ผมยืนเอามือยันเข่าหอบหายใจอย่างบ้าคลั่งด้วยความเหนื่อยจนขาสั่นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินเซไปลงนั่งกางแขนขาพิงพนักเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ใส่ใจเสียงคำรามและทุบปึงปังจนประตูสั่นกราวเพราะมั่นใจแล้วว่ามันไม่สามารถพังเข้ามาได้ตราบใดที่ผมทำภารกิจให้ลุล่วง ตอนนี้นาฬิกาข้อมือบอกเวลา20.59น. ทำเวลาได้ดีนี่หว่า...ผมหัวเราะให้กับตัวเอง ผมหลับตาลงนิ่งพยายามสงบจิตใจเพื่อทำให้ระดับอะกรีนาลีนในร่างกายลดลงอยผุ่หลายนาที จนกระทั่งสามารถกลับมาหายใจแบบปกติได้อีกครั้ง และพร้อมกันนั้นความเหนื่อยอ่อนเบาบางจางลงไปด้วยเช้นกัน
ภายในหัวใจของผม ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปจากเดิม คราวนี้ถึงแม้จะเหนื่อยจนหอบแต่ก็ไม่ได้เจ็บทั้งอกเหมือนตอนภารกิจแรก ความหวาดกลัวอย่างที่เคยมีในภารกิจก่อนหน้านั้นมันได้มลายหายไปไหนก็ไม่รู้ ในห้วงเวลานี้ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นสะใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าความกลัวนั้นมันได้แปรสภาพเปลึ่ยนมาเป็นความฮึกเหิมลำพองเกิดขึ้นมาแทนที่ไปแล้ว นี่ผมคงจะบ้าไปแล้วละมัง ทำไมอยู่ดีๆ ก็รู้สึกอะไรที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนอย่างนี้ได้ หรือมันจะเป็นอย่างที่ผมเคยได้ยินใครบางคนกล่าวเอาไว้ว่า เมื่อคุณผ่านพ้นจุดสูงสุดมาได้แล้ว ชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล ในกรณีของผมก็น่าจะเป็นในทำนองนั้น ผมได้ข้ามพ้นความหวาดกลัวในระดับสูงสุดมาแล้ว จิตจึงเกิดการพลิกกลับมาอยู่ในโหมดตรงข้ามคือความกล้าหาญ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกในแบบที่ผมไม่เคยรู้สึกถึงมันมาก่อนในชีวิต...นี่พูดจริงๆไม่มีขิงเลยสักแง่ง
"คุณเก่งมากเลยนะ...คุณชาตรี" อยู่เสียงพูดจากวิทยุสื่อสารก็ดังขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้่า ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมคงสะดุ้งสุดตัวไปแล้ว แต่ในตอนนี้สิ่งที่ผมทำก็เพียงแค่เหลือบมองมันแล้วคว้าขึ้นมากดปุ่มพูดกรอกเสียงลงไป "คุณหมายถึงอะไรน่ะ?" ผมพูดเสียงเรียบเฉยจนตัวผมเองยังแปลกใจ "มีไม่กี่คนหรอกนะที่จะควบคุมสติได้ยอดเยี่ยมอย่างคุณ โดยเฉพาะเมื่อเจอกับนาทีวิกฤตอย่างนั้น" ชายผู้ลึกลับตอบ "ผมชอบวิธีที่คุณจัดการกับพนักงานทำความสะอาดของเรามากเลยล่ะ" เขาขยายความก่อนจะหัวเราะเอิ้กอ้ากแสดง ความชอบอกชอบใจ "นี่...คุณจับตามองผมอยู่ตลอดเวลาเลยงั้นรึ คุณเป็นใครกันแน่น่ะ" ผมถาม "ผมก็บอกคุณไปแล้วไง ผมมันก็แค่โอเปอเรเตอร์" เขาตอบแล้วหัวเราะหึๆอย่างมีเลศนัย
