ภายในห้องที่ตอนนี้มีกระดาษและพู่กันพร้อมหมึกวางเรียงรายอยู่ที่พื้นห้องทั้งหมด5ชุด ถ้าใครเข้ามาเห็นคงจะคิดว่าที่มีกำลังจะมีการจัดสอบอะไรสักอย่างเป็นแน่ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะนี่เป็นวิธีคัดลอกของอวี้หลงโดยเฉพาะ
ตอนนี้ร่างบางของเด็กชายกำลังใช้กำลังภายในจัดการควบคุมพู่กันเพื่อทำการคัดลอกนิยายลงไปบนกระดาษ ซึ่งเป็นวิชาที่ได้มาเพราะความขี้เกียจโดยเฉพาะในช่วงหนึ่งตอนที่ต้องคัดลอกนิยายขายในช่วงปีแรก ตอนนั้นตนตั้งใจจะทำขายแค่สิบเล่มไม่คิดว่าจะมีคนต้องการเพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ ด้วยความที่ใช้มือคัดลอกไม่ทันจึงได้แต่ใช้ความสามารถนี้เข้ามาช่วย ใครว่าวิชายุทธจะสามารถใช้ได้เฉพาะเรื่องการต่อสู้ดูอย่างอวี้หลงนี่ ที่นำมาปรับเปลี่ยนโดยคิดขึ้นเล่นๆ ยามว่างมาคัดลอกนิยายไว้ขายเพื่อหาเงิน
และเพราะคิดเช่นนี้ตนเห็นว่าจะดีแค่ในถ้าหากเราไม่ต้องใช้มือเขียนให้เมื่อยมืออีกในอนาคตไม่คิดว่าจะทำให้ตัวเองสามารถพัฒนากำลังภายในได้แบบอย่างก้าวกระโดดควบคู่ไปด้วย
ตอนที่ท่านปู่อี้และศิษย์พี่เทียนหลางมาเห็นนั้นต่างตกใจกันมากกับสภาพห้องที่มีแต่กระดาษและพอเห็นเนื้อหาที่อยู่ในนั้นแล้วแทบจะถลาเข้าฟาดหลังเอาเสียให้ได้ โชคดีที่ตอนนั้นมีศิษย์พี่อยู่ด้วยคอยห้ามไว้ไม่เช่นนั้นตัวเขาคงไม่แค่ถูกทำโทษให้คัดอักษรเกี่ยวกับสมุนไพรด้วยมือแทนหรอก
หนึ่งชั่วยามครึ่งกับการคัดลอกนิยายร่วมหนึ่งร้อยชุด เล่มหนึ่งมีประมาณ50หน้า แน่นอนมันเป็นเพียงนิยายรักเรื่องสั้น (18++) ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มรูปงามผู้เป็นประมุขพรรคมารกับหญิงสาวทายาทประมุขพรรคฝ่ายธรรมะที่พบเจอกันด้วยโชคชะตานำพาจนก่อเกิดเป็นความรักและความแค้นปนฉากอย่างว่าอีกนับไม่ถ้วนที่ทำให้คนอ่านนั้นเขินอายไปตามๆ กัน
นิยายทั้งหนึ่งร้อยชุดวางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่าง ส่วนวิธีเข้าเล่มนั้นอวี้หลงจัดการใช้วิชาเย็บเข้ารูปเล่มจากชาติที่แล้วซึ่งเคยเห็นในยูทูป โดยเรียกให้ฉู่โม่เข้ามาช่วยจัดการอีกแรงนึง
"เจ้าช่วยไปบอกให้คนนำไปส่งร้านหนังสือที่เดิมที" อวี้หลงนั่งลงดื่มชาพักผ่อนหลังจากที่ตรวจสอบหนังสือนิยายที่จะนำไปขายเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว
"ขอรับ"ฉู่โม่พยักหน้ารับก่อนจะรีบออกไปจัดการให้เรียบร้อยตามคำสั่งของนายน้อย
………
"พี่ใหญ่/พี่ใหญ่"สองเสียงเล็กแข่งกันเรียกพี่ชายที่ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างมาเล่นด้วยดังขึ้นอย่างดีใจ
"ว่าไง หืม คิดถึงพี่ใหญ่มากมั้ยเอ่ย"
"ฟอด…ฟอด"อวี้หลงย่อตัวลงรับตัวน้องสาวน้องชายที่วิ่งเข้ามากอดขาก่อนจะหอมแก้มซ้ายขวาคนละข้างอย่างมันเขี้ยว โดยภาพนี้อยู่ในสายตาของผู้เป็นแม่ที่เห็นลูกๆ รักใคร่กันดีด้วยสายตาอบอุ่น
"เด็กๆ พาพี่ใหญ่มานั่งก่อน วันนี้มีของว่างของโปรดพวกเจ้าด้วยนะ" มือบางหยิบจานขนมลงบนโต๊ะที่ได้รับมาจากคุณชายไป๋ที่นำของฝากมาขอบคุณก่อนหน้านี้ นางจึงให้เสี่ยวหงไปจัดใส่จานมาก่อนที่เอ่ยเรียกลูก ๆ ทั้งสามมานั่งที่โต๊ะ
ตอนนี้ทั้งสี่กำลังนั่งอยู่ที่ห้องโถงสำหรับมื้อเย็นที่ต้องทานอย่างพร้อมหน้าเป็นประจำ เหลือแต่ประมุขของบ้านที่ตอนนี้คงจะอยู่ที่ห้องหนังสืออีกสักพักก็คงจะตามเข้ามา
"โอ้..วันนี้พวกเจ้ามีขนมของโปรดด้วยรึ"ชายหนุ่มผู้เป็นประมุขของบ้านเอ่ยขึ้น หลังจากที่ตนนั่งลงข้างฮูหยินเรียบร้อยแล้ว
"เป็นคุณชายไป๋เจ้าคะที่นำมามอบให้เป็นของขอบคุณเมื่อช่วงสาย"นางเอ่ยบอกแก่สามีที่ตอนนั้นออกไปตรวจร้านผ้าไหมที่ตลาด
"อืม เห็นว่าคุณชายไป๋ท่านนี้รู้สึกว่าจะเป็นนายน้อยพรรควิหคครามด้วยไม่ใช่รึ"เยว่เทียนฟงลูบคางอย่างครุ่นคิด ตอนนั้นตนไม่ทันสังเกตจึงออกปากให้เหยียนจงนำพวกเขาไปนั่งที่รถม้าคันเดียวกันกับบุตรชาย
อวี้หลงนั่งฟังทั้งสองคุยกันเงียบๆ แต่มือก็คอยหยิบขนมป้อนน้องๆ ที่หันมาอ้อนขอขนมบนจานรวมถึงเอาเข้าปากของตนด้วยเช่นกัน
"หลงเอ่อร์เจ้าจะเดินทางไปวันไหน ให้บิดาเจ้าเตรียมรถม้าไว้ให้เจ้าสักคันดีหรือไม่"เยว่เทียนฟังเอ่ยถามบุตรชายที่จำต้องเดินทางกลับไปที่หุบเขาประหลาดแห่งนั้นเพื่อฝึกวิชาเพิ่มเติม กลัวว่าจะเดินทางไม่สะดวกนักหากให้เดินทางด้วยเท้า ตนจึงต้องการที่จะเตรียมหารถม้าไว้ให้สักคันก่อนออกเดินทาง
"ท่านไม่ต้องเตรียมรถม้าให้ข้าหรอกขอรับ เพราะพี่จวิ้นเอ่ยชวนให้ข้าออกเดินทางไปพร้อมกับเขา ข้ากำลังคิดจะเอ่ยบอกพวกท่านอยู่พอดี"อวี้หลงวางถ้วยน้ำชาลงหลังจากที่จิบไปเล็กน้อย แล้วบอกกล่าวแก่ทั้งสองเรื่องเดินทาง
ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้บุตรชายว่าเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังคงสงสัยเรื่องที่บุตรชายดูเหมือนจะสนิทสนมกับนายน้อยพรรควิหคครามไม่น้อยเช่นกัน จากนั้นอาหารก็ทยอยเข้าวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ซึ่งวันนี้มีแต่ของโปรดของอวี้หลงเป็นส่วนมาก หลังจากนั้นเริ่มทานอาหารมื้อค่ำอย่างครื้นเครง โดยที่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ตามมา ชีวิตเช่นนี้ช่างสงบสุขยิ่งนัก
…………..
ภายในห้องของโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
"นี่ขอรับ หนังสือที่คุณชายเยว่เขียนขึ้นเพื่อนำไปขาย" จิ้นหยางยื่นหนังสือที่หน้าปกมีรูปชายหญิงยืนกอดกันมอบให้แก่ผู้เป็นนายด้วยสภาพที่ใบหน้าแดงๆ ทำให้ไป๋กงจวิ้นขมวดคิ้วรวมถึงจิ้นหวังอดสงสัยไม่ได้ว่าในนั้นมีข้อความว่าอะไร
"หน้าเจ้าเป็นอะไร เสี่ยวหยาง"จิ้นหวังเอ่ยถามสหายด้วยความสงสัย ว่าทำไมถึงได้มีสภาพแดงไปทั้งตัวแบบนี้
"ชู่!!แปะ…เจ้าเอาไปอ่านเองเถอะ"จิ้นหยางวางหนังสืออีกเล่มลงบนมือของสหายก่อนจะเดินไปที่อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่ได้หนังสือที่เรียกว่านิยายว่าอยู่ในมือแล้ว ชายหนุ่มตัดสินใจเปิดอ่านเนื้อหาในนั้นทันทีอ่านไปก็ขมวดคิ้วไป บางครั้งก็หน้าแดงหูแดง
พรึ่บ
เสียงปิดหนังสือที่มีเพียงห้าสิบกว่าหน้าวางลงบนโต๊ะดังขึ้น ทำให้คนสนิททั้งสองต้องหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างอย่างอยากรู้ปฏิกิริยาหลังจากที่อ่านเนื้อหาในนิยายจบว่าเป็นเช่นไร ขนาดพวกเขาสองคนอ่านไปเลือดก็สูบฉีดไป ไม่คิดว่าคุณชายตระกูลเยว่คนนั้นจะสามารถเขียนเนื้อเรื่องที่มีเนื้อหาประโลมโลกเช่นนี้