เดินขึ้นเขียง

ผมถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเคาะประตูที่ดังลั่นคับห้องก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...เป็นจังหวะช้าแต่หนักหน่วง "ใครมาแต่เช้าวะ" ผมพึมพำเมื่อรู้สึกตัวงัวเงียลืมตาขึ้นมาในแสงสว่างของเวลากลางวันตรงหน้าประตูห้องน้ำ มือถือยังกำแน่นไว้ในมือ ไฟฉายยังเปิดค้างอยู่ ผมลุกขึ้นนั่งพลางมองดูนาฬิกาในโทรศัพท์ มันบอกเวลา 11:45น. "อ้าว...ไม่เช้านี่หว่า" ผมขยี้ตาและอ้าปากหาว เสียงเคาะประตูก็ยังดังไม่หยุด "ครับๆ...มาแล้วครับ" ผมขานรับออกไปพลางยันร่างลุกขึ้นสะบัดหัวไล่ความมึนงงเดินเซเล็กน้อยไปที่ประตู เสียงเคาะนั่นเงียบไปดื้อๆ "ใครครับ?" ผมถามพร้อมกับดึงประตูห้องเปิดแล้วมองออกไป...แต่

ไม่มีใครสักคนที่หน้าประตู...ผมยืนงงเป็นไก่ตาแตกแหกตามองกับสิ่งที่เกิดขึ้น "อ้าว! อะไรของแม่งวะ" ลองยื่นหน้าออกไปดูทั้งซ้ายขวาแต่ก็ไม่เห็นมีเงาของหมะ...เอ่อ ใครเลยสักคน ผมขยับจะเดินออกไปดูนอกห้องแต่เท้าก็ดันเตะโดนกล่องกระดาษใบหนึ่งซึ่งวางขวางอยู่ที่พื้นกลางบานประตูเสียก่อน ผมก้มลงหยิบมันขึ้นมามันเป็นกล่องเครื่องจีพีเอสใหม่เอี่ยมไฉไลเช้งกระเด๊ะ มีกระดาษสีขาวเขียนโน๊ตแปะที่หน้ากล่อง 'ขอบคุณที่ร่วมงานกับเรา นี่คือผู้นำทางของคุณ กรุณาใช้มันนำทางไปยังที่หมาย เราได้ปักหมุดไว้ให้แล้ว โปรดไปให้ตรงเวลา' ผมถอยกลับเข้าห้องตาจ้องอยู่ที่กล่องในมือด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก...ขอบคุณที่ร่วมงานกับเรางั้นเหรอ...อะไรของมันหว่า

ใช่แล้ว!...เมื่อวานผมเพิ่งจะได้รับการจ้างงานและจะต้องเริ่มงานตอนหกโมงเย็นวันนี้นี่นา...ใช่ๆๆ ในที่สุดความทรงจำของผมกลับคืนมาเข้าที่เข้าทางเสียที "แม่เจ้าโว้ย! งานนี้เขาลงทุนจริงไรจริงว่ะ"ผมพูดกับกล่องในมือ ทันใดนั้นก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อีกอย่าง...พวกนั้นรู้ที่อยู่ของผมได้ยังไงวะ ไม่เห็นจะจำได้เลยว่าได้บอกที่อยู่ให้ไปตอนไหน...มันชักจะยังไงเสียแล้วสิงานนี้ มีความแปลกประหลาดในทุกขั้นตอนเลยนะเนี่ย ผมเริ่มจะรู้สึกกลัวขึ้นมาหน่อยๆ ซะแล้วสิ ชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าจะถอนตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีมั้ย แต่เอาเถอะ...ผมตัดสินใจว่าจะต้องหาคำตอบในเรื่องนี้ให้ได้ และที่ที่ผมจะต้องไปเพื่อหาคำตอบนี้ก็คือที่ที่พวกเขาอยู่นั่นแหละ หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็คงจะยังไม่สาย

จะว่าไปแล้วมันก็มีเรื่องที่ยังคาใจผมอยู่อีกอย่าง ผมพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ค้นหาสาเหตุที่ผมไปนอนอยู่หน้าห้องน้ำ...แต่จนแล้วจนรอดก็นึกไม่ออก นี่ผมละเมอเดินงั้นเหรอ จำได้ว่าเมื่อคืนผมซัดเบียร์กระป๋องเข้าไปครึ่งโหลจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะนอนเสียทีและหลังจากนั้นก็... ไม่มี...ไม่มีความทรงจำที่บอกได้เลยว่าผมไปนอนตรงนั้นได้อย่างไร สาบานได้ว่าผมไม่เคยมีอาการละเมอเดินมาก่อนไม่ว่าจะตอนเป็นเด็กหรือตอนไหนๆเลยแม้แต่ครั้งเดียว เป็นไปได้ไหมว่าความเครียดที่สะสมมาเป็นปี บวกกับความวิตกกังวลเรื่องงานที่ผมเพิ่งจะได้มาเมื่อคืนอาจจะทำให้เกิดอาการละเมอเดินขึ้นมาได้...แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรมันก็ดูจะไม่สามารถอธิบายอะไรให้กระจ่างได้เลย

เวลา 16.30น. ผมขับดีแม็กซ์สเปสแคปสีดำ ปิกอัพคู่ใจออกเดินทางบ่ายหน้าไปทิศตะวันตกตามที่เครื่องจีพีเอสบอก มันพาผมตรงออกจากเมืองไกลออกไปเรื่อยๆ ในเส้นทางที่ผมไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ยิ่งระยะทางเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ความไม่สบายใจก็เพิ่มมากขึ้นทวีคูณตามไปด้วย จนกลายเป็นกระวนกระวายใจไปแล้วในตอนนี้ เพราะสองข้างทางที่ผ่านมาบรรดาตึกรามบ้านช่องเริ่มลดน้อยลงไปทุกที สวนทางกับต้นไม้และที่ว่างรกร้างที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกทีจนกลายเป็นป่าละเมาะ และกลายเป็นป่าทึบในที่สุด สิ่งปลูกสร้างสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นป่าโดยสมบูรณ์ ก็คือปั๊มน้ำมันที่มีโลโก้เป็นรูปเปลวไฟสีน้ำเงินและมีวงกลมสีแดงอยู่ตรงกลางที่ดูเก่าแก่ทรุดโทรมเหมือนทิ้งร้างมานานแล้วสักพันปีทางฝั่งขวามือ

ผมขยับตัวด้วยความเมื่อยขบจากการขับรถอันยาวนาน มองดูท้องฟ้าข้างหน้าก็เห็นว่ามีกลุ่มเมฆดำกำลังเคลื่อนตัวดูทมึนมาแต่ไกล เหลือบมองนาฬิกาข้อมือมันบอกเวลา17.45น. นั่นทำให้ความกังวลใจของผมพุ่งทะลุปรอท นี่ผมขับรถมาร่วมชั่วโมงกว่าแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงจุดหมายเลย "บ้าเอ๊ย!...มันไกลขนาดนี้เลยหรือวะ" ผมสบถ อารมณ์หงุดหงิดเพราะเริ่มจะจิตหงุดเงี๊ยว เอ่อ...ถ้าไม่ว่าอะไรล่ะก็ ไม่ต้องผวนคำก็ได้นะ บุหรี่ที่เพิ่งจะแกะเมื่อชั่วโมงก่อนหมดไปครึ่งซองแล้ว ผมดึงมวนใหม่ออกมาจุดสูบดึงควันเข้าปอด มองไปข้างหน้าเห็นแต่ถนนสี่เลนที่พุ่งตรงเข้าไปในป่า ยังคงมองไม่เห็นอาคารที่จะเป็นสถานที่ทำงานเลยสักหลังเดียว

"อีก 300 เมตรเลี้ยวซ้าย" อย่างกับว่ายัยเจ้จีพีเอสจะอ่านใจผมได้งั้นแหละ อยู่ๆ ก็ส่งสียงเตือนเป็นเสียงทื่อๆ ของผู้หญิงขึ้นทำให้ผมสะดุ้งโหยง "เวรเอ๊ย!" ผมสบถ รีบชะลอความเร็วลงมองหาป้ายบอกทางหรืออะไรก็ได้ที่จะบอกว่ามีทางแยกหรือทางเลี้ยวอยู่ข้างหน้านั่น แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากถนนที่ว่างเปล่า ไม่มีรถสวนหรือขับตามมาสักคัน กับดงไม้ที่ขึ้นรกเรื้อทั้งสองข้างทาง "อีก100เมตรเลี้ยวซ้าย" และ "อีก50เมตรเลี้ยวซ้าย" อีเจ้จีพีเอสร้องบอกทางมารัวๆ แต่ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีทางไหนให้เลี้ยวที่ตรงไหน "คุณผ่านจุดเลี้ยวมาแล้ว กรุณากลับรถมาอีกครั้ง"

"เห้ย! ได้ไงวะ!" ผมร้องออกมาดังลั่นพร้อมทุบพวงมาลัยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างลืมตัว "ห่าไรเนี่ย! ไม่อยากจะเชื่อเลย" ผมกัดฟันพูด รีบบังคับรถจอดข้างทางผูกหัวคิ้วเข้าด้วยกันพลางเกาหัวแกรกๆ พยายามมองหาเส้นทางที่อาจจะพลาดหลุดหูลอดตาไป แต่มันจะเป็นอย้างนั้นไปได้ไงกันเล่่ ก็ผมมองหาจนตาทบจะปลิ้นอยู่ตลอดนี่นา สงสัยว่าพิกัดอาจจะผิดหรือไม่ก็ระบบนำทางเจ๊งกะบ๊งไปแล้วมั้งนี่ ผมมองนาฬิกาข้อมือ อีกห้านาทีจะหกโมง "แม่ง...งานนี้ท่าจะชวดแล้วมั้งกู" ผมบ่นอย่างหัวเสียก่อนจะตัดสินใจวกรถกลับทางเดิม กะว่าจะกลับไปตั้งหลักที่ปั๊มน้ำมันสุดท้ายที่ขับผ่านมาก่อนดีกว่า ครั้นพอผมกลับรถตั้งลำได้ เสียงเตือนจากระบบนำทางก็ดังขึ้นอีกครั้ง "อีก50เมตรเลี้ยวขวา" สายตาของผมมองไปตามที่มันบอกโดยอัตโนมัติ บ้าไปแล้ว! ฝั่งขวามือนั่นมีทางให้เลี้ยวอยู่จริงๆ ด้วย "เห้ยไรวะ!...ได้ไง!" ผมอุทานด้วยความงุนงงพลางดีดก้นบุหรี่ออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะตบไฟเลี้ยวและหมุนพวงมาลัยเลี้ยวตัดถนนเข้าไปทันที

มันเป็นทางลาดยางมะตอยขนาดพอให้รถสวนกันได้สองคันพอดีแต่ไม่มีเส้นแบ่งเลน เหมือนจะเป็นถนนส่วนบุคคลที่ทอดลึกเข้าไปในป่า มีต้นไม้ใหญ่ใบหนาทึบขนาบข้างทางแผ่กิ่งก้านคลุมไว้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขับรถลอดอุโมงค์อย่างไงอย่างงั้นเลย มันกั้นแสงจากฟ้าที่มีอยู่อยู่น้อยนิดเอาไว้แทบจะหมดสิ้น จนทำให้ทางข้างหน้ามืดมัวเหมือนตอนพลบค่ำ กอปรกับที่เมฆฝนคงกระจายครอบคลุมมาถึงบริเวณนี้แล้วด้วยแหละ นั่นยิ่งทำให้มืดหนักกว่าเดิมจนผมต้องเปิดไฟหน้ารถและป้ดไฟสูงอย่างไม่รีรอ บรรยากาศรอบด้านดูวังเวงน่ากล้วดีพิลึก เจอของแปลกเบอร์ใหญ่ขนาดนี้แล้วทำไมถึงไม่มีความคิดที่จะถอยกลับอีกไปวะ...ผมเริ่ม ตั้งคำถามกับตัวเอง "บัดซบจริงๆเลย!" ผมคิดในใจด้วยเสียงอาฉีเสียงหล่อ "อีก300เมตรจะถึงจุดหมาย" ยัยเจ้จีพีเอสบอกเสียงเนิบนาบ ยิ่งมาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้แล้ว เสียงเจ้แกก็หลอนดีไม่หยอกเลยแหละ

