ผมจัดการจ่ายเงินค่าห้องให้มนุษย์ป้าสำเร็จลงๆ ได้อย่างทุลักทุเล เพราะป้าแกไม่สันทัดกับเรื่องเทคโนโลยีเอาเสียเลย นางยืนยันที่จะรับเป็นเงินสดเท่านั้น ผมเลยจำเป็นต้องเดินออกไปกดเงินที่ตู้ATMหน้าร้านสะดวกซื้อตรงปากซอยมาให้นาง ผมแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าสารรูปของผมตอนนี้จะต้องทำให้สาวแคชเชียร์ในร้านคนนั้นที่บังเอิญหันมาเห็นผมยืนอยู่ที่ตู้กดเงิน จะต้องเกิดอาการผวาแปดตลบกับลุคผู้ชายทรงโจรที่มาปล้นจริงจังเป็นแน่แท้ทรู ด้วยผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรังหนวดเคราไม่ได้โกนมาหลายวันพร้อมเสื้อผ้ายับยู่ยี่พอๆกับใบหน้าในบรรยากาศโพล้เพล้จวนจะมืดแบบนี้ ไม่แน่ว่าจะมีกลิ่นตุๆ แถมไปด้วยหรือเปล่า โห...ชีวิตหรือวะเนี่ยะ! เมื่อกดเงินเสร็จผมถือโอกาสแวะเข้าไปซื้อเบียร์กระป๋องมาครึ่งโหลพร้อมกับบุหรี่หนึ่งคอตตอลและแกล้มนิดหน่อยจากร้านสะวกซื้อ โดยแกล้งทำเป็นไม่สนใจสายตาหวาดระแวงของบรรดาพนักงานในร้านที่จับจ้องมองมาที่ผมเป็นตาเดียว ผมอดขำจนยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเหลือบตามองดูสีหน้าโล่งใจของพวกเขาและเธอขณะที่ผมกำลังเดินออกจากร้านมา
กว่าทุกอย่างในด่านนี้จะจบลงได้ ยังมีสิ่งที่ผมรับรู้อีกแย่างก็คือ...ด้วยระยะทางเพียงแค่นี้ทั้งที่ไม่ได้รีบเร่งเดินหรือวิ่งสักหน่อย แต่ทำไมมันถึงได้ทำให้ผมเหนื่อยจนออกอาการหอบหายใจแรงได้ขนาดนี้ และผมก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าพักหลังมานี้ จะมีเสลดติดคอบ่อยๆ จนต้องกระแอมรัวๆ เพื่อเคลียร์ให้คอโล่ง แถมบางครั้งหายใจแล้วมีเสียงวี้ดๆ ดังออกมาจากในลำคออีกด้วย เมื่อกลับมาถึงที่พัก...ผมต้องทนเจอกับพายุลมปากของมนุษย์ป้าเข้าอีกชุดใหญ่กับเรื่องที่ผมขอผัดผ่อนค่าห้องนางนั่นแหละ สรุปใจความก็คือ...ด่าล่วงหน้าเอาไว้ก่อนกันผมผลัดค่าเช่าในครั้งต่อไปนั่นเอง มองการณ์ไกลจริงๆเลยป้า! แต่ผมก็สบายอกสบายใจเกินกว่าจะมานั่งถือสาป้าแก เป็นครั้งแรกที่ผรู้สึกผ่อนคลายนับจากวันที่ฝ่ามรสุมชีวิตอันแสนหนักหน่วงมาตลอดครึ่งปีหลังนี้
ปาเข้าไปจะห้าทุ่มแล้ว ผมเลิกเล่นโซเชียลซึ่งเป็นความบันเทิงเพียงอย่างเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ก่อนจะโยนโทรศัพท์ไปที่ีข้างหมอนหนุนที่กำลังเน่าได้ที่ แต่ก็ยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียงในแสงสีเหลืองสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะหัวเตียงที่เปิดไว้ มือซ้ายถือกระป๋องเบียร์มือขวาคีบุหรี่ที่เพิ่งจุดอัดควันเข้าปอดช้าๆ ขณะที่เริ่มหวนกลับมาครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่งโมงที่ผ่านมา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอยู่ๆ ผมก็ได้งานทำโดยที่ไม่ต้องส่งใบสมัครหรือเรซูเม่หรือแม้แต่สัมภาษณ์งานให้เหนื่อยเมื่อยสองตุ้มเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมเหมือนไอ้บ้าที่ตะบี้ตะบันค้นหางานอย่างเอาเป็นเอาตายยังไงก็หาไม่เจออยู่เลย
