………………………
มองจากด้านนี้จะเห็นผู้คนนับสิบควบขี่อาชาตรงมายังศาลาพักที่พวกคนของอวี้หลงนั่งอยู่ ด้านหลังยังมีรถม้าสำหรับนั่งอีกสองคันตามมาด้วย ตอนนี้ทั้งหมดมาหยุดลงที่ด้านหน้าศาลาแทบจะพร้อมกัน เพราะม้าเริ่มรู้สึกล้าจนแทบจะเดินทางต่อไม่ไหวแล้ว
"พี่ใหญ่ ทำไมพวกเราถึงต้องรีบกลับด้วยละเจ้าค่ะ" เสียงใสกล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ
นางอุตส่าห์ได้มาที่เมืองหลวงยังเที่ยวไม่พอเลย พวกเครื่องประดับและเสื้อผ้าที่นั่นมีแต่ของงามๆทั้งนั้น นางอยากได้ไว้ไปอวดพวกคนในสำนักยิ่ง
"เจ้าพูดพอหรือยัง ของที่ซื้อมาเจ้ายังไม่พออีกเหรอ"ชายหนุ่มพูดด้วยอย่างไม่สบอารมณ์นัก ทำให้นางจำต้องเงียบเสียงลง
พี่ใหญ่ที่หญิงสาวพูดถึงก็คือ หยางฟานเจี๋ยเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ฉีเต๋อ(ไม่ได้รำเรียนอยู่ที่สำนักของที่บ้าน) ที่ตอนนี้ยังอยู่ที่ด้านนอกสำนักเนื่องด้วยลามาเยี่ยมเยือนคนที่บ้าน
ฉะนั้นด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจำต้องเดินทางมาด้วย เพราะทุกคนต้องมาอวยพรวันเกิดของท่านผู้เฒ่าคนสำคัญของตระกูล จึงต้องเดินทางมาร่วมงานพร้อมกับทุกคน
"เสี่ยวเซียน เอาไว้คราวหน้ามารดาจะพาเจ้าไปเลือกพวกเครื่องประดับภายในร้านที่ดีที่สุดในเมืองนะ" ฮูหยินหยางเกลี่ยกล่อมบุตรสาวช่วยบุตรชาย เพราะนางกลัวว่าบุตรสาวจะอาละวาดและถูกบุตรชายคนโตตำหนิอีก
"กลับไปที่สำนักบิดาจะสั่งคนให้ทำเครื่องประดับตามที่เจ้าต้องการเลยดีหรือไม่"หยางต้วนบอกแก่บุตรสาวที่ตนรักที่สุด ถึงสำนักตระกูลหยางจะไม่ใหญ่โตเท่าไหร่นัก แต่ถึงยังไงก็ยังคงมีหน้ามีตาในยุทธภพอยู่บ้าง
ทุกคนภายในรถม้านั่นต่างก็คุ้นชินกับนิสัยของนางเสียแล้ว เพราะนางถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กในฐานะบุตรสาวคนเดียวของฮูหยินเอก
"เช่นนั้น..ข้าขอตัวไปดูด้านนอกสักครู่"หยางฟานเจี๋ย บอกกล่างแก่ทุกคนก่อนที่จะออกไปที่ด้านหน้ารถม้า
ด้านหน้าดูเหมือนจะมีศาลาสำหรับแวะพักตั้งอยู่ เมื่อมองบรรดาคนคุ้มกันและม้าแล้ว ดูจะมีท่าทางเหนื่อยล้าอยู่บ้าง จึงเอ่ยแก่คนที่ควบขี่ม้าอยู่ด้านข้างให้บอกบรรดาคนอื่นแวะพักเสีย ก่อนหันกลับเข้าไปด้านในรถม้าอีกครั้ง
"เราจะแวะพักที่ศาลากันสักครู่นะ ขอรับ"
เมื่อทุกคนรับรู้เช่นนั้นแล้ว จึงนั่งรอต่อไปเงียบ ๆอย่างสงบภายในรถม้า
จิ้นหยางและจิ้นหวังเดินมาขวางไว้ที่ด้านหน้าของศาลา ในมือยังคงถือกระบี่เอาไว้พร้อมเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
เมื่อทั้งหมดหยุดและทยอยลงมาบนหลังม้า รวมถึงคนที่นั่งอยู่ภายในรถม้าทั้งสองคันด้วยที่ทยอยก้าวลงมา
"ดูเหมือนจะมีผู้คนแวะพักก่อนพวกเรานะ อาเจี๋ย" ประมุขหยางกล่าวขึ้นกับบุตรชายที่อยู่ด้านข้างที่เดินมาด้านหน้ารวมถึงคนอื่น ๆด้วย
"นั่นคงเป็นนายน้อยสำนักวิหคเมฆาครามขอรับ พวกข้าเคยเจอที่กลางตลาดเมื่อหลายวันก่อนตอนที่เกิดเรื่องขึ้น"หยางฟานเจี๋ยแจ้งแก่คนเป็นบิดา
เมื่อหายสงสัยแล้วประมุขหยางและฮูหยินทั้งสองรวมถึงลูก ๆทั้งห้าต่างก็เดินตามกัน เพื่อเข้าไปยังศาลาที่มีคนสองคนกำลังนั่งรับประทานอาหารมื้อเที่ยงอยู่ แต่ถูกคนคู่หนึ่งขวางเอาไว้
"อืม..อิ่มมาก ขอบคุณพี่จวิ้น" อวี้หลงลูบท้องเบาๆกล่าวขอบคุณคนที่รินน้ำเปล่าในกาน้ำชา ที่ซึ่งปกติจะมีน้ำชาเสมอให้แก่ตัวเองด้วยรอยยิ้ม
"อืม…" เห็นคนกินอิ่มด้วยรอยยิ้มเช่นนี้ตัวเขาเองก็อิ่มตามไปด้วย แม้จะทานได้เพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม
"นายน้อย คุณชายเยว่..พวกเขาต้องการเข้ามาแวะพักภายในนี้ด้วยขอรับ" จิ้นหยางก้าวเข้ามาภายในศาลามาแจ้งแก่คนทั้งคู่ ส่วนสำรับอาหารที่ทั้งสองทานไปนั้นมีเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งเก็บไปเรียบร้อยแล้ว
"เช่นนั้นก็ให้เข้ามาเถอะ"อวี้หลงตอบแทนคนที่กำลังจะปฏิเสธขึ้น แม้จะดูเสียมารยาท แต่เพราะเห็นว่าในนั้นยังมีเด็กมาด้วยจึงไม่อยากใจดำนัก ซึ่งศาลานี่ยังคงมีพื้นที่อีกเยอะ หวังว่าจะไม่ถูกรบกวน
ไป๋กงจวิ้นไม่พูดสิ่งใด หากแต่พยักหน้าอนุญาตตามที่อีกคนพูด เมื่อได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นนายแล้ว จิ้นหยางจึงกลับไปแจ้งแก่คนที่รออยู่
"เชิญด้านในขอรับ" จิ้นหยางเดินมาที่ด้านข้างของสหายก่อนจะเปิดทางให้คนทั้งแปดเดินขึ้นไปที่ศาลา
"คารวะคุณชายไป๋"ประมุขหยางแม้ตนจะเป็นผู้ใหญ่ แต่หากอีกคนเป็นถึงนายน้อยตระกูลไป๋แห่งสำนักวิหคเมฆาครามที่สูงส่ง ที่ไม่อาจเทียบกับสำนักระดับกลางเช่นสำนักของตน
"คาราวะคุณชายไป๋" คนทั้งหมดกล่าวทักทายตาม แม้จะสงสัยว่าเด็กน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้างเป็นใคร หากแต่ก็ไม่กล้าเสียมารยาทถาม
"คาราวะประมุขหยาง" ชายหนุ่มกล่าวทักทายกลับไปตามมารยาท
"คุณชายท่านนี่คือ.." ประมุขหยางใคร่รู้ว่าเด็กชายรูปงานที่อยู่ด้านข้างของคนตรงหน้าเป็นใครกันแน่ ที่สามารถร่วมเดินทางมาด้วยกับคุณชายไป๋คนนี้ได้
"นี่คือเยว่อวี้หลง สหายน้อยของข้า"ชายหนุ่มแนะนำตัวคนด้านข้าง ด้วยเสียงเรียบนิ่ง
"คารวะประมุขหยางขอรับ" เยว่อวี้หลงทักทายตามหลังคนอยู่ด้านหน้าแนะนำตนออกไป
"เช่นนั้นพวกท่านตามสบาย พวกข้าขอตัวก่อน" ชายหนุ่มกล่าวแล้ว จึงขอตัวจากมาพร้อมคนเด็กกว่า ถึงแม้ว่าจะมีคนอยากเข้ามาพูดคุยด้วยอีกก็ตาม โดยเฉพาะแม่นางน้อยคนนั้น
หลังจากคนทั้งสองก้าวออกไปแล้ว ผู้คนทั้งหมดยังคนยืนนิ่ง ไม่คิดว่าอีกคนจะไม่คิดต่อบทสนทนาด้วยเช่นนี้ ก่อนที่จะเดินเข้ามายังเห็นทั้งสองพูดคุยกันด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ
ทั้งสองก้าวเท้าจากมาโดยที่ไม่มีใครรั้งไว้ แม้ว่าจะมีคนอยากต่อบทสนทนาก็ด้วยตาม เพราะก่อนที่คนทั้งหมดจะเดินเข้ามาทั้งคู่กินอิ่มแล้ว และฉู่โม่ก็เก็บเอาถ้วยชามไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
"จวิ้นเกอ เราเดินออกมาเช่นนี้จะไม่เป็นไรเหรอ"
"ไม่เป็นไร เดินทางกันเถอะ" พูดแล้วก็ลูบหัวคนน้องตามที่ตนต้องการ แล้วเอ่ยชวนอีกคนขึ้นรถม้าเตรียมออกเดินทางต่อ ซึ่งคนน้องก็พยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้ว
……….
เคร้ง! เปรี้ยง!
เสียงปะทะกันดังขึ้นอยู่ตลอดในบริเวณนี้เพราะพวกมันยังคงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาทั้งหมดโดนนักฆ่ากระโจนเข้ามาโจมตีอย่างไม่ได้พัก แม้จะจัดการไปได้แล้วหลายคนก็ตาม
"เจ้ายังไหวไหม เสี่ยวอวี้ " ชายหนุ่มหันไปถามทั้งที่ตรงหน้าตนยังปะทะกับนักฆ่าอยู่ก็ตาม
"ข้าไหว.." แม้ในใจจะรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยก็ตาม เพราะช่วงนี้อยู่สบายมากไปหน่อย ส่วนในมือยังคงมีเพียงมีดสั้นที่ได้รับมาปาเข้าไปที่นักฆ่าคนหนึ่งจนตาย
"....." เมื่อเห็นว่าอีกคนยังไม่เป็นไร ไป๋กงจวิ้นก็หันไปจัดการคนที่เข้ามาอีกครั้ง
" จวิ้นเกอระวัง "
"อึก.."
แม้จะตะโกนบอกไปแล้ว หากแต่ก็ยังช้าเกินไปอยู่ ชายหนุ่มถูกคนผู้หนึ่งซัดฝ่ามือเข้าที่ด้านหลังอย่างแรง และเพราะไม่ทันระวังกลัวว่าคนที่มาด้วยจะได้บาดเจ็บ ไม่คิดว่าตนจะถูกคนที่รอโอกาสอยู่เข้ามาทำร้ายได้
เย่อวี้หลงทำได้เพียงส่งเข็มไปที่กลางหน้าผากคนที่ลอบทำร้ายเพื่อช่วยอีกคน ดูเหมือนคนผู้นี้จะแฝงตัวมากับพวกนักฆ่า ซึ่งน่าจะเป็นคนในยุทธภพดูจากลักษณะของวิชาที่ใช้ทำร้าย
เยว่อวี้หลงทำได้เพียงรีบจัดการทางด้านนี้ ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยคนที่มีเลือดไหลออกมาจากการกระอักเมื่อครู่
"เราต้องไปจากที่นี่กันก่อน…" หลังจากชายหนุ่มจัดการคนสุดท้ายไปแล้ว จึงชักชวนคนน้องไปจากบริเวณนี้ทันที ซึ่งอีกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ออกเดินทางเข้าสู่วันที่สามแล้ว ตลอดการเดินทางปกติราบรื่นมาก ไม่คิดว่าระหว่างที่กำลังไปถึงหมู่บ้านถัดไปจะถูกดักซุ่มโจมตี คาดว่าคงจะเป็นคนที่ถูกจ้างวานมาเพื่อเข้ามาจัดการชายหนุ่มเป็นแน่
เพราะเยว่อวี้หลงมั่นใจว่าตนไม่เคยมีศัตรูนะสิ
………..
"จวิ้นเกอ จวิ้นเกอ …ชิสลบไปแล้วเหรอ" เยว่อวี้หลงมองซ้ายมองขวาครุ่นคิดว่าจะไปทางไหนดี เพราะคนที่มาด้วยดันหมดสติไปแล้ว
"เอาเถอะ…เช่นนี้แล้วกัน" แม้อีกคนจะตัวใหญ่กว่ามากโข แต่หากตนใช้กำลังภายในช่วยคงสามารถใช้วิชาตัวเบาเพื่อหาที่ซ่อนจากนักฆ่าได้อยู่
ตลอดเส้นทางเยว่อวี้หลงทางหนึ่งแบกคนทางหนึ่งคอยกำจัดคนที่ตามมา แม้จะเหนื่อยหากแต่ก็พอยื้อเวลาหาที่ซ่อนได้ สุดท้ายตนก็เจอถ้ำแห่งหนึ่งที่พอจะซ่อนได้ ก่อนจะใช้วิชาค่ายกลลบล่องลอย
………..
…….
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments