ผมเดินผ่านกระจกเงาบานใหญ่เข้าสูู่โถงทางเดินสีขาวสั้นๆ ที่สุดทางมีประตูเหล็กสีแดงคล้ำบานใหญ่ติดตั้งอยู่ มีโช่เส้นใหญ่คล้องและล็อคด้วยแม่กุญแจตัวเท่ากำปั้นนักมวยเฮฟวี่เวทเอาไว้อย่างแน่นหนา มันดูแปลกแยกกับสภาพแวดล้อมจนทำให้เกิดความอึดอัดขัดตาเป็นที่สุด มีตัวอักขระสีดำภาษาแปลกๆที่ผมไม่รู้จักเขียนด้วยภู่กันหรือไม่ก็แปรงทาสีเรียงรายกันอยู่หลายบรรทัด มองดูแล้วน่าขนลุกยังไงก็ไม่รู้ ผมจึงหันมาหาประตูไม้อัดสีขาวด้านซ้ายมือแทน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและความไม่สบายใจที่ก่อตัวขึ้นกับสิ่งที่เห็น อา...นี่คือออฟฟิศของผมสินะ...ผมพยายามบิดเบือนความคิดด้วยการพยายามทำเป็นร่าเริง พลางจับลูกบิดแล้วเปิดมันเข้าไปชะโงกหน้ากวาดตามองสำรวจรอบๆ
ภายในห้องก็ยังอยู่ในโทนสีขาว มีกลิ่นคล้ายเหล็กไหม้ไฟเพียงจางๆ อยู่ในอณูอากาศ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังต้องย่นจมูกอยู่ดี เพราะผมไม่ค่อยชอบกลิ่นอะไรแบบนั้นเอาเสียเลย ผมหวังว่าจะมีสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นส้มซ่อนอยู่ตรงไหนสักตรงในห้องนี้ด้วยนะ นอกจากกลิ่นที่ไม่ถูกโฉลกกับผมนั่นแล้วแล้ว...ข้างในห้องนี้มันก็ดูเฟี้ยวเงาะไม่หยอกเลยแหละ...แม้ว่าจะเป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่างเลยก็ตาม แต่ก็ยังดีที่มีเครื่องปรับอากาศขนาดกะทัดรัดให้ใช้ด้วยไม่งั้นคงอึดอัดแย่ โต๊ะทำงานสไตล์ออฟฟิศวางชิดผนังฝั่งประตูพร้อมตะกร้าขยะใบเล็กๆ วิทยุสื่อสารภายในสีแดงแปร๊ดวางอยู่หนึ่งตัว ข้างกันกับรีโมทแอร์และมีสุมดนันทึกการทำงานปกแข็งสีน้ำเงินพร้อมปากกาลูกลื่นวางคู่กันหนึ่งชุด
ถัดไปหน่อยมีเครื่องถ่ายเอกสารแบบที่ใช้รับแฟกซ์ได้ในตัวตั้งอยู่ ด้านในสุดมีตู้เย็นขนาด5คิวสีเงินให้ใช้ด้วยส่วนตัวหรือเนี่ยะ เยี่ยมไปเลย...อย่างกับห้องผู้บริหารเลยแฮะ...ผมคิด ฝั่งตรงข้ามด้านซ้ายมีอีกประตูที่น่าจะเป็นห้องน้ำ กล่องโฟมสีขาวขนาดใหญ่สามกล่องวางซ้อนกันอยู่ที่มุมห้องด้านขวา กระเป๋าเป้แบบนักเดินทางแบ็กแพ็กใบมหึมาบึ้มบะละเห้อวางทับอยู่ด้านบน ตู้ยาสามัญติดอยู่บนผนังด้านซ้ายพร้อมตู้เหล็กเก็บเอกสารขนาดมาตรฐานตั้งอยู่ข้างใต้ ผมลองมองหากล้องวงจรปิดก็ไม่เห็นมีติดอยู่สักตัว แบบนี้ถ้าผมจะแอบงีบหลับบ้างก็ไม่มีใครรู้เลยสิ เจํงเป็นบ้าเลยว่ะ...ผมยิ้มให้กับความคิดนั้นขณะก้าวเข้ามาข้างใน