ครู่ต่อมาผมก็ออกจากอุโมงค์ต้นไม้มาสู่ที่โล่งกว้างใหญ่ที่ถูกล้อมรอบด้วยแนวป่าทึบทุกทิศทาง "อีก100เมตรจะถึงจุดหมาย" เออ...รู้แล้ววุ๊ย บอกซะละเอียดยิบเชียวนะ! ตอนนี้เมฆสีเทาหนักอึ้งแผ่ขยายตัวครอบคลุมท้องฟ้าและลอยต่ำเตรียมพร้อมจะเทน้ำลงมาเต็มที่แล้ว ทางลาดยางมะตอยก็ได้สิ้นสุดลงแล้วเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตทอดตรงไปหาตัวตึกขนาดกลางแทน ผมลองกะคร่าวๆ ดูแล้วตึกนั่นไม่น่าจะเกินสิบชั้นหรอก มันตั้งตระหง่านโดดเด่นแต่ดูทมึนและอยู่ผิดที่ผิดทาง ลักษณะคล้ายกับเป็นอพาร์ทเม้นท์หรือหอพักราคาถูกที่ดูจากสภาพแล้วยังไงก็ไม่ใช่ตึกร้างแน่นอน มันน่าประหลาดก็ตรงที่ทำไมถึงได้มาสร้างอยู่กลางป๋าห่างไกลชุมชนได้ขนาดนี้ล่ะ? "ขอแสดงความยินดี...ขณะนี้คุณได้เดินทาวมาถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...ขอให้โชคดีจงเข้าข้างคุณ...ลาก่อน" อีเจ้จีพีเอสบอกกับผมด้วยเสียงหลอนๆ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เครื่องจะชัตดาวน์ตัวเองไปดื้อๆ

ผมเลื่อนรถเข้าจอดในช่องของลานจอดรถบริเวณหน้าตึก ข้างๆ กับสเปสวากอนสีดำสภาพกลางเก่ากลางใหม่ที่ดูคุ้นตาผมแปลกๆ กับรถมอเตอร์ไซค์อีกสามคันจอดเรียงกันอยู่ ถัดไปก็เป็นรถเอสยูวีสีขาวอีกคันในสภาพสะอาดเอี่ยมเรี่ยมแร้เรไรแสดงถึงความใส่ใจเป็นอย่างดีของเจ้าของ นั่นทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าถึงอย่างไรที่นี่ก็ยังมีคนอื่นๆอยู่ด้วยแน่ๆ ผมลงจากรถมายืนแหงนหน้ามองตัวตึกและรับรู้ได้ว่ามันเป็นที่ที่เงียบสงบมาก เงียบ จริงๆ เงียบเกินไป...จนไม่มีแม้แต่เสียงนกป่า กบ เขียดหรือหรีดกริ่งเรไรร้องระงมมาให้ได้ยินสักแอะ ทั้งที่มีป่าทึบแวดล้อมทุกด้านอย่างนี้