"พนักงานรับโทรศัพท์เขามีหน้าที่สอดส่องการทำงานของคนอื่นด้วยงั้นหรือ...ผมไม่ยักรู้มาก่อนเลยแฮะ" ผมจัดการเหน็บไปหนึ่งดอก แต่เขาก็ยังคงหัวเราะร่วนตอบกลับมาอีก ไปโดนตัวไหนมารึเปล่าเนี่ย...อารมณ์ดีจริงๆ "มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเข้าใจความหมายของคำว่าโอเปอเรเตอร์ระดับไหนล่ะนะ คุณชาตรี" เขาตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่ผมรู้สึกว่ามีแกมสมเพชแถมพกมาด้วยยังไงก็ไม่รู้ "ระดับไหน...อะไรของคุณวะ!?" ผมถามอย่างไม่เข้าใจและชักจะหงุดหงิดกับสิ่งที่เขาพูด "หึหึหึ" เขาหัวเราะในลำคอเป็นคำตอบ แต่แล้วเสียงทำงานของเครื่องแฟกซ์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน "ได้เวลางานของคุณแล้วล่ะคุณชาตรี ผมหวังที่จะได้เห็นผลงานอันยอดเยี่ยมของคุณอีกนะ ขอให้คุณโชคดีเช่นเคย...คุณชาตรี" เขาตัดบทก่อนจะตัดการติดต่อไปดื้อๆ อีกแล้ว
ภารกิจที่สี่ เวลา 21.45น. เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะพร้อมสำหรับภารกิจนี้แล้วนะ ก่อนอื่นต้องขอแจ้งให้คุณทราบก่อนว่า เราได้จัดเตรียมไฟฉายแรงสูงเอาไว้ให้คุณอยู่ในลิ้นชักตู้เก็บเอกสารชั้นบนสุดเรียบร้อยแล้ว มันคือสิ่งที่จะต้องติดตัวคุณตลอดเวลานับจากตอนนี้ไปจนถึงเวลาเลิกงานของคุณ ถ้าคุณยังจะอยู่ถึงล่ะนะ อย่าได้ปล่อยมันไว้ห่างตัวเป็นอันขาด อย่าทำหายหรือแม้กระทั่งหลุดอิกจากตัวเมื่อคุณออกไปจากห้องนี้เป็นอันขาด เราเตือนคุณด้วยความหวังดี...จากใจ เพราะทุกสถานที่ที่คุณจะต้องเข้าไปหลังจากนี้มีเพียงแสงจากไฟฉายกระบอกนี้เท่านั้นที่จะช่วยส่องแสงนำทางคุณ และช่วยเหลือคุณในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของคุณได้
เอาล่ะ...ทีนี้ก็มาว่ากันด้วยเรื่องภารกิจของคุณกันดีกว่า ลูกกุญแจที่ได้มาจากห้องพนักงานทำความสะอาดยังอยู่ดีใช่ไหม เราขอให้คุณใช้มันเปิดประตูห้องที่บอกไว้ในภารกิจที่สามนั่นแหละ แต่ก่อนที่จะเปิดประตูออก เราขอให้คุณจงตั้งสติให้ดี ไม่ว่าคุณจะเจอกับอะไรอยู่ข้างหลังประตูก็ตาม ขอให้คุณเปิดแสงไฟฉายใส่มันทันที และอย่าได้ขยับแสงไปจากมันเป็นอันขาด ราวสามสิบวินาทีมันก็ควรจะถอยร่นและเปิดทางให้คุณเข้าไปข้างในแล้วล่ะนะ อีกอย่าง...จงระลึกอยู่เสมอว่า ที่ด้านหลังของคุณก็ยังมีสิ่งที่ออกมาจากลิฟท์ซึ่งยังรอคอยที่จะเล่นสนุกกับคุณอยู่ ขอแสดงความเสียใจที่จะต้องบอกว่า เราแน่ใจว่ามันจะต้องสังเเกตุเห็นและพร้อมจะพุ่งเข้าใส่คุณอยู่แล้วตลอดเวลา มันจะถอยกลับไปเมื่อคุณเข้าประตูไปแล้วเท่านั้น
เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องนั้นแล้ว คุณจำเป็นจะต้องฉายไฟใส่สิ่งที่อยู่ในนั้นตลอดเวลา แสงไฟฉายแรงสูงจะทำให้มันเป็นอัมพาตได้ชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม คุณก็ยังจำเป็นต้องใช้แสงสว่างในการมองหาตำแหน่งของประตูคู่แฝดที่อยู่ด้านซ้ายมือของคุณด้วยเช่นกัน เพราะคุณจะต้องเอาเทียนสีแดงที่ได้มาจากป้อมยามไปปักลงกับเชิงเทียนที่ติดอยู่กับประตูบานนั้นและจุดมันซะ โปรดจำให้ขึ้นใจว่าคุณต้องไม่เลื่อนแสงไฟฉายไปจากสิ่งนั้นนั้นเกินหนึ่งวินาที เนื่องจากมันจะขยับตัวได้ทันทีที่คุณเลื่อนแสงไปจากมัน ทำให้แน่ใจว่าเทียนที่จุดจะไม่ดับไปเสียก่อน เพราะมันจะเป็นสิ่งเดียวจะช่วยให้คุณสามารถกลับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ได้ในภายหลัง หลังจากนั้นก็ให้กลับมาที่ออฟฟิศคุณเพื่อพักผ่อนหย่อนใจก่อนที่นาฬิกาจะบอกเวลาเที่ยงคืน และเช่นเคย เราขอให้คุณโชคดี
ผมยกนาฬิกาขึ้นดู มัน บอก เวลา21.10น. "เหลือเวลาอีกตั้งสามสิบห้านาที...ชิลๆ น่า" ผมพำพำบอกตัวเองหลังจากอ่านบรีฟงานจบ "ซัดกาแฟซะหน่อยดีมั้ยเรา" ว่าแล้วผมก็เปิดตู้เย็นหยิบกาแฟกระป๋องออกมาเปิด เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในท่าสบายๆ กรอกกาแฟรสขมอมหวานมันลงคอไปเรื่อยๆ อย่างผ่อนคลายที่สุด จนกาแฟเกลี้ยงกระป๋องไปอย่างน่าเสียดาย ผมโยนมันลงในถังขยะก่อนจะหันมาหยิบเอาปากกาขึ้นมาเริ่มต้นเขียนรายงานอย่างใจเย็นเพื่อรอเวลา ทุกอย่างดูชิลมาก ผิดกับตอนแรกเริ่มอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือจนผมเองก็ยังแปลกใจกับตัวเองอยู่เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมล่ะเนี่ย
มันน่าประหลาดที่ผมกลับรู้สึกว่าเวลาครึ่งชั่วโมงนี่มันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าเสียเหลือเกินทั้งที่รู้แก่ใจว่าสิ่งที่จะต้องออกไปทำนั้นมันอันตรายถึงชีวิตก็ตาม แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงกระวนกระวายอยากจะให้เวลามาถึงเร็วๆ นักนะ ผมเขียนรายงานเสร็จก็ลุกไปเข้าห้องน้ำสำรวจแผลที่ไหล่อยู่ตั้งนาน แต่เวลาก็ยังเหลืออีกตั้งห้านที "นี่แกเป็นใคร...แล้วเอาไอ้ชาตรีขี้ป๊อดไปเก็บไว้ไหนวะ" ผมถามเงาตัวเองในกระจกส่องหน้าในห้องน้ำ ความกระหายที่จะออกไปเผชิญอันตรายนอกห้องนี่มันคืออะไรกันนะ...ผมได้แต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา โดยที่ไม่มีคำตอบกลับมาเลยสักครั้ง