ทันทีที่ผมปิดประตูห้องตามหลัง เครื่องแฟกซ์ก็เริ่มส่งเสียงวื๊ดๆ ยาวๆ จากการโหลดกระดาษเข้าแท่นพิมพ์ ทำเอาผมสะดุ้งนิดหน่อยแต่รู้สึกประหลาดใจมากกว่า อะไรมันจะออโตเมติกชิกๆ คูลๆ ขนาดนั้นวะเนี่ย! ผมขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่ากระดาษที่ถูกพิมพ์ตัวหนังสือยาวเหยียดเกือบเต็มหน้ากระดาษA4 ไหลออกมานอนนิ่งบนแท่นรอง แค่แลเห็นตัวหนังสือที่เรียงรายกันเป็นพรืดนั่นเพียงแวบเดียว ผมก็บังเกิดความท้อแท้ใจที่จะต้องอ่านมันขึ้นมาซะงั้น แต่ก่อนอื่นนะ...ตามประสาคนมือบอนที่สอดรู้ เอ่อ...อยากรู้อยากเห็น ผมอดที่จะลองเปิดตู้เย็นดูเสียก่อนไม่ได้ ผมพบว่าภายใต้ช่องฟรีซนั้นมันโล่งโจ้งไม่มีชั้นตะแกรงวางของเลยสักอัน แต่ที่ข้างฝาตู้มีน้ำดื่มขวดขาวสามขวดในรางล่างและกระป๋องน้ำอัดลมกับกาแฟพร้อมดื่มอย่างละกระป๋องกับขวดเครื่องดื่มชูกำลังอีกสองขวดในรางบน เออ...ถึงจะไม่มีของกิน แต่มีเครื่องดื่มให้ก็ยังดีวะ...ผมคิดก่อนจะปิดฝาตู้เย็นไว้ตามเดิมแล้วหันไปหยิบแผ่นกระดาษแฟ็กซ์ขึ้นมาและมองตัวหนังสือพวกนั้นอย่างเหนื่อยหน่าย พลางลากเก้าอี้ที่ซุกอยู่กับโต๊ะออกมานั่งพิงพนักแล้วเริ่มอ่านข้อความ
สวัสดีคุณผู้ดูแลคนใหม่ ยินดีต้อนรับสู่การทำงานวันแรกของคุณ และนี่คือรายละเอียดภารกิจที่คุณต้องทำในค่ำอันสุดพิเศษคืนนี้ กรุณาตั้งใจอ่านทุกคำและจดจำทุกตัวอักษรให้ขึ้นใจ ทั้งนี้ก็เพื่อสวัสดิภาพของตัวคุณเอง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะสนุกกับงานของคุณ
ภารกิจแรก เวลา18.49น.ไม่ขาดไม่เกิน ให้คุณเดินออกไปที่ลิฟต์ตัวกลางที่อยู่ในส่วนต้อนรับของตึกแล้วกดเรียกให้มันขึ้นมาจากข้างล่าง คุณไม่จำเป็นจะต้องสนใจหรอกนะว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่ที่ชั้นล่างสุดอยู่แล้ว หลังจากนั้นให้คุณยืนรอจนกว่าลิฟท์จะเลื่อนขึ้นมาถึง ในระหว่างนี้ คุณควรจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการวิ่ง ใช่...