อืม...ว่าแต่ตำแหน่งผู้ดูแลความเรียบร้อยในสถานที่นี่มันเป็นยังไงนะ ทำไมพวกนั้นถึงได้ต้องการคนทำงานมากถึงขนาดกล้าไว้ใจโอนเงินตั้งสามหมื่นกว่าบาทมาให้ผมก่อนทั้งที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ากันเลยสักนิด อีกอย่าง...พวกนั้นไม่แม้แต่จะถามชื่อที่อยู่หรือรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผมเลยสักคำ ไม่คิดบ้างหรือว่าถ้าเกิดผมเชิดเงินหนีไป เอ่อ...เดี๋ยวนะ...ผมทำอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้วนี่นา ตำรวจสมัยนี้แกะรอยเก่งจะตายไป แค่สืบจากเลขบัญชีธนาคารของผมไม่กี่ชั่วโมงผมก็คงต้องเดินเหงาๆ เข้าฮ่องกงแหง๋ๆสิ
แล้วผู้ชายที่รับโทรศัพท์นั่นดูจะมั่นอกมั่นใจว่ายังไงผมก็ไม่มีทางปฏิเสธงานนี้ได้ อย่างกับว่าเขารับรู้ถึงความจนตรอกของผมที่มันกำลังบีบบังคับไล่งับจับไข่ผมอยู่งั้นแหละ ที่สำคัญตอนนี้ผมก็ได้เริ่มใช้เงินของพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าเกิดว่าพวกนั้นเปลี่ยนใจเรียกเอาเงินคืนตอนนี้ ผมจะทำยังไงดีวะ แต่ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นแน่...เท่าที่ฟังผู้ชายคนนั้นพูดมา พวกเขากำลังต้องการคนทำงานนั่นชนิดเร่งด่วนมากถึงมากที่สุดอย่างแน่นอน...ผมมั่นใจในเรื่องนี้ แล้วที่บอกว่า...ถ้าผมยังสามารถจะทำงานต่อไปได้นั้นมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ หรือมันเป็นงานที่ยากมากจนพวกเขากลัวว่าผมจะถอดใจเพราะไปไม่รอดงั้นรึ จะอะไรยังไงก็ไม่มีการอ้าแง้มแย้มคำใบ้ให้ผมได้คิดต่อเลยสักนิด
เฮ้อ! พายเรือในอ่างชัดๆ...คิดไปคิดมาก็วนกลับมาที่คำถามเดิมอีกจนได้สิน่า ผมถอนใจยาวอัดควันเข้าปอดอีกครั้งพยายามหาช่องว่างในกองอนุสาวรีย์เพื่อจะยัดก้นบุหรี่เข้าไปและดับมันจนได้ ซดเบียร์กระป๋องสุดท้ายจนเกลี้ยงก่อนจะโยนมันทิ้งลงพื้นข้างเตียง ไม่ได้ดื่มมาซะนานก็ชักจะมึนค่อนไปทางเมามากเสียแล้วสิ ผมขยับขึ้นเตียงแล้วล้มตัวลงนอนแผ่ตัดสินใจว่าจะเลิกคิดหาเหตุผลในเรื่องที่ไม่มีเหตุผลนี่เสียที เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ผมจะไปตามที่เขานัดก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ขอนอนก่อนดีกว่า คิดมาถึงตรงนี้ผมก็ผล็อยหลับแบบปุบปับเหมือนสับสวิตช์
ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเสียงทุบอะไรสักอย่างดังปึงๆ อยู่ใกล้ๆ หู ผมขยับตัวงัวเงียลุกขึ้นนั่งเบลออยู่ครู่ใหญ่เพราะมึนหัวจากฤทธิ์เบียร์ รู้สึกแน่นหน้าอกนิดหน่อยและรับรู้ถึงความเหนียวหนืดของเสลดในลำคอจนต้องกระแอมอยู่ตั้งหลายครั้ง กว่าที่เสลดจอมดื้อจะหลุดออกจากคอเพื่อให้ผมกลืนมันกลับลงไปในท้อง และนั่นก็ทำให้คอผมก็โล่งขึ้นมาอีกหน่อยนึง ทั้งห้องมืดตื๊ดตื๋อเพราะแสงโคมไฟหัวเตียงถูกปิดไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ เสียงทุบปึงๆ นั่นก็ยังดังอยู่ไม่หยุดหย่อน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นจังหวะเนิบๆ ช้าๆ คล้ายกับว่าคนทุบกำลังอ่อนล้าโรยแรงเต็มที แต่มันก็ยังดังเสะเทือนเข้าไปในอกอยู่ดี เหมือนเหมือนเสียงเบสจากลำโพงคอนเสิร์ตที่ถูกยืดจนยาน เมื่อผมรวบรวมสติกลับคืนมาได้ความขุ่นมัวก็เริ่มปะทุขึ้นในอารมณ์แล้วทวีคูณขึ้นกลายเป็นโมโห "เชี่ยเอ๊ย!ไอ้บ้าที่ไหนมันมาทุบอะไรหาพ่องตอนนี้วะ!" ผมพึมพำสบถพร้อมกับควานมือหาโทรศัพท์จนเจอแล้วกดเปิดดูเวลา '03:13น.' ผมส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ เอี้ยวตัวเพื่อเอื้อมมือไปเพื่อจะเปิดไฟหัวเตียงทแต่...