ในที่สุดก็ถึงเวลา21.42น. ผมล้วงเอาลูกกุญแจในกระเป๋ากางเกงมาดูก่อนจะเดินไปยังตู้เก็บเกอกสารใต้ตู้ยาสามัญเพื่อหยิบเอาไฟฉายแรงสูงออกมา มันเป็นไฟฉายแบบคาดหัว เมื่อลองทดสอบเปิดปิดดู...แสงสีขาวเจิดจ้าของมันแรงมากเลยทีเดียว จนผมคิดว่าตัวอะไรที่จะต้องส่องใส่หน้ามันมีหวังตาบอดได้ง่ายๆ เลยแหละ บางทีผมอาจจะใช้มันจัดการกับพวกปิศาจที่อยู่ข้างนอกนั่นด้วยก็ได้ ชักจะอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิว่าพวกมันจะมีปฏิกิริยายังไงตอนที่โดนแสงไฟฉายนี่สาดใส่ตาของพวกมัน...ผมคิดพลางกระตุกยึกทำมุมปาก
ทันใดนั้นผมก็ต้องรู้สึกตกใจกับความคิดที่ออกมาจากหัวของตัวเอง ทัน ดูบิดเบี้ยวไปกันใหญ่แล้ว ยังกับว่าคนที่คิดอะไรแบบนั้นมันไม่ใช่ตัวผมอย่างงั้นแหละ คิดไปได้ไง จะไปไห่ท์กับพวกปิศาจนั้นโดนการใช้ไฟฉายส่องลูกกะตามันเนี่ยนะ "นันเซ้นท์อะไรอย่างนั้นวะชาตรี" ผมพึมพำตำหนิตัวเองพร้อมกับดูนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา21.44น.แล้ว ผมคว้าเทียนกับไฟแช็คไว้ในมือก่อนจะมายืนเคาท์ดาวน์ที่หน้าประตู ความรู้สึกในขณะนี้มันตื่นเต้นเหมือนกับว่ากำลังจะออกไปเล่นสนุกกับบ้านผีสิงในสวนสนุกยังไงอย่างงั้น มันท่วมท้นหัวใจจนผมแปลกใจกับตัวเอง...นี่ตูข้าเป็นบ้าไปแล้วเหรอเนียะ! ห้าสิบเจ็ด...ห้าสิบแปด...ห้าสิบเก้า และเวลา21.45น. ผมสูดลมเข้าเต็มปอดก่อนจะเปิดประตูออกไป
เสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอมีเสียงกริ๊กๆ แทรกเป็นช่วงๆ ดังมาจากทางห้องโถง และเมื่อผมมองไปก็เห็นว่าขาปูข้างหนึ่งของปิศาจตั๊กแตนปูปลาร้ายื่นออกมาจากหัวมุมตรงข้ามบานกระจกเงา กับบางส่วนของกลุ่มควันสีดำที่หมุนคว้างในอากาศ ผมดึงประตูห้องปิดอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะหันไปสนใจประตูเหล็กสีแดงคล้ำที่ต้องผลักเปิดเข้าไป กวาดตามองตัวอักขระประหลาดที่ดูชั่วร้ายอย่างหาคำอธิบายไม่ได้พวกนั้นไปด้วยขณะที่ย่องกริบเข้าไป เอื้อมมือจับแม่กุญแจที่ล็อกสายโซ่เส้นใหญ่เอาไว้ ก่อนจะเสียบลูกกุญแจเข้าไปในรูและบิดมัน เกิดเสียงคลิ๊กขึ้นเบาๆ "เยี่ยมมวาก" ผมกระซิบกับตัวเองด้วยความพอใจ จากนั้นก็ค่อยๆ ดึงโซ่ออกจากที่จับอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่มันก็ส่งเสียงดังเกินความตั้งใจอยู่ดี ผมแน่ใจว่าตอนนี้ปิศาจตั๊กแตนนั่นมันต้องรู้ตัวแล้วล่ะ ผมตัดสินใจกระชากโซ่บ้านี่ออกจากหูจับแย่างแรง ก่อนจะโยนมันพร้อมกับแม่กุญแจไปกองบนพื้นหน้าห้องพร้อมกับเปิดสวิตช์ไฟฉายก่อนจะออกแรงผลักประตูเหล็กให้เปิดออก เสียงบานพับสนิมเขรอะส่งเสียงครวญครางดังเอี้ยดอ้าดลั่นโถงทางเดิน ถึงมันจะฝืดจนต้องผลักสุดแรงก็ตาม แต่มันก็ยอมเปิดอ้าออกโดยดี