คุณ อ่านไม่ผิดหรอก เราต้องขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่า การวิ่งในครั้งนี้มันเป็นสิ่งสำคัญต่อสวัสดิภาพของคุณเองมากเลยนะ เพราะทันทีที่เสียงเตือนการมาถึงของลิฟท์ดังขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ประตูลิฟต์เปิดหรอก เราขอให้คุณรีบวิ่งกลับเข้าออฟฟิศของคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้แล้วล็อคมันซะ อย่าใส่ใจกับเสียงของอะไรก็ตามที่จะไล่ตามหลังคุณมา อย่าหันกลับไปมองเพราะมันอาจทำให้คุณเสียเวลาอันมีค่าไปเปล่าๆ เมื่อคุณอยู่ในห้องแล้วมันจะพยายามจะพังประตูเข้ามาหาคุณ แต่ไม่ต้องห่วง จะไม่มีอะไรสามารถพังเข้ามาได้หรอก ที่เหลือก็คือคุณต้องรอให้ทุกอย่างสงบลงไปเอง ถ้าหากไม่มีความผิดพลาดทางเทคนิคเกิดขึ้นกับคุณเสียก่อนล่ะก็ ไม่เกินหนึ่งทุ่มตรงทุกอย่างในภารกิจนี้ควรจะจบสิ้นลงแล้วล่ะนะ โปรดทราบว่านี่คืองานที่เราจ้างให้คุณมาทำ และคุณก็ได้รับค่าจ้างจากเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นขอความกรุณาปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วย
ปล.เราต้องการทราบถึงความก้าวหน้าในงานของคุณ ดังนั้นคุณจะต้องเขียนรายงานลงในสมุดที่เราได้จัดเตรียมไว้ให้ทุกครั้งที่จบทุกๆภารกิจ รายละเอียดของภารกิจต่อไปจะถูกส่งมาให้คุณทันทีเมื่อภารกิจนี้เสร็จสิ้นลง...ขอให้โชคดี
"เช็ดโด้ไรวะเนี่ย!...นี่คืองานเหรอวะ?!" ผมพูดพึมพำกลั้วหัวเราะออกมาด้วยความรู้สึกขบขัน ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่อ่านไปนั้นมันคืองานที่พวกเขาจ้างให้ผมมาทำจริงๆ...พูดก็พูดเถอะนะ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ออกจะปัญญา เอ่อ...ช่างเถอะ ยังไงซะมันก็เป็นคำสั่งของผู้จ้างล่ะนะ งานง่ายๆ สบายๆ เงินดีเว่อร์วังอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะหาที่ไหนก็ได้ซะหน่อย ผมล้วงหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาดูก็พบว่ามันมีสัญญาณเหลืออยู่แค่ขีดเดียว กลางป่าแบบนี้ยังเหลือให้ตั้งหนึ่งขีดนี่ก็หรูหราหมาเห่าเท่าไหร่แล้ว...ผมคิดพลางยักไหล่ ก่อนจะวางมันลงข้างๆ วิทยุสื่อสารพลางก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ มันบอกเวลา18.48น โอ้...จวนได้เวลาแล้วนี่ ผมเดินไปที่ประตูเอื้อมมือไปจับลูกบิดเอาไว้ พร้อมกับดูนาฬิกาแล้วเริ่มต้นเคาท์ดาวน์ตามเข็มวินาที จนกระทั่งถึงห้าสิบเจ็ด...ห้าสิบแปด...ห้าสิบเก้า "มาเริ่มงานกันเลัยยยย" ผมบอกตัวเองอย่างร่าเริงเมื่อเวลาเลื่อนมาถึง18:49น.เป๊ะ แล้วเปิดประตูออกไปทันที
โถงทางเดินเงียบเชียบไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตอื่นใด อยู่ในแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์บนเพดาน มันเงียบเสียจนผมไม่ได้เสียงฝนที่ตกอยู่ข้างนอกเลยสักแปะ จะมีก็เพียงเสียงฝีเท้าของผมที่ดังสะท้อนกระดอนกระเด้งไปมา มันกึกก้องน่าใจหายอย่างไม่น่าเชื่อขณะก้าวเดินไปตามทาง เมื่อเดินมาถึงหัวมุมก่อนจะโผล่ออกสู่โถงรับรอง ผมต้องสะดุ้งเล็กน้อยกับภาพสะท้อนของตัวเองที่โผล่มาเมื่อเดินผ่านกระจกเงาบานใหญ่ด้านขวามือ "เห้ย!...เชี่ย!" ผมถึงกับอุทานออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว "อะไรวะ...หลอนตัวเองซะงั้น ไอ้บ้าชาตรีเอ๊ย" ผมดุตัวเองพร้อมกับส่ายหัวนึกขำกับความปอดแหกของตัวเอง "ข้อความบ้าบอนั่นมันทำจิตตกได้ด้วยหรือวะเนี่ยะ...ไม่อยากจะเชื่อ" ผมบ่นเบาๆ
ผมเดินผ่านเคาน์เตอร์ตรงไปหาลิฟท์โดยที่ไม่เจอใครเลยสักคน ทั้งประชาสัมพันธ์สาวสวยหรือรปภท่าทางแปลกๆ คนนั้น บางทีพวกเขาอาจจะกำลังไปทำงานที่จุดอื่นหรือไม่ก็ออกกะไปแล้วก็ได้ล่ะมั้ง ผมมองผ่านประตูกระจกออกไปเห็นน้ำเป็นสายจากท่อระบายจากหลังคาไหลโกรกลงสู่พื้นคอนกรีตกระเซ็นเป็นน้ำตก จนมาหยุดยืนที่หน้าลิฟท์ตัวกลางจึงละสายตากลับมาเงยหน้ามองหมายเลขบอกชั้น แล้ว ผมก็อดที่จะแปลกใจขึ้นมาอีกไม่ได้ "โห...มีแค่7ชั้นแต่ต้องใช้ลิฟต์ตั้งสามตัวเลยเรอะ" ผมพึมพำแล้วมองไปที่ปุ่มกดเรียกลิฟท์ตัวกลางแล้วก็ต้องประหลาดใจซ้ำซ้อนที่เห็นว่าลิฟท์แต่ละตัวมีปุ๋มเรียกของใครของมัน และแปลกยิ่งกว่านั้น...ลิฟท์ตัวกลางมีเพียงปุ่มเรียกขึ้นอยู่เพียงปุ่มเดียวเท่านั้ "ยังไงวะเนี่ยะ...นี่ยังมีชั้นข้างใต้ให้ลงไปอีกเหรอ" ผมเกาหัวด้วยความฉงนฉงายเหมือนควายงง...แต่ก็เอื้อมมือไปกดที่ปุ่มนั้น...
ทันทีที่แสงไฟสีส้มของปุ่มลิฟต์ตัวกลางติดขึ้น ผมก็รับรู้ถึงการโยกโคลงของพื้นห้องค่อนข้างแรงจนต้องกางแขนขาย่อเข่าเพื่อรักษาสมดุลของร่างกายไม่ให้ล้ม "เห้ย...แผ่นดินไหว!" ผมอุทานอย่างตกใจ แต่แล้วอยู่ๆ มันก็หยุดไปแบบปุบปับเหมือนตอนที่มันเกิดขึ้น พลันแสงฟลูออเรสเซนต์ทั้งหมดก็เกิดอาการกระพริบติดๆ ดับๆ ตามด้วยเสียงชักรอกของตัวลิฟต์ที่ดังครืดคราดขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของผม มันดังแว่วๆ จากที่ที่ลึกลงไปในใต้ตัวตึก และค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่ามันกำลังเลื่อนขึ้นมา ผมคิดว่าได้ยินเหมือนเสียงคำรามผสมหวีดร้องของอะไรบางอย่างแทรกมาด้วย นั่นทำให้ผมเริ่มเหลียวหน้าเหลียวหลังอย่างตื่นตระหนกอย่างห้ามตัวเองไม่ได้
เสียงลิฟต์นั่นใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกันนั้น เสียงประหลาดนั่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นจนกลบเสียงเลื่อนของสายพานลิฟท์ไปจนหมดสิ้น ยอมรับแบบแมนๆ เลยว่าตอนนี้ผมขำไม่ออกบอกไม่ถูก หัวใจผมมันเหมือนถูกเขย่ารัวๆ ยิ่งกว่าบาริสต้าเขย่ากาแฟ ร่ำๆ จะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้ และปอดของผมแหกไปเรียบร้อยแล้วจ้า เหงื่อกาฬผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากขัดแย้งกับความรู้สึกหนาวสะท้านที่ชอนไชเข้าไปในไขสันหลัง ขาเริ่มสั่นแถมด้วยความรู้สึกเหมือนว่าฉี่จะเล็ดออกมาหน่อยนึงด้วยล่ะ สมองทึบตันคิดอะไรไม่ออกสักอย่าง 'วิ่ง...ชาตรี วิ่งกลับห้อง...เดี่ยวนี้!' จิตใต้สำนึกตะโกนสั่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ คือ...มันก็อยากอยู่นะ แต่ว่าสองขานี่สิที่มันกำลังก่อกบฏด้วยการทรยศไม่ยอมขยับไปไหนเลยเนี่ย อย่างกับถูกตรึงเอาไว้กับที่ด้วยตะปูตอกคอนกรีตสักร้อยเล่มงั้นแหละ ในขณะที่เสียงสยองนั่นมันขึ้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมโดยมีเพียงประตูลิฟท์กั้นเอาไว้เท่านั้น 'วิ่งสิวะ!' ผมแหกปากตะคอกตัวเองดังลั่นในใจพร้อมกันกับที่เสียงเตือนการมาถึงของลิฟท์ดังขึ้น 'ติ๊งงงงง'
ทันใดนั้นผมก็ดึงขาออกได้สำเร็จจากนั้นก็ซ้ายหัน...ใส่ตีนหมาวิ่งกลับไปที่โถงทางเดินอย่างเร็วที่สุดในชีวิต เสียงคำรามปนกรีดร้องนั่นดังลอดช่องประตูลิฟท์ที่เปิดออกอย่างช้าๆ เมื่อผมมาถึงหัวมุมเลี้ยวซ้ายที่ตรงไปยังออฟฟิศนั่นเอง สายตาผมก็เหลือบไปมองกระจกเงา มันสะท้อนภาพของกลุ่มก้อนของควันสีดำสนิทพวยพุ่งออกมาจากลิฟต์ตัวกลาง แล้วกระจายตัวออกไปทั่วทุกทิศทุกทาง ความมืดดำตรงเข้ากลืนกินแสงสว่างจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในห้องโถงจนมืดมิด มีควันส่วนหนึ่งที่แยกตัวเป็นอิสระและพุ่งตามหลังผมมาอย่างรวดเร็วพร้อมส่งเสียงคำรามกระหึ่มเขย่าโสตประสาทดังสนั่น "กรรรรร!"
เวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ผมเห็นภาพในกระจกจากหางตา มีแขนยาวสีเทาลีบเล็กส่วนปลายรูปร่างเหมือนเคียวดูคมกริบ ลักษณะคล้ายแขนของตั๊กแตนตำข้าวยื่นออกมาจากกลุ่มควันดำนั่น มันตวัดกวัดเกี่ยวอยู่ขวับๆ ในอากาศ ตอนที่ผมเพิ่งจะเลี้ยวผ่านหัวมุมเข้าโถงทางเดินมา ผมกลั้นใจออกแรงขาเพิ่มขึ้นเพื่อให้วิ่งได้เร็วขึ้นอีกสักหน่อยก็ยังดี แต่ดูเหมือนสมรรถภาพร่างกายของผมมันจะไม่เป็นใจเอาเสียเลย แถมยังกลับทำให้รู้สึกว่าวิ่งได้ช้าลงอีกต่างหาก อีกนิดเดียวก็จะถึงห้องแล้ว ผมรู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกพัดวูบผ่านแผ่นหลังไปทางขวามือ ตามด้วยเสียงผนังคอนกรีตแตกกระจุยกระจายดังสนั่นหวั่นไหว น่าจะเป็นเพราะถูกมันตวัดมือตะขอเข้าใส่แทนที่จะเป็นบั้นเอวของผมที่ขาดเป็นสองท่อน ผมกระโจนไปคว้าลูกบิดได้ในจังหวะที่หางตาเหลือบไปเห็นกลุ่มควันดำมืดเด้งชนผนังสลับซ้ายขวาพุ่งตรงเข้ามาหาผม แขนที่เหมือนตะขอเงื้อขึ้นสุดล้า ผมเปิดประตูแล้วกระโจนเข้าไปข้างในก่อนจะกระแทกปิดโครมใหญ่แล้วรีบหันหลังยันเอาไว้อีกที ทำอย่างกับว่าจะกันมันได้งั้นแหละ
มีแรงกระแทกเข้ามาปะทะแผ่นหลังของผมอย่างแรงจนบานประตูสั่นกราวครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับเสียงคำรามสลับกับกรีดร้องที่เกรี้ยวกราด ผมหลับตาปี๋ ในใจเอาแต่คิดว่าคงจะไม่รอดแน่แล้ว เห็นที่ต้องกลายเป็นชิ้นเนื้อเละๆ ในอีกไม่กี่อึดใจนี้แล้วสิกรู ทว่าจนแล้วจนรอดประตูไม้อัดบางๆ นี่ก็ไม่ได้กระจุยกระจายไปแต่อย่างใด มีเพียงเสียงคำรามปนกรีดร้องของไอ้ตัวสยองนั่นเสียดแทงเข้ามาในแก้วหูจนแทบจะระเบิดเท่านั้น น้ำตาผมไหลพรากอาบสองแก้มด้วยความกลัวสุดขีดจนเผลอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองส่งเสียงไปกระตุ้นให้มันเพิ่มความคลั่งขึ้นไปอีก รู้สึกว่าเวลาไหลผ่านอย่างเชื่องช้าเนิ่นนานปานตลอดชาติ กว่าที่ไอ้ตัวสยองนั่นมันจะเลิกส่งเสียงและเงียบลงไป ผมทรุดตัวลงนั่งพิงประตูตัวสั่นอ้าปากไล่งับอากาศ เพิ่งจะรู้ตัวเองว่ามีอาการหอบหายใจอย่างบ้าคลั่ง รู้สึกถึงเจ็บและจุกแน่นหน้าอกขณะที่ปอดทั้งสองข้างพยายามปั๊มอากาศเข้าสู่กระแสเลือด นั่นทำให้ผมได้รู้ซึ้งถึงพิษภัยของบุหรี่ที่ตั้งหน้าตั้งตาสูบมันมานานเกือบยี่สิบปี สายตาพร่าพรายด้วยน้ำตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา19.00น. ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั่นจะใช้เวลาแค่11นาทีเท่านั้นเองหรือเนี่ยะ! แล้วนั่นมันตัวบ้าอะไรวะ!
เวลาเกือบห้านาทีมี่ผมใช้ไปสำหรับการพยายามบังคับลมหายใจให้กลับสู่ภาวะเกือบจะปกติจนได้ ก่อนจะฝืนใจคลานอย่างหมดแรงไปคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ หวังว่าจะโทรขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้ให้มาพาผมออกไปจากที่บ้าๆ นี่ที แต่ความหวังก็พลันแหลกสลายหายวับไปเพราะหน้าจอที่มืดสนิทเหมือนปิดเครื่องไว้ ทั้งที่จำได้แน่ๆ ว่าไม่ได้ไปยุ่งวุ่นวายกับปุ๋มพาวเวอร์เลยสักนิด แถมลองกดปุ่มเปิดเท่าไหร่ก็ไม่ติดอีกต่างหาก "เป็นไปได้ไงวะ!" ผมตะโกนเสียงหลงใส่โทรศัพท์อย่างคนสติแตก ก็เมื่อตะกี้ผมยังเปิดเช็คสัญญานอยู่แหมบๆ และอีกอย่างเพิ่งชาร์จแบตจนเต็มตอนขับรถมาถึงนี่นา "บ้าเอ๊ย!" ผมสบถอย่างสิ้นหวังขยับนั่งพิงข้างโต๊ะเริ่มทบทวนสถานการณ์เพื่อหาทางออก
ตอนนี้เองที่มีเสียงห้าวๆ แต่อู้อี้เหมือนนั่งขี้อยู่ในรูของผู้ชายคนหนึ่ง ดังขึ้นมาจากข้างบนหัวผม "สวัสดี คุณผู้ดูแลคนใหม่" ผมดีดตัวลุกขึ้นทันทีโดยอัตโนมัติ เหลียวซ้ายแลขวามองหาที่มาของเสียง ด้วยหัวใจพองฟูและมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง "ยินดีด้วยที่คุณได้จบภารกิจแรกของค่ำคืนนี้แล้ว ผมหวังว่าคุณจะยังสบายดีนะ อย่าลืมบันทึกการทำงานของคุณด้วยล่ะ" เสียงทุ้มนุ่มนวลนั่นดังมาจากวิทยุสื่อสารสีแดงที่วางบนโต๊ะนี่เอง ผมลนลานเข้าไปคว้ามันขึ้นมาแล้วกดปุ่มพูดทันที "ช่วยผมด้วย ผม...ผมติดอยู่ในห้อง มีตัวอะไรก็ไม่รู้ไล่ผะ..." ผมละล่ำละลักพูดแทบไม่เป็นภาษา "ใจเย็นก่อน คุณชาตรี..." เขาขัดคอให้ผมหยุดกึก "ฟังผมนะ ถ้าคุณอยากออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิตล่ะก็ ผมแนะนำให้คุณทำภารกิจของผู้ดูแลให้..." "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ! คุณเป็นใคร?! แล้วไอ้ตัวบ้านั่นมัน..." ผมทะลุกลางปล้องตะคอกเสียงกร้าวใส่เขา
"กรุณาสุภาพหน่อย คุณชาตรี!" น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นดุดันโกรธขึ้งและเย็นชาขึ้นทันใด ทำให้ขาของผมพลันอ่อนแรงจนต้องทรุดลงคุกเข่าลงอีกครั้ง ลำคอตีบตันจนพูดอะไรไม่ออก "คุณจะได้รับคำตอบที่คุณถามก็ต่อเมื่อเสร็จงานทุกชิ้นของคุณในค่ำคืนนี้แล้ว" เขากลับมาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มตามเดิม "ผมรู้ว่าคุณกำลังกลัวนะคุณชาตรี แต่เชื่อผมเถอะ ยิ่งคุณกลัวมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งดึงดูดพวกนั้นเข้ามาหาคุณมากขึ้นเท่านั้น ความกล้าและความหวังเท่านั้นที่เป็นเพื่อนแท้ของคุณ เอาล่ะ...ตอนนี้ได้เวลาของภารกิจต่อไปของคุณแล้ว ขอให้โชคดี คุณชาตรี" ผมนิ่งฟังเสียงคนฝั่งโน้นพูดจนจบโดยที่นึกคำที่จะพูดไม่ออกสักคำ จนกระทั่งเสียงตื๊ดบอกว่าทางนั้นตัดการติดต่อไปแล้วนั่นแหละ ผมจึงก้มมองวิทยุสื่อสารในมืออย่างไม่รู้จะต้องทำยังไงต่อ จะว่าไปแล้วผมรู้สึกคุ้นๆ กับน้ำเสียงและวิธีการพูดของเขาจาก...ที่ไหนกันนะ บางทีจะเป็นที่ดาวเนปจูนล่ะมั้ง แล้วเสียงการทำงานของเครื่องแฟกซ์ที่ก็ดังขึ้น
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments