองเหลืองติดอยู่กับบานประตูที่แง้มอยู่ "จุดเทียนตรงนี้สินะ" ผมพึมพำพลางเอื้อมมือไปจับลูกบิดกำลังจะดึงบานประตูให้ปิดลง

ทันใดนั้นเองก็ต้องชะงักค้างเติ่งเมื่อมีเสียงใครคนหนึ่งแหกปากร้องเสียงหลงดังมาจากนอกประตู "ช่วยด้วย!...ช่วยผมด้วย!" เป็นเสียงของผู้ชายที่แสดงถึงความหวาดกลัวสุดขีด ผมรีบเปิดประตูอ้าออกไปดูทันทีตามสัญชาตญาน เอ๊ะ!...หรือสันดานอยากรู้อยากเห็นกันแน่วะ งั้นเอามาสมาสกันกลายเป็น 'สัญชาตดาน' ก็แล้วกัน เว้ยยยย! เวิ่นเว้อน่า!...มันใช่เวลามั้ยเนี่ย! แสงจากไฟฉายแรงสูงจากหน้าผากของผมสาดไปกระทบกับใบหน้าของชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายๆ ในชุดหมีสีกรมท่า กำลังวิ่งหน้าตาตื่นตรงเข้ามาหาผม ที่ด้านหลังของเขามีสิ่งมีชีวตบางอย่างกำลังพุ่งตามหลังมาติดๆ

มันมีรูปร่างเหมือนลูกน้ำขนาดยักษ์ที่มีก้ามยาวเรียวแหลมคล้ายกับคีมของก้ามกุ้งขนาดใหญ่หกอันซึ่งมันใช่เดินแทนขา ยื่นออกมาจากใต้หัวที่กลมและมีขนฟูสีดำสนิท มีดวงตากลมสีแดงสะท้อนแสงไฟฉายวาววับนับสิบดวงเรียงเป็นแถวอยู่ในกลุ่มขนฟูนั้น ส่วนร่างกายของมันเป็นรูปทรงกระบอกงุ้มมาด้านหน้า ตรงส่วนปลายที่น่าจะเป็นก้นของมันนั่นกลับมีเขี้ยวยาวโง้งออกมาจากปากกว้างฟันเหลืองอ๋อยแต่ดูคมกริบล้นออกมาเพราะอมไว้ไม่มิด ขนสีดำแข็งเป็นแผงยาวจากหลังหัวจรดใต้ก้น เอ่อ...หรือว่าปากวะ! เออ...ก็ตรงนั้นนั่นแหละ ส่วนข้างท้องสีแดงใสมีรยางค์แส้สีแดงสดราวกับเส้นเลือดที่ถูกขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นเป็นพันเท่า จำนวนสีเส้น ที่ตรงส่วนปลายนั้นแตกแขนงเป็นเส้นเล็กเส้นน้อยสะบัดกวัดไกวไปมาในอากาศใช้แทนมือจับ และแน่นอนที่สุด...เอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของปิศาจพวกนี้ กลุ่มหมอกควันสีดำมืดหมุนวนเป็นเกลียวติ้วๆ อย่างบ้าคลั่งอยู่รอบตัวมัน

ชายหนุ่มคนนั้นวิ่งมาพร้อมใบหน้าตื่นกลัวสุดขีด ดวงตาเหลือกลานแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า เขาวิ่งแหกปากร้องไม่เป็นภาษามาตลอดทาง จนเกือบจะถึงที่ที่ผมยืนตะลึงอยู่ เขาก็ยื่นมือมาหาผม พร้อมกันนั้นผมก็ยื่นมือไปหาเขาเช่นกัน อีกนิดเดียวเท่านั้นที่ผมจะคว้ามือเขาได้แต่... "พี่...ช่วยผม...อ้าาาา" เขาแหกปากร้องขอความช่วยเหลือไม่ทันขาดคำ ร่างของเขาก็ถูกระยางค์แส้พุ่งเข้าพันรอบอก แล้วกระชากกลับไปข้างหลังอย่างแรงและเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน "เฮ้ย!" ผมร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตกใจ ยืนขาแข็งจ้องมองดูแมงง่องแง่งปิศาจจับตัวชายหนุ่มฟาดลงกับพื้นซีเมนต์ ในท่านอนหงายเสียงดัง 'พลัก' อย่างหนักแน่น มีวัตถุบางอย่างกระเด้งกระดอนตกลงบนพื้นเสียงดังแคร๊งเบาๆ สาบานได้ว่านอกจากเสียงที่ว่านั่นแล้ว ผมยังได้ยินเสียงกระดูกของเขาที่แตกหักดังแทรกมาพร้อมกันด้วย!