ลูกนัยน์ตากลมดิกขนาดมหึมาเกือบเท่ากรอบประตูจ้องตรงมาที่ผม มีหนวดคล้ายปลาหมึกยาวเฟื้อยนับสิบเส้นแผ่ออกไปทุกทิศทุกทาง ดูยุ่บยั่บยั๊วเยี๊ยน่ายึกหยึยอยู่รอบๆ ด้านหลังลูกตานั้น บริเวณโคนหนวดมีพังพืดรูปร่างคล้ายร่มที่กางออกยึดหนวดพวกนั้นเข้าไว้ด้วยกัน ที่ส่วนปลายของแต่ละหนวดมีมืองอกออกมาจากปลายหนวดเสียอีกด้วย แต่ละมือมีนิ้วที่มีกรงเล็บยาวแหลมเปี๊ยวกวัดไกวไขว่คว้าไปมาในอากาศเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมากระทบตัวผม มันลอยตัวอยู่เหนือพื้นห้องในความมืดตรงจุดที่แสงฟลูออเรสเซ้นท์จากโถงทางเดินส่องไปไม่ถึง แม้ว่าความรู้สึกหวาดกลัวมันหดหายไปจนเกือบหมดสิ้นอย่างที่บอก แต่ผมก็ยังต้องหลุดปากอุทานด้วยความตกใจไม่ได้ "เชี่ย!"
แสงไฟฉายแรงสูงบนหน้าผากสาดใส่ตาดำที่เป็นเส้นขีดลงของมันตรงๆ ทำให้ม่านตานั้นขยายกลายเป็นหลุมสีดำสนิทก่อนจะหดตัวลงเหลือขนาดเท่าลูกเทนนิสอย่างรวดเร็ว พร้อมกันกับที่ทางด้านหลังของผม เสียงคำรามปนกรีดร้องของตั๊กแตนปิศาจก็แผดลั่น เสียงกึงๆ ดังใกล้เข้ามา บอกให้รู้ว่าขาปูของมันกำลังพุ่งลิ่วเข้ามาหาผมแล้ว เป็นขณะเดียวกับที่แสงไฟฉายแรงสูงก็เริ่มทำให้ดวงตาปิศาจขยับลอยถอยลึกเข้าไปข้างในห่างจากประตูไปเรื่อยๆ ผมก้าวเท้าเข้าไปสู่ความมืดที่เย็นยะเยือกจนขนลุกภายในห้องทันที ก่อนจะออกแรงดันประตูปิดเข้าที่อย่างรวดเร็ว แต่การทำเช่นนั้นผมต้องหันแสงไฟฉายออกจากดวงตาปีศาจไปชั่วอึดใจ ครั้นพอหันกลับมา ดวงตายักษ์นั่นก็ขยับเข้ามาจนเกือบจะชิดตัวผมแล้ว! "ไอ่เชี่ย!" ผมหลุดปากร้องด้วยความตกใจออกมาอีกครั้งด้วยความที่คาดไม่ถึงว่ามันจะเร็วได้ถึงขนาดนี้ เกือบไปแล้วสิกรู!...ผมคิด หนวดยาวยืดเหมือนหนวดหมึกแวมไพร์ที่ส่วนปลายเป็นมือเรียวกางกางเล็บเตรียมตะปบหัวผมอยู่นั้น มันชะงักกึกหยุดนิ่งทันทีที่แสงไฟสาดเข้าใส่ ม่านตามันก็ขยายกว้างและหดตัวลงอีกครั้งก่อนจะเริ่มถอยห่างออกไป