ผมจุดบุหรี่ขึ้นสูดควันอีกมวน แสงจากฟ้าอ่อนล้าโรยแรงลงจนเกือบจะมืดและเมฆดำหนักอึ้งลอยต่ำลงทุกที ในขณะที่แสงสว่างจากโคมไฟสนามหน้าตึกเริ่มทำงานของมัน "เอ...รถคันนี้" ผมพึมพำอย่างไม่แน่ใจ มองสำรวจรถปิคอัพสีดำที่จอดสงบนิ่งอยู่ข้างๆ เพราะมันสะดุดตาผมมาก ตัวรถมีฝุ่นจับไปทั่วทั้งคันจนแทบจะกลายเป็นสีเทาไปแล้ว ที่กระจกด้านข้างเต็มไปด้วยชั้นฝุ่นหนาเตอะเขรอะขระ แถมยังมีคนมือบอนเอานิ้วไปเขียนว่า 'พ่อจ๋า...อาบน้ำให้หนูหน่อยเถ๊อะ...พลีสสสสส' ถ้าถึงกับจะต้องอ้อนวอนกันขนาดนี้ล่ะก็ ผมพนันหมดทั้งตัวรวมกางเกงในได้เลยว่าเจ้าขารถคันนี้ต้องตัวเป็นขนไปแล้วแน่ๆ ผมเดินไปส่องดูที่ท้ายรถ "อ้าว...แล้วกัน...ไม่มีทะเบียนเหรอ อืมย์...แต่มันเหมือนจริงๆ นะเนี่ยะ..." ผมพูดคนเดียวเบาๆ ก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา18.00น.ตรงเป๊ะ เออ...แช่งมั่งรถมันเหอะวะ...ผมคิดพลางยักไหล่ โยนกันบุหรี่ลงพื้น ขยี้มันด้วยปลายเท้าแล้วออกเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังระเบียงทางเข้าตึก เป็นขณะเดียวกับที่ฝนเม็ดเกือยเท่าหัวแม่โป้งมืออันแสนจะเย็นฉ่ำเริ่มโปรยปราย...

ป้อมยามขนาดมาตรฐานตั้งอยู่ติดกับเชิงบันไดด้านขวาประตูทางเข้าภายใต้ชายคาระเบียงตึก รปภหนุ่มที่น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมแต่งตัวเต็มยศยืนตัวตรงแหน่วเหมือนหุ่นจ่าเฉยเวอร์ชั่นรปภอยู่ที่หน้าประตูกระจกบานสวิงคล้ายกับกำลังรอต้อนรับผมอยู่งั้นแหละ...ถ้า ผมไม่คิดหลงตัวเองจนเกินไปอ่ะนะ เขาสวมหมวกแก๊ปสีดำปักอักษรภาษาอังกฤษคำว่า 'ซิเคียวริตี้' สีเหลืองอยู่บนหัว และกำลังมองมาที่ผมตอนที่ผมเดินตรงเข้าไปหา "สวัสดีครับคุณ..." เขาเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มที่ดูฝืดฝืนแปลกๆ จนทำให้ดูเหมือนกำลังยิงฟันใส่ผมเสียมากกว่า กับน้ำเสียงเหมือนพยายามจะร่าเริงและท่าทางแข็งๆ เกร็งๆ ยังไงพิกล แววตาของเขาก็มองมาที่ผมอย้่งหวาดระแวง อย่างกับกลัวว่าผมจะวิ่งเข้าไปกัดคออย่างงั้นแหละ

ผมกระแอมไล่เสลดก่อนจะพูด "เอ่อ...ครับ สวัสดี...คือผมมาทำงานเป็นวัน เอ้อ...คืนแรกน่ะครับ" ผมตอบ "อ้อ...ครับ คุณคงเป็นผู้ดูแลคนใหม่สินะครับ" ฟังจากสำเนียงเสียงพูดแล้ว ผมอนุมานได้ว่าเขาต้องมาจากทางภาคเหนือเช่นเดียวกับผมแน่ๆ...ฟันธง! ท่าทางของเขาผ่อนคลายลงได้นิดหน่อย "ใช่ครับ...แต่ผมไม่รู้ว่าห้อง เอ่อ...ผู้จัดการอยู่ไหน ผม..." ผมพูดไม่ทันจบประโยคเขาก็พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับกุลีกุจอรีบเปิดประตูให้ผม เหมือนกับจะรีบไล่ผมให้ไปให้พ้นๆ จากเขาให้เร็วที่สุดงั้นแหละ "ครับๆ เชิญติดต่อที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์เลยครับ" เขาพูดเร็วปรื๋อจนลิ้นแทบจะพันกันพลางดึงบานกระจกเปิดออกให้ผมพร้อมทำมือเชื้อเชิญ ทำให้ผมมองเห็นว่าที่ข้อมือขวาของเขามีรอยสักรูปผีเสื้อที่มีปีกลายหัวกะโหลกตัวเบ้อเร่อพาดอยู่ ผมตัดสินใจไม่พูดอะไรต่อนอกจากกล่าวขอบคุณแล้วเดินผ่านประตูเข้าไปข้างใน "โชคดีนะครับ คุณผู้ดูแล" เขาอวยพรตามหลังมา ผมขมวดคิ้วและหันกลับไปมองเห็นเขาดึงประตูปิดแล้ววิ่งกลับเข้าไปในป้อมด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนชอบกล "อะไรของมันวะ" ผมพึมพำพลางส่ายหน้าและมองเลยออกไปด้านนอกที่ตอนนี้ฝนลงเม็ดหนาขึ้นและฟ้าก็มืดลงอย่างสมบูรณ์ไปแล้ว ก่อนจะหันกลับมาสนใจกับสภาพภายในห้องโถงตึก

ภายในห้องโถงในโทนสีขาวนี้ค่อนข้างกว้างพอสมควร เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ตั้งอยู่ด้านในสุด ทางด้านซ้ายมือเป็นบันไดทางขึ้นซึ่งผมทันเห็นด้านหลังไวๆ ของผู้ชายในชุดเสื้อสีฟ้าอ่อนกางเกงสีน้ำตาลเข้มที่ก็น่าจะเป็นพนักงานทำความสะอาดที่เดินขึ้นไปข้างบน มีลิฟท์สีแดงสามตัวเรียงกันอยู่ทางด้านขวา ถัดเข้าไปด้านในฝั่งด้านข้างของเคาเตอร์มีโถงทางเดินแยกไปทางขวา และมีกระจกเงาบานใหญ่ติดอยู่ และมันก็กำลังทำหน้าที่สะท้อนภาพของผมที่เดินเข้าประตูมา พื้นกระเบื้องเลือบสีขาวสะท้อนแสงมัวๆ ของฟลูออเรสเซนต์บนเพดานทำให้ห้องดูสว่างขึ้นมากเลยทีเดียว ที่หลังเคาเตอร์ผมเห็นหัวคนๆ หนึ่งที่น่าจะเป็นผู้หญิงโผล่ขึ้นมาครึ่งหัว ดูเหมือนว่าเธอกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำอะไรอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจมากเกินไปหน่อย

"ขอโทษครับคุณ..." ผมเอ่ยทัก แล้วก็เห็นว่าเธอสะดุ้งเฮือกใหญ่และดีดตัวลุกขึ้นยืนเหมือนตุ๊กตาโจรสลัดเด้งออกจากถังตอนโดนดาบเสียบ เธอเป็นหญิงสาวหุ่นเพรียว เอวบางร่างน้อยดูน่าทะนุถนอม เธออยู่ในชุดเดรสกึ่งทางการสีม่วงอ่อน ใบหน้าสวยใสของเธอซีดเผือดตาเบิกกว้างอย่างตกใจสุดชีวิตจ้องตรงมาที่ผม...เชี่ย! นี่กูหน้าต้องเหมือนผีเบอร์ไหนวะ เธอถึงได้ตกใจเบอร์นี้!...ผมคิด "เอ่อ...ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณตกใจ...คือผม" ผมพยายามพูดให้เธอผ่อนคลายแต่ก็ดูเหมือนว่าเธอจะดึงสติตัวเองกลับมาได้อย่งรวดเร็วกว้าผมเสียอีก หญิงสาวปรับสีหน้าให้กลับมามีรอยยิ้มที่มองมาตากดาวเสาร์ก็รู้ว่าเธอต้อวใช้ความพยายามทำปลอมให้ดูเหมือนรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ได้มากที่สุด

"สะ...สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยคะ" เธอถามเสียงสั่นทำให้ผมชักกังวลกับท่าทีของเธอ "คุณโอเคมั้ยครับ...ไม่สบายรึเปล่า" ผมถาม "เอ่อ...เปล่าค่ะ ฉันสบายดี" เธอตอบและถามผมซ้ำ "มีอะไรให้ช่วยคะ" ผมมองดูเธออยู่อึดใจหนึ่ง ถ้าไม่นับเรื่องหน้าขาวซีดล่ะก็นะ...เธอก็ดูสวยมากเลยทีเดียว "โอเคครับ...คือผมเพิ่งจะมาทำงานเป็นคืนแรกน่ะครับ ผมอยากคุยกับผู้จัดการ..." "อํอ...คุณผู้ดูแลคนใหม่นี่เอง สักครู่นะคะ" เธอรีบพูดแทรกขึ้น...อีกแล้ว! คนที่นี่มันยังไงกันวะ จะรอให้คนอื่นพูดจบก่อนไม่ได้รึไง...ผมนึกฉุนกับมารยาทของพนักงานที่นี่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ขณะที่มองดูเธอหันไปค้นแฟ้มเอกสารในตู้ด้านหลัง "นี่ค่ะ แฟ้มรายละเอียดสัญญาจ้างงานของคุณ กรุณาอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วนด้วยนะคะ" เธอหันกลับมาพูดกับผมด้วยสีหน้าดูมีเลือดฝาดขึ้นมานิดหน่อย พลางยื่นแฟ้มเอกสารแบบพลาสติกสีดำมาให้ผม ผมรับมาเปิดอ่านแบบผ่านๆ ตาเพราะคิดว่ามันก็เป็นสัญญาจ้างงานปกติทั่วๆ ไปนั่นแหละน่า...ไม่มีจะมีอะไรมากเลย

ผมหยิบปากกาที่วางบนเคาน์เตอร์หน้าแผ่นป้ายสามเหลี่ยมที่เขียนบอกว่า 'ประชาสัมพันธ์' มาจรดปลายลงที่ช่องเซ็นชื่อ "คุณอ่านละเอียดแล้วหรือคะ" อยู่ๆ หญิงสาวก็โพล่งถามขึ้น "ครับ...มีอะไรรึเปล่า?" ผมเลิกคิ้วมองหน้าเธอ "เอ่อ...เปล่า เปล่าค่ะ" เธอปฎิเสธ ผมจึงจัดการเซ็นชื่อลงไปให้เรียบร้อยก่อนจะส่งคืนให้เธอ เธอรับไปถือไว้มีทีท่าอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง...ที่ไม่ใช่ "ออฟฟิศของคุณอยู่ทางนั้นค่ะ ห้องเดียวด้านซ้ายมือ ขอให้โชคดีนะคะ..." เธอพูดโดยไม่เว้นวรรคหายใจหายคอเสร็จแล้วก็นั่งลงก้มหน้าก้มตาทำอะไรของเธอต่อทันทีโดยไม่สนใจผมที่ยืนเอ๋อแดกทำตาปริบๆ ผมคิดจะชวนเธอคุยต่ออีกสักหน่อย แต่ด้วยท่าทีที่เธอแสดงออกมาอย่างนั้น ผมจึงเปลี่ยนใจถอยหลังออกมาแล้วเดินตรงไปตามทางที่เธอบอก

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!