ชายหนุ่มกระอักเลือดพุ่งทะลักออกจากปากเป็นน้ำพุกระเซ็นไปทั่วบริเวณ แขนขาของเขาบิดเบี้ยวผิดรูปไปทันทีทันที ปลายแหลมของกระดูกที่แตกหักทิ่มทะลุออกมานอกผิวหนังอย่างน่าสยดสยอง ไอ้ปิศาจแมงง่องแง่งเหยียดยื่นปากตรงก้นเข้าไปใกล้หน้าเขาแล้วอ้ากว้างอวดฟันแหลมเปี๊ยบเป็นชั้นๆ น้ำเมือกเยิ้มยืดน่าสะอิดสะเอียน ปล่อยแท่งเอ็นสีชมพูซีดยื่นออกมาแตะๆ ที่รอบๆทปากของชายหนุ่มคนนั้น ก่อนจะถอยออกเล็กน้อยแล้วพุ่งทิ่มทะลวงเข้าไปในปากชายหนุ่มเสียงดัง 'ฉัวะ' ทำให้ฟันหลายซี่ของเขาหลุดกระเด็นลาออกจากเหงือก ตกลงไปกองอยู่บนพื้น

ความสยองยังไม่สร่างซาไปง่ายๆ ทันใดนั้น แท่งเอ็นนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงสดอย่างรวดเร็ว มันกำลังดูดกินเลือดของเขาจากอวัยวะภายในที่คงจะแหลกเละไปแล้วจากแรงกระแทกขนาดนั้น นาทีนั้นเองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกายของมัน ด้านบนของหัวกลมฟูนั่นเริ่มปริแตกแยกออกจากกัน และมีอีกหัวกำลังโผล่ขึ้นมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกันกับที่ร่างของชายหนุ่มช่างซ่อมบำรุงก็เหี่ยวแห้งฟ่อบแฟบเหมือนตุ๊กตายางถูกปล่อยลมลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนังแห้งติดกระดูกก่อนที่จะเริ่มสลายตัวกลายเป็นหมอกควันสีดำสนิท หมุนคว้างขึ้นไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มควันที่วนรอบตัวมัน

รอยปริแตกนั้นขยายต้วไปตลอดความยาวของลำตัวอย่างรวดเร็ว แล้วร่างใหม่สีเทาดำปนเขียวเข้มก็โผล่ออกมาแทนที่เหมือนยุงยักษ์ที่ลอกคราบกลายเป็นตัวต็มวัย ร่างกายส่วนใหญ่ก็คล้ายๆ กับที่มันเคยเป็น ก่อนหน้านี้ จะต่างกันก็เพียงแต่ขนาดตัวใหญ่โตขึ้น ก้ามยาวทั้งหกดูแข็งแกร่งขึ้นและส่วนปลายของรยางค์แส้ก็แตกแขนงยืดยาวกว่าเดิม เปลือกที่มันลอกคราบออกก็พลันหลุดร่วงลงไปกองบนพื้น ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นกลุ่มควันดำรวมเข้ากับส่วนอื่น ไม่มีการเหลือสิ่งใดตกค้างไว้ให้เป็นหลักฐานแม้แต่น้อยนิด แหม่...โหดสลัดได้โล่ห์แถมซีโร่เวสท์จริงๆ เว้ยเห้ย...พับผ่า!

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!