ไม่มี! ไม่มีอะไรเลย...ได้ไงวะ!? โต๊ะหัวเตียง โคมไฟ กองหนังสือพิมพ์ อนุสาวรีย์ก้นบุหรี่แม้กระทั่งพื้นห้องที่รกเหมือนชุมชนมิกกี้เมาส์ของผมมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ในแสงสีขาวมัวๆ ของหน้าจอโทรศัพท์นั้นผมลองควานมือไปรอบๆ ตัวเท่าที่จะเอื้อมถึง แต่มันก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากเตียงนอนกับความมืดทึมทึบที่อยู่รอบตัวผม ความตื่นตระหนกถาโถมเข้าใส่อย่างรุนแรง ผมทะลึ่งพรวดลุกจากเตียง ลนลานรีบเปิดไฟฉายจากมือถือขึ้นส่องไปรอบตัว หัวใจรัวกระหน่ำเต้นโครมครามแทบจะทะลุออกมานอกอกชนิดที่ว่า ถ้าแข่งกับเสียงทุบนั่นแล้ว ก็จัดได้ว่าดังสูสีกันเลยทีเดียว ประตู หน้าต่างและผนังห้องหายไปหมดทั้งสี่ด้านถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดเหมือนหลุมดำที่มองไม่เห็นแม้แต่โครงร่างของสิ่งใดๆ รัศมีแสงสว่างจากไฟฉายกลายเป็นลูกกลมที่ทำจากแสงขนาดพอๆ กับลูกฟุตบอลเนื่องจากถูกบีบอัดด้วยความดำมืดน่าขนลุกนั่น เสียงทุบนั่นก็ยังคงดังต่อเนื่องฝ่าความมืดมาหาผมจากทางด้านหน้านี่เอง
ปึง...ปึง...ปึง...เป็นจังหวะช้าๆ แต่หนักหน่วง ผมกลั้นใจก้าวเท้าไปข้างหน้า พยายามยื่นไฟฉายส่องนำไปค้นหาต้นเสียง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นอะไรได้เลย แล้วอีกเสียงที่น่าขนลุกยิ่งกว่าก็แทรกเข้ามา มันเป็นเสียงคร่ำครวญของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ฟังดูเหมือนว่าเขากำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว เจ็บปวดและทุกข์ทรมานแสนสาหัสแทรกสลับมากับเสียงทุบนั่น จากแว่วๆ แผ่วเบาก็ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ในทุกก้าวที่ผมขยับเท้าเข้าไปหา "ได้โปรด...ช่วยผมด้วย เปิดประตูให้ผมที...ใครก็ได้" เสียงวิงวอนของเขาแหบแห้ง อ่อนระโหย สิ้นหวังและหวาดกลัวอย่างเหลือแสน ที่สุดปลายรัศมีแสงสว่างผมมองเห็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เลือนลางอยู่ในความมืดตรงหน้า เสียงทุบและคร่ำครวญดังลอดออกมาจากตรงนั้น
อยู่ๆ จุดสีแดงเล็กๆ ก็สว่างขึันมาที่ขอบบนของสายตาแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นวงแสงสีแดงทึบทึมอยู่เหนือกรอบนั่น มันสว่างพอจะเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ผมรู้สึกหนาวสั่นสะท้านถึงตับไตและไข่นุ้ย เมื่อเดินเข้าไปใกล้พอที่จะมองออกว่ามันคือกรอบสี่เหลี่ยมของประตูเหล็กสีแดงคล้ำเก่าคร่ำคร่าหน้าตาคล้ายประตูตู้คอนเทนเนอร์ที่มีสลักขัดเอาไว้ แต่ผมคิดว่ามันคงไม่ได้หนามากนักหรอก เพราะไม่เช่นนั้นคนที่อยู่ข้างในคงไม่น่าจะส่งเสียงเล็ดลอดออกมาให้ผมได้ยินดังขนาดนี้เป็นแน่ ลมหายใจผมเริ่มติดขัดเพราะสูดอากาศเข้าออกเร็วเกินไป "มีใครอยู่ข้างนอกมั้ย...ช่วยผมด้วย เปิดประตูให้ผมที...ได้โปรด" เขาสะอื้นร่ำไห้วิงวอน ผมคิดว่าเสียงของเขาฟังดูคุ้นหูแปลกๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นเสียงใคร ผมตัดสินใจเอื้อมมือไปตบที่ประตูพร้อมกับร้องถาม "คุณ...คุณโอเคมั๊ย เป็นอะไรมากรึเปล่า?" ผมพูดเสียงดังเกือบจะกลายเป็นตะโกนพลางคลำหาสลักที่ขัดประตู "รอเดี๋ยวนะ ผมจะเปิด..." "อย่าเปิด!"ผมพูดยังไม่ทันจบประโยคเสียงตวาดอันดุดันและเฉียบขาดก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ผมสะดุ้งสุดตัวหันตัวกลับไปมองทางต้นเสียงทันที
ชายคนนี้โผล่มาจากไหนแล้วเข้ามาในห้องของผมได้ยังไง ผมส่องไฟฉายในมือไปข้างหน้า จ้องมองร่างชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก และเมื่อเขาก้าวเข้ามาอยู่ในรัศมีสีขาวแคบๆ ของลูกบอลแสงไฟฉายโทรศัพท์ ผมถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความตกใจผงะถอยหลังชนประตูเหล็กจนไฟฉายเกือบจะหลุดมือ เชี่ยไรเนี่ย! ทำไมใบหน้าของผมถึงไปอยู่บนหน้าของเขาอย่างนั้นล่ะ! ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมหนวดเครา ทั้งรูปร่างและส่วนสูง สารรูปเดียวกันกับผมในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน สาบานได้ว่าตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ผมก็ไม่เคยมีฝาแฝดมาก่อนเลยในชีวิต แล้วนี่เขาเป็นใคร ทำไมถึงได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับถ่ายเอกสารไปจากผมอย่างนั้น!
แต่จะว่าไปแล้วก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่แปลกไปจนน่าขนลุกที่สุดก็คือ ดวงตาคู่นั้นมันมีพื้นที่ตาขาวมากกว่าปกติ ในขณะที่ตาดำของมันหรือผมหรือเขา...เป็นเพียงจุดสีดำเล็กๆ เท่าหัวเข็มหมุดมัน...ผม...เขา...ยื่นหน้าเข้ามาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน จุดดำเล็กๆ นั่นจับจ้องที่ตาของผมไม่กระพริบเลยแม้สักครั้งเดียว "นาย...ต้อง...ไม่...เปิด...ประตู" เขาพูดเน้นทีละคำเหมือนกับจะฝังถ้อยคำเหล่านั้นให้ลึกลงไปใต้จิตสำนึกของผมตลอดกาล แล้วรูดำบนตาขาวนั้นก็ขยายวงรัศมีกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วจนพื้นที่ตาขาวหายวับไป กลายเป็นความดำมืดที่พวยพุ่งออกมาร้อมกับความเหน็บหนาวโถมเข้าทิ่มแทงเนื้อหนังทะลุทะลวงเข้าไปถึงไขกระดูกก่อนจะเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของผมอย่างรวดเร็ว "ได้โปรด...เปิดประตูให้ผมที" เสียงวิงวอนนั่นแว่วมาเข้าหูจากที่ที่ไกลแสนไกล แล้วทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผม...ก็ดับวูบลง
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 25
Comments