ไม่มีแรงกระแทกจากข้างนอกประตูแต่อย่างใด นั่นน่าจะแปลว่าปิศาจตั๊กแตนนั่นน่าจะกลับไปตำปูปลาร้าของมันต่อแล้วล่ะกระมัง งั้นก็ช่างหัวมันก่อน รีบจัดการกับงานในห้องนี้ให้เสร็จดีกว่า ผมคิดพลางขยับตัวเอาหลังแนบกับผนังห้องแล้วค่อยๆ ก้าวขาไปด้านข้างทางซ้ายมือ โดยใช้มือคลำไปตามผนังเป็นการนำทางแทนการมองโดยที่ต้องสาดลำแสงใส่ลูกกะตาสยองโลกนั่นตลอดเวลา ก้าวขาไปด้านข้างได้ราวสิบก้าวมือของผมก็สัมผัสเข้ากับแผ่นเหล็กเย็นๆ ผมเจอประตูแฝดอย่างที่บอกไว้ในบรีฟงานแล้วสินะ คลำต่อไปอีกหน่อยก็พบวัตถุบางอย่างติดแน่นอยู่ตรงกลางแผ่นเหล็กประตู ผมเหลือบมองด้วยหางตาก็เห็นเหมือนจะเป็นเชิงเทียนทองเหลืองที่มีแป้นสี่เหลี่ยมติดอยู่กับแผ่นประตูเหล็ก มีก้านเชิงเทียนเป็นเส้นโต้งงอ ส่วนปลายสุดมีเบ้าสำหรับปักก้นเทียนไขลงไป นอกจากนี้แล้วก็ไม่เห็นรายละเอียดอื่นใดอีก
ผมพยายามจับแท่งเทียนไขให้อยู่ในท่าที่ติดว่าจะปักลงเบ้าได้เร็วที่สุด ตาก็จ้องอยู่ที่ดวงตาปิศาจซึ่งถอยไปจนชิดมุมห้องด้านในสุดแล้ว ผมคลำและจับเชิงเทียนอันนั้นไว้ก่อนจะพยายามปักก้นเทียนลงไปในเบ้าและจุดไฟแช็กให้เกิดลูกบอลที่ทำด้วยแสงสีเหลืองขี้นจนได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผมต้องทำมันโดยต้องบังคับลำไฟฉายให้ส่องเข้าใส่ตาปิศาจตลอดเวลา ถ้าในสถานการณ์ปกติการปักเทียนลงในเชิงคงใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที ทว่าในตอนที่ไม่สามารถเหลียวมองดูสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้อย่างนี้ ผมต้องใช้เวลาน่าจะมากกว่าสิบนาทีและต้องใช้ความพยายามอย่างหนักมากที่จะไม่หันแสงไฟไปจากลูกตาที่จ้องจะเขมือมหัวผมตลอดเวลานั่นด้วย "เห้อ! เสร็จซะที เวรเอ๊ย!" ผมพูดกับตัวเองพร้อมกับปาดเม็ดเหงื่อที่หน้าผาก ดวงตาปิศาจยังถูกลำแสงไฟฉายตรึงติดอยู่กับที่ขณะที่ผมเริ่มขยับตัวกลับไปหาประตูเหล็กบานที่เปิดเข้ามา
ถือเป็นเรื่องยากอีกหนึ่งเรื่องเลยทีเดียว เมื่อผมต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดไปกับการดึงบานประตูเหล็กให้เปิดออกจนกว้างพอที่ตัวผมจะแทรกตัวลอดออกไปได้โดยที่ยังคงต้องส่องไฟใส่ดวงตาปิศาจไปด้วย แต่ในที่สุดผมก็ลอดออกมาได้พ้นทั้งตัวแล้วจึงดึงประตูปิดตามเดิม ผมถอนใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก...ก็ไม่เท่าไหร่นี่หว่า...ผมคิดก่อนก้มลงไปเอื้อมมือหยิบโซ่เส้นโตกับแม่กุญแจที่กองอยู่บนพื้นเพื่อจะเอามาคล้องประตูและล็อคไว้ตามเดิม แต่อุ๊ย!...เค้าว่าเค้าลืมอะไรไปน๊า?! หัวใจผมหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เมื่อหางตาเหลือบไปทางโถงทางเดิน
ปิศาจตั๊กแตนปูปลาร้ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางควันดำหมุนวนจ้องมองตรงมาที่ผมจากหน้าบานกระจกเงาตรงหัวมุมและเขย่าหางตูดไก่ของมันกริ๊กๆ รัวถี่แสดงอาการว่ากำลังตื่นเต้น เชี่ย! นี่ผมลืมมันไปได้ยังไงวะ! ผมปล่อยโซ่ลงพื้นตามเดิม ตัดสินใจจะช่างแม่ม...ไม่ต้องลงต้องล็อคมันแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรที่สำคัญเกินไปกว่าการกลับเข้าออฟฟิศให้เร็วที่สุดแล้วล่ะ ผมปรายตามองประตูออฟฟิศเพื่อกะระยะทาง ถ้าก้าวยาวๆ เเร็วๆ สักห้าหกก้าวก็น่าจะไปถึง เร็วเท่าความคิด ผมตัดสินใจพุ่งตัวไปข้างหน้าทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่ปิศาจตั๊กแตนตำข้าวก็ออกตัวพุ่งปราดเข้ามาหาผมเช่นกัน มันส่งเสียงคำรามปนกรีดร้องดังสนั่น "กรรรรรว!" ขาปูทั้งงแปดของมันพาร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งตั๊กแตนตำข้าววิ่งลิ่วมาอย่างรวดเร็วเสียงดังกึงกังผสานกับเสียงตูดไก่ที่รัวเสียงกริ๊กๆ ถี่ยิบ พร้อมกลุ่มหมอกควันหมุนเป็นเกลียวรอบตัวเหมือนทอร์นาโดสีดำสนิท อีกเพียงก้าวเดียวผมก็จะถึงประตูแล้ว
มือตะขอของมันสับลงบนพื้นกระเบื้องหน้าประตูจนแตกกระจายแล้วปักคาไว้อย่างนั้นและขวางผมเอาไว้ ในขณะที่ผมถลาเข้าไปหามันเหมือนรถเบรคแตก สีข้างด้านขวาของผมกระแทกเข้ากับแขนตะขอแข็งๆ ของมันเข้าเต็มแรง ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าเล่นงานพร้อมกับความเย็นยะเยือกจากกลุ่มหมอกควันดำมืดที่ตรงเข้ากลืนกินความร้อนในร่างกายของผม มันก้มหัวที่มีตาโปนสีเหลืองที่มีตาดำเป็นขีดแคบๆ ลงมามองผมใกล้ๆพร้อมกับอ้าปากที่มีเขี้ยวแหลมเปี๊ยบส่งกลิ่นเหมือนซากปลาเน่าออกมา เหมือนกับจะเยาะเย้ยผมว่า "เอ็งหนีข้าไม่พ้นหรอกเว่ยไอ้หนู มาตายซะเถอะ!" อะไรประมาณนั้น
วินาทีนั้นผมเกือบจะปลงตกว่าจะต้องตายกลายเป็นชิ้นๆ เสียแล้ว แต่เมื่อผมเงบหน้าขึ้นมองตาของมัน แสงไฟฉายแรงสูงที่คาดไว้ตรงหน้าผากก็สาดเข้าใส่ดวงตาข้างหนึ่งของมันเต็มๆ พริบตานั้นเองที่ผมเห็นม่านตาเส้นขีดของมันขยายกว้างขึ้นเหมือนชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป แล้วหดตัวลงเหลือเพียงจุดดำเท่าหัวไม้ขีด ก่อนที่มันจะผงะถอยหลังไปชนกำแพงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเหมือนจะเจ็บปวดทรมานเสียเหลือเกิน ขาปูของมันทั้งถีบทั้งยันตะกุยตะกายไปบนพื้นและลื่นไถลอุตลุด มือตะขอถูกดึงออกไปพ้นทาง เปิดโอกาสให้ผมใช้จังหวะนี้กระโจนเข้าหาประตูห้องอย่างไม่รีรอและเปิดเข้าไปก่อนจะกระแทกปิดตามหลังดัง 'โครม!'
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments