ผมกระแทกวิทยุสื่อสารลงบนโต๊ะ ใช้มือเกาะขอบโต๊ะฝืนใจเหนี่ยวร่างตัวเองให้ลุกขึ้นเดินลากขาไปที่เครื่องแฟ็กซ์อย่างไม่เต็มใจ พยายามบังคับตัวเองอย่างเต็มกำลังเพื่อเอื้อมมือไปหยิบแผ่นกระดาษบนถาดรองด้วยความรู้สึกเหมือนล้วงมือเข้าไปในปากอสุรกายจากนรกยังไงยังงั้น ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เหลือบมองสมุดบันทึกการทำงานแล้วก็อดจะนึกรังเกียจมันขึ้นมาเสียเฉยๆ ไม่ได้ ไอ้บ้า...ใครมันจะไปมีอารมณ์มานั่งเขียนรายงานกันวะ...ผมคิดพลางควานหาซองบุหรี่ไปตามกระเป๋าเสื้อเชิ้ตและกระเป๋ากางเกงแต่...ไม่มีอีกแล้ว! ไม่รู้ว่าตกหายไปตอนไหนสิให้ตาย หรือว่าผมลืมทิ้งไว้บนรถซะล่ะมั้งนี่ ไม่น่า...ก็ตอนลงจากรถผมยังจุดสูบอยู่เลยนี่นา...นี่ไง ไฟแช็คก็ยังอยู่เนี่ยะ
ผมถอนใจด้วยความหงุดหงิดเพราะความอยากนิโคติน แต่ทำได้เพียงแค่นั่งหลับตานิ่งดึงสติกลับอยู่เป็นครู่ แวบหนึ่งคำพูดของชายคนนั้นก็ดุวขึ้นมาในหัว 'ความกล้าและความหวังเท่านั้นที่เป็นเพื่อนแท้ของคุณ' มันก็ถูกของเขา...ถ้าผมมัวแต่กลัวจนไม่เหลือสติอยู่อย่างนี้ คงไม่มีปัญญาที่จะพาตัวเองให้รอดออกไปจากที่นี่ได้แน่ และคงไม่มีใครจะมาช่วยผมได้อีกแน่ๆ นอกจากตัวผมเอง เพราะฉะนั้นผมต้องช่วยชีวิตตัวเองเดี๋ยวนี้เลย "ตั้งสติ...ชาตรี ตั้งสติ" ผมบอกตัวเอง สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะก้มลงมองกระดาษในมือ "เรามาเริ่มช่วยตัวเองกันเถอะ" ผมพูดกับมันแล้วเริ่มต้นอ่าน
ภารกิจที่สอง เวลา19.25น เราขอย้ำอีกครั้งว่าคุณต้องทำทุกอย่างให้ตรงเวลาทุกนาทีห้ามทำก่อนหรือหลังเวลาที่กำหนดเป็นอันขาด สำหรับภารกิจนี้เราขอให้คุณเดินออกไปที่ป้อมยามหน้าตึก ไม่ต้องห่วง...อะไรที่ไล่ฟัดคุณมานั้นมันจะไม่โผล่มารบกวนคุณแล้วล่ะ...สบายใจได้ อย่างน้อยก็ตอนนี้ล่ะนะ เมื่อไปถึงแล้ว ก่อนอื่นให้คุณสังเกตุให้ดีว่ายามที่คุณเจอในป้อมนั้นเป็นยามหนุ่มหรือยามแก่ ถ้าเป็นยามหนุ่ม...ขอแสดงความยินดีด้วย...โชคของคุณยังดีอยู่มาก ให้คุณบอกกับเขาว่าช่วยไปตรวจดูที่ชั้นสามให้หน่อย คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใดๆกับเขาและเขาก็จะรีบออกไปทันทีโดยที่จะไม่ถามอะไรคุณเลยเช่นกัน
คุณต้องรอให้เขาลับไปจากสายตาเสียก่อน หลังจากนั้นคุณมีเวลาราวสิบนาทีที่จะเข้าไปในป้อมเพื่อมองหาเทียนไขสีแดงสามเล่มกับไฟแช็กสีแดงให้เจอ ขอย้ำว่าสีแดงเท่านั้น และต้องออกมาจากป้อมก่อนที่เขาจะกลับลงมา มันไม่ดีแน่ถ้าเขากลับมาเจอคุณกำลังค้นข้าวหาของอยู่ในที่ของเขา เชื่อเถอะว่าคุณไม่มีทางที่จะรู้ได้หรอกว่าเขาจะกลับลงมาในสภาพแบบไหน ทั้งนี้ก็เพราะเขาเองก็มีภารกิจเฉพาะที่ต้องทำเช่นเดียวกับคุณ ถ้าหากว่าเขาทำพลาดแล้วกลับมาถึงก่อนที่คุณจะหาเทียนไขดจอล่ะก็ คุณอาจจะต้องกลับออกมาจากป้อมยามแบบเป็นชิ้นๆ เพราะสิ่งที่ติดมากับเขาก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม...เมื่อคุณได้ของที่ต้องการแล้ว คุณสามารถกลับมาที่ออฟฟิศของคุณได้เลยไม่จำเป็นต้องรอให้เขากลับมาถึง
แต่ถ้าคุณโชคดีน้อยเกินไปหน่อยเพราะเจอเข้ากับยามแก่ล่ะก็ คุณต้องตั้งสติให้มั่นและจงรีบก้มหน้าตามองต่ำเข้าไว้ อย่าเผลอไปมองหน้าหรือสบตาเขาเข้าล่ะ เพราะเขามักจะชอบขอลูกนัยน์ตาของใครก็ตามที่มองหน้าเขาไปเป็นที่ระลึกเสมอ โดยที่ไม่ยอมรับการปฎิเสธใดๆ ทั้งสิ้น ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ตราบใดที่คุณไม่มองหน้าเขา เขาก็จะไม่ทำอะไรให้คุณลำบากใจหรอก ที่คุณต้องทำก็คือเอ่ยปากขอเทียนไขกับไฟแช็คกับเขาไปตรงๆ เขาจะพยายามทำทุกอย่างที่จะทำให้คุณมองหน้าเขาให้ได้ เช่นอาจจะแกล้งทำเป็นบาดเจ็บหรือแม้แต่ข่มขู่คุณด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะอย่างไร...อย่าไปหลงกลเขาเป็นอันขาด
คุณต้องรอจนกว่าเขาจะยอมส่งของให้คุณ ซึ่งเราก็บอกไม่ได้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่ยังไงก็ตาม เขาจะต้องมอบมันให้คุณอน่างแน่นอน เมื่อคุณรับของมาแล้วจงรีบหันหลังเดินกลับออฟฟิศของคุณให้เร็วที่สุด จำไว้ว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามคุณต้องเดินเท่านั้น ห้ามวิ่ง...ห้ามหยุดเดินและห้ามหันกลับไปมองข้างหลังเด็ดขาด ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามยื้อยุดฉุดกระชากเรียกให้คุณหยุดก็ตาม เพราะคราวนี้เขาจะไม่แค่ต้องการดวงตาของคุณเท่านั้น เราพบว่าผู้ดูแลคนก่อนหน้าคุณนั้น ถูกเขาจับแยกชิ้นส่วนร่างกายแบบที่หมอที่ไหนก็ต่อคืนให้เหมือนเดิมไม่ได้ เพียงเพราะว่าสติแตกจนทำเรื่องโง่ๆ อย่างการวิ่งหนีรปภของเรานี่แหละ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะรักษาอวัยวะของคุณไว้ได้ครบทุกชิ้น เมื่อมาถึงออฟฟิศแล้วก็ล็อคมันซะ เขาจะไม่ตามคุณเข้าห้อง...แต่จะเดินวนเวียนอยู่หน้าประตูจนกว่าเวลาของภารกิจใหม่จะมาถึง
อ้อ...เราขอเตือนไว้เลยว่าถ้าคุณไม่เดินหน้าทำภารกิจต่อไปล่ะก็ อะไรก็ตามที่ไล่ฟัดคุณมาจากลิฟต์นั่นก็จะได้รับสิทธิ์ในการพังประตูเข้ามาจัดการกับคุณทันที โปรดจำเอาไว้ว่านอกจากในห้องนี้แล้วก็ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยอีก จงรักษาเซฟโซนของคุณไว้ให้ดี การจะหนีออกไปด้วยทางที่คุณเข้ามานั้น มันจะพาคุณไปสู่ดินแดนที่คุณไม่อยากจินตนาการถึงเลยล่ะ เราเตือนแล้วนะ และคุณเองก็คงไม่อยากให้มันเป็นเช่นนั้นหรอกใช่ไหม คุณมีเวลาสำหรับภารกิจนี้สามสิบนาที ถ้าหากคุณกลับมาถึงก่อน เราอนุญาตให้คุณใช้เวลาที่เหลือผ่อนคลายทั้งกายใจได้จนกว่าจะถึงเวลาที่จะต้องทำภารกิจต่อไป
ปล.อย่าลืมเขียนรายงานภารกิจด้วยล่ะ ขอให้โชคดี
"เชี่ยเอ๊ย!" ผมกัดฟันสบถพลางขยำกระดาษบรีฟงานแล้วกำแน่นไว้ในกำมือที่สั่นระริกก่อนจะขว้างมันลงตะกร้าขยะเป็นการระบายความอัดอั้น นึกเคืองตัวเองที่ดันทำซองบุหรี่หล่นหาย ความตึงเครียดถาโถมเข้าใส่ผมอย่างหนักหน่วง พยายามกลั้นน้ำตาที่มันทำท่าจะร่วงมาอีกเป็นคำรบสอง ความกลัวเมื่อครู่ได้ลดระดับลงเพราะถูกแทนที่ด้วยความโกรธที่คุกรุ่นขึ้นมา...ว่าแต่ ผมควรจะโกรธใครดีล่ะ? ไอ้ตัวประหลาดที่โผล่ออกมาจากนรกขุมไหนก็ไม่รู้เพื่อที่จะมาไล่สับผมนั่น หรือผู้จ้างงานที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผมได้รู้ข้อมูลอะไรสักอย่างเกี่ยวกับงานบ้านี่เลย หรือตัวผมเองที่เห็นแก่เงินค่าจ้างบ้าระห่ำโดยนี่ไม่คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนจนทำให้ตัวเองต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์นี้ดีล่ะ
ผมใช้เวลาที่เหลืออยู่ราวยี่สิบนาทีหมดไปกับการทำใจยอมรับชะตากรรมอย่างคนจนตรอกที่น่าสมเพช ไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ไม่มีทางอื่นให้เลือกอีกแล้ว ทางรอดเดียวของผมก็คือต้องทำภารกิจที่เหลือให้สำเร็จลุล่วง และรักษาชีวิตให้รอดจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้าเท่านั้น ลองเมินความคิดแง่ลบแล้วมองแบบชาวโลกสวยต่อไปอีกสักนิดจะเป็นไรไป...อย่างน้อยถ้าทำสำเร็จ ผมยังมีโอกาสที่จะรอดออกไปล่ะน่า...ถึงมันจะดูมีเปอร์เซ็นต์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเกือบจะเป็นศูนย์ก็ตามที นี่คิดบวกแล้วเหรอเนี่ย!!? ผมถอนใจเฮือกใหญ่ อีกหนึ่งนาทีก็จะถึงเวลาต้องเริ่มภารกิจบ้าๆ นี่อีกแล้ว ผมจึงจำใจต้องเริ่มสงบจิตสงบใจพยายามรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มีอยู่น้อยนิดให้มารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก่อนจะลุกเดินไปยืนเคาท์ดาวน์ที่ประตู
ผมแง้มประตูเปิดออกช้าๆ หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก เยี่ยมหน้าออกไปเช็คดูว่าไอ้ตัวนั่นมันยังอยู่หรือเปล่า เงียบ...ไม่มีวี่แววของตัวอะไรนั่นแม้แต่เงา ผมรีรออยู่ชั่วอึดใจแล้วจึงก้าวเท้าออกมาจากห้อง เริ่มออกเดินไปตามทางเดินที่ตอนนี้ดูเป็นปกติดีทุกอย่างไม่มีร่องรอยแตกหักพังทะลายจากเมื่อชั่วโมงก่อนเหลือให้เห็นเลยแม้แต่รอยถลอก...มันยังไงกันวะ! ผมเดินผ่านห้องโถง ผ่านลิฟต์ที่ตอนนี้ปิดสนิทและนิ่งสงบ ผ่านเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ ตรงไปที่ประตูทางออกพร้อมกับความหวาดระแวงที่พกมาเต็มกระเป๋า ความสงบเงียบเรียบเรียบร้อยที่เป็นอยู่นี้มันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด ขาของผมสั่นระริกขณะที่ผลักประตูกระจกก้าวออกมา สายฝนซาลงบ้างแล้วแต่ก็ยังโปรยปรายไม่ขาดเม็ด สายน้ำจากท่อระบายก็อ่อนลงกลายเป็นเส้นเล็กๆ ไหลลงกระทบพื้นคอนกรีตเสียงจ๊อกๆ ผมมองไปที่ป้อมยามหน้าตึกโดยไม่รู้ว่าหวยจะออกเลขหนุ่มหรือเลขแก่ ในใจภาวนาให้เป็นยามหนุ่มทีเถิด...เจ้าประคู๊ณ แต่ก็นะ...เจ้าประคุณจะเข้าข้างผมหรือเปล่า ใครจะไปรู้...ให้ตาย!
"ชิบหายแล้วกู!" หัวใจผมหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่มเมื่อมองเห็นชายสูงวัยในชุดรปภเต็มยศนั่งตัวตรงแข็งทื่อยู่ในกรอบประตูป้อม มีควันสีดำจางๆ ลอยวนอยู่รอบตัว ใต้หมวกแก๊ปสีดำปักอักษรซิเคียวริตี้สีเหลืองนั้นคือใบหน้าที่ยับย่นและหยาบกร้านสีเทาปนเขียวของเขา ผมรีบดึงสายตาลงไปติดหนึบอยู่กับพื้นกระเบื้องทันที ทั้งที่อยากจะหันหลังวิ่งกลับออฟฟิศใจจะขาดแต่สิ่งที่ต้องทำมันกลับตรงกันข้าม ก็คือเดินขาสั่นเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ และมาหยุดยืนห่างจากตัวป้อมประมาณสองสามก้าวเพราะไม่อยากจะใกล้เขามากเกินไปกว่านี้ นี่ก็ถือว่าใกล้เกินไปแล้วนะเฟ้ย "สวัสดีครับคุณผู้ดูแล...มีอะไรให้ผมช่วยไหม..." เสียงแหบแห้งสั่นเครือของชายแก่ทักขึ้นก่อน สาบานได้ว่าผมได้ยินเสียงลมหายใจดังครืดคราดอย่างที่น้องแมวเหมียวชอบทำดังปนมาด้วย ทำเอาขนต้นคอผมลุกซู่ซ่าระลอกแล้วระลอกเล่า เอาไงต่อวะกู...ในบริ๊ฟงานบอกให้ออกปากขอไปตรงๆ...ใช่มั้ยอ้ะ ความหวาดกลัวเกือบจะทำให้ผมลืมว่าจะต้องขออะไรจากเขา "เอ่อ...ครับ ผมยะ...อยากได้เทียนไข...กับฟะ...ไฟแช็กสีแดง เอ่อ...ครับ" ผมตอบตะกุกตะกักแบบว่าซ่อนความตื่นกลัวไว้ได้อย่างมิดชิดสุดความสามารถ จากนั้นก็ยืนขาสั่นและรอ
รปภสูงวัยหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ผมแน่ใจว่าตอนนี้สายตาของเขาต้องจ้องมองมาที่ผมแน่ๆ และอาจกำลังคิดว่าจะขอลูกตาข้างไหนของผมดี หรือไม่ก็อยากจะขอทั้งสองข้างเลยก็ได้ "เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณผู้ดูแล...ทำไมถึงก้มหน้าก้มตาอย่างนั้นล่ะครับ..." เขาถามเสียงเย็น ผมได้ยินเสียงเก้าอี้ขยับและที่ขอบบนของสายตาก็เห็นเขาขยับตัวจนทำให้ควันดำมืดนั้นฟุ้งกระจายไปรอบๆ หัวใจของผมเต้นดังตู้มๆ เหมือนมีรถแห่เข้ามาระเบิดความมันส์อยู่ในอก มันคงจะดังไปถึงเชียงใหม่แล้วล่ะมั้งผมว่านะ เมื่อเสียงรองเท้าบู๊ทย่ำพื้นจากตัวป้อมตรงมาหาผม ขาผมก็ยิ่งสั่นหนักขึ้นเหมือนติ้วถูกเขย่า อยากจะหันหลังวิ่งหนีจากไปใจจะขาด "คุณผู้ดูแล...ทำไมไม่มองหน้าผมล่ะครับ มันเสียมารยาทนะรู้ไหม" เขาพูดเหมือนกับพ่อกำลังสอนลูกชายเลยแฮะ...ผมคิด
หัวรองเท้าบู๊ทของเขาเข้ามาอยู่ในกรอบสายตาของผมแล้ว ผมพยายามหักห้ามใจอย่างหนักไม่ให้เงยหน้าขึ้นมอง...อย่ามอง...อย่ามองนะ ผมเริ่มพร่ำบอกตัวเองกลับไปกลับมาในใจ ทันใดนั้นเองที่เขาร้องเสียงดังขึ้นจนผมสะดุ้งโหยง "โอ๊ย! ช่วยผมด้วย!" พร้อมกับที่เขาทิ้งร่างคุกเข่าลงกับพื้น ผมใจหายวาบรีบหลับตาปี๋ทันทีที่เห็นใบหน้าชรานั้นเข้ามาอยู่ในขอบเขตสายตา ผมแน่ใจว่าเขากำลังเงยหน้าขึ้นมาเพื่อพยายามจะสบตาผมอย่างพวกจอมตี้อ ช่วงเป็นตาแก่ที่เจ้าเล่ห์จริงๆ...ผมคิด ลมหายใจของผมหอบถี่รัวเหมือนคนเพิ่งจะวิ่งมาไกลสักร้อยกิโล สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าในเนื้อแต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย "มองผมสิ ผมมีของดีให้คุณดูด้วยนะ นี่ไง...ลืมตาดูสิคุณผู้ดูแล" เขายังคงยั่วยุต่อไปเรื่อยๆ "มองหน้าผมสิวะไอ้ป๊อด!" คราวนี้เปลี่ยนมาตะคอกใส่ด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ผมก็ยังคงยืนหลับตาและภาวนาให้ช่วยหุบปากทีเถอะลุง...เยี่ยวกูจะเล็ดอีกแล้วนะว๊อย! เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้ายาวนานกับการที่ต้องทนยืนหลับตาปี๋หนีมัจจุราชอย่างนี้ แต่แล้วในที่สุด "หึ...เอาล่ะ ก็ได้ นี่ครับ...สิ่งที่คุณต้องการ รับไปสิครับ" เขาพูด
ผมไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นอุบายให้ผมยอมเปิดเปลือกตามองเขาหรือเปล่า แต่กระนั้นผมก็ค่อยๆ เปิดตาขึ้นโดยที่ยังคงก้มหน้าอยู่ มือขวาที่มีสภาพหยาบกร้านผิวสีเทาอมเขียวเหมือนเนื้อใกล้เน่ายื่นมาตรงหน้าผม พร้อมกับเทียนไขสีแดงสดสามเล่มกับไฟแช็กอันละห้าบาทสีเดียวกันหนึ่งอัน วางอยู่บนฝ่ามือซีดเขียวเหี่ยวย่นนั้น ผมรู้สึกเหมือนจับสลากได้ใบดำตอนเกณฑ์ทหาร รีบรับเอามาถือไว้แน่น ตอนนั้นเองที่ผมเห็นรอยสักรูปผีเสื้อที่มีปีกเป็นลายหัวกะโหลกที่ข้อมือของเขาที่ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นสีดำไปเสียแล้ว "ขะ...ขอบคุณครับ" ผมพูดก่อนจะหันกลับและออกเดินกลับเข้าตึกทันที
"เดี๋ยวสิครับคุณ..." เขาเรียก แต่ผมไม่ฟังอะไรอีกแล้ว รีบจ้ำอ้าวๆ พุ่งเข้าประตูเข้าตึกเร็วยิ่งกว่าฟาสแอนฟิวเรียสซะด้วยล่ะมั้งน่ะ พยายามหักห้ามใจไม่ให้วิ่งอย่างยากลำบาก และรับรู้ได้ว่าเขาเดินตามมาจากเสียงกุกๆ ของรองเท้าบู๊ทที่เขาใส่ "หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงตะคอกกราดเกรี้ยวดังลั่นห้องโถงทำเอาผมสะดุ้งเฮือกจนไหล่ห่อหลับตาแน่นอีกครั้งแต่ก็ยังเดินต่อไป ไม่หยุดโว๊ย!...ไปให้พ้น...ผมตะโกนตอบในใจ จากเสียงรองเท้าบู๊ทกระทบพื้นกลายเป็นเสียงเหมือนเท้าที่ย่ำลงไปในดินเปียกๆ ที่เฉอะแฉะน่าแหยะยึ๋ย "บอกให้หยูดดดดดด...มองข้าาาาาาา..." เสียงนั่นย่อบแย่บยานยืดย้วยลงอย่างน่าขนหัวลุก เมื่อผมเดินขาขวิดมาใกล้จะถึงทางเลี้ยวเข้าโถงทางเดิน สองตาของผมก็มองเห็นเงาสะท้อนในกระจกที่แทบจะทำให้เลือดในกายของผมแข็งตัวกลายเป็นหินไปในบัดดล
สิ่งที่ตามหลังผมมาติดๆ นั่น ไม่เหลือเค้าโครงเดิมของรปภสูงวัยคนนั้นอีกแล้ว ท่อนล่างที่ควรจะเป็นขาสองข้างตอนนี้กลายเป็นลำตัวของหนอนยักษ์สีเทาซีดเซียวแต่อ้วนปี๋ มึขนแข็งๆ เป็นหนามยังกับหอยเม่นที่ชี้โด่เด่เต็มไปหมด ส่วนช่ววบนกลายเป็นร่างคล้ายมนุษย์ที่มีแขนงอกมาเพิ่มตรงสีข้างและสะโพกรวมเป็นหกแขน มือสีเทาซีดเหมือนคนตายทั้งหกข้างที่มีกรงเล็บแหลมเป็นเงาวาววัยขยับยุกยิกเทำท่าพยายามจะคว้าตัวผมอน้างหมายมั่น ส่วนหัวของมันตรงที่ควรจะมีใบหน้ากลับมีเพียงหัวหลิมๆ ที่มีลูกตานับสิบลูกแปะติดเหนือปากดูดแบบปลิงที่เป็นวงกลมเต็มไปด้วยฟันเลื่อยนับพันซี่และเมือกเหนียวน่าผะอืดพะอมไหลยืดลงคาง และมีหมวกแก๊ปสีดำปักตัวอักษรสีเหลืองคำว่าซิเคียวริตี้วางแหมะออนท็อปอยู่ตรงส่วนบนสุดของมันอีกด้วย
กลุ่มหมอกควันดำสนิทที่หมุนวนรอบตัวมันนั้น แผ่ไอเย็นยะเยือกออกมากระทบแผ่นหลังผม ทำให้ขนของผมลุกเกรียวไปทั้งตัว ร่างส่วนหนอนแม้จะกระดืบอย่างหนอน แต่ก็เป็นหนอนที่กระดืบได้เร็วมากทำให้เกิดเสียงดังเหมือนเท้าย่ำโคลนตลอดเวลา 'บร๊วกๆๆๆ' และมันก็เข้ามาประชิดหลังผมแล้ว ผมรู้สึกถึงหยดน้ำเปียกแฉะที่กระเด็นมาโดนท้ายทอยและหลังแขนของผมตอนที่ผมเลี้ยวตรงหัวมุมเข้าสู่โถงทางเดิน "หยูดดดด...มองงงง...ข้าาาาาา" หรือไม่ก็ "ข้าจะจับได้แล้วววววว...วิ่งงงงงสิวิ่งงงงงง" มันส่งเสียงยานยืดออกคำสั่งหรือไม่ก็ยั่วยุเหมือนกองเชียร์จากนรกที่ไม่ยอมหยุดหายใจหายคอ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันจะหายใจรึเปล่านะ... แต่ที่แน่ๆ ผมต้องไม่ให้ความสนใจกับมันเป็นอันขาด ผมหลับตาแน่นเดินขาแทบขวิดเยี่ยวหวิดๆ จะทะเล็ดตรงรี่หาปรพตูออฟฟิศ อีกนิดเดียว...อีกนิดเดียว...อย่าวิ่งนะ...อย่าวิ่ง ผมกัดฟันพร่ำบอกตัวเองซ้ำๆ อีกเพียงสามก้าวก็จะถึงประตูแล้ว ทันใดนั้นเองผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเป็นครั้งสาม เมื่ออยู่ๆ ก็มีเสียงหวีดร้องโหยหวนของผู้หญิงดังขึ้นจากทางด้านหลัง วูบหนึ่งที่ผมนึกไปถึงหญิงสาวที่เคาเตอร์...หรือว่าเธอ! ผมลืมตัวเผลอหันหน้ากลับไปมองตามสัญชาติญาณที่ไร้การควบคุมจากสติสัมปชัญญะ พลันก็ตระหนักได้ทันทีเช่นกันว่า...คุณหลอกดาว! และผมพลาดเสียแล้ว!
ใบหน้าที่มีแต่ดวงตานับสิบคู่ที่ไม่ใช่ดวงตาดั้งเดิมของมันแน่ๆ ดูเหมือนจะถูกควักมาจากเบ้าตาของคนอื่นหลายๆ คน แล้วเอามาแปะยึดเอาไว้ด้วยพังผืดที่ขาดรุ่งริ่งเสียมากกว่า แต่มันก็ไม่ยักหลุดแฮะ ปากดูดที่มีฟันแหลมเป็นวงจักรลอยประจันกับหน้าของผมอย่างจังเบอร์ ไอเย็นยะเยือกจากควันดำเข้ากลืนกินความอบอุ่นในร่างกายของผม จนผิวของผมชักจะเริ่มชาและไม่มีความรู้สึกเสียแล้ว "ตาคุณสวยจัง ผมขอเถอะนะ คุณผู้ดูแล!" มันกลับมาพูดด้วยเสียงของรปภสูงวัยก่อนที่ปากน่าเกลียดของมันจะขยายกว้างออก ลองท่านี้ล่ะก็ดูท่าว่ามันจะอยากได้ทั้งหัวผมมากกว่าแค่ลูกตาแล้วล่ะ มือคู่บนของของมันกุมไหล่ของผมไว้แน่นอยู่ในท่าเตรียมพร้อมจะเขมือบหัว
ผมหลับตาปี๋เตรียมตัวเป็นผีหัวขาด เสี้ยววินาทีนั้นเองที่สัญชาติญาณการเอาตัวรอดสั่งให้มือข้างที่กำแท่งเทียนสีแดงไว้นั้น ยกขึ้นเงื้อสุดแขนแล้วปักปลายเทียนลงไปที่ดวงตาดวงหนึ่งของมันสุดแรง จนจมหายเข้าไปเกือบครึ่งเล่นแล้วดึงออก มีของเหลวสีดำคล้ำกลิ่นเหม็นเน่าชวนอ้วกพุ่งทะลักตามออกมาเป็นสาย ได้ผลเว่ย!...มันชะงักแล้วผงะถอยร่างออกห่างจากผมทันทีพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนและปล่อยมือจากไหล่ผมเพื่อเอาไปกุมที่ดวงตาดวงนั้น อีกสี่มือที่เหลือก็ตวัดปัดป่ายไปทั่ว ผมไม่รอช้าที่จะใช้จังหวะนี้หมุนตัวกลับพุ่งตัวไปจับลูกบิดประตูแล้วเปิดเข้าไปทันทีพร้อมกับเสียงฉีกขาดของเสื้อเชิ้ตและความเจ็บแปล๊บที่หัวไหล่ซ้าย ก่อนทีผมจะกระแทกประตูปิดและล็อคมันอย่างรวดเร็ว
ผมทรุดลงนั่งหอบหายใจพิงประตูฟังเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดผสมโกรธแค้นที่ดังอยู่อีกฝั่งของประตู รู้สึกว่ามีของเหลวเหนียวๆไหลลงมาตามสีข้าง โชคดีที่ได้แผลจากกรงเล็บของมันแค่ถากแบบเฉียดๆ เท่านั้น ไม่อย่างนั้นผมคงได้สละแขนเป็นจิ้งจกสละหางไว้ให้เป็นที่ระลึกแก่มันเป็นแน่ เทียนแดงที่เพิ่งจะใช้ทิ่มตาเจ้านั่นยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีการแตกหัก จะมีก็เพียงของเหลวสีดำคล้ำเหมือนสีน้ำเน่าที่เหนียวหนืดเปื้อนอยู่ คงจะเป็นเลือดของแกสินะ...โครตเหม็นเลยว่ะ...ผมคิดก่อนจะค้นเอาก้อนกระดาษในถังขยะมาคลี่เช็ดทำความสะอาดด้วยความหยะแหยง เสร็จแล้วก็วางมันไว้บนโต๊ะ พยายามทำเฉยกับเสียงน่าขนลุกหน้าห้องนั่น
จากนั้นจึงหันมาทำแผลให้ตัวเอง ด้วยการเข้าไปล้างเลือดในห้องน้ำแคบๆ นั่น แล้วจึงออกมาสำรวจตู้ยาสามัญ ซึ่งผมก็พบว่ามีอุปกรณ์สำหรับการปฐมพยาบาลที่จำเป็นในการทำแผลครบครันอยู่ในนั้น ราวกับจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าผมจะต้องได้ใช้มันงั้นแหละ หลังจากที่ทำแผลเสร็จอย้่งไม่ดรียยร้อยอะไรนัก ผมก็มาตั้งสมาธิเขียนรายงานแบบรวบยอดตามที่ได้รับคำสั่งมา ไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่าทำงานไม่เสร็จสมบูรณ์ตามสั่ง ไอ้หนอนปีศาจนั่นก็ยังส่งเสียงกระดืบดังบร๊วกๆ และกรีดร้องต่อไปอีกพักใหญ่ จากนั้นค่อยๆ ถอยห่างออกไปทางหน้าตึกจนกระทั่งเงียบสนิท ผมดูนาฬิกาข้อมือบอกเวลา 19.55น. แน่นอนว่าเครื่องแฟกซ์ก็เริ่มทำงานของมันอีกครั้ง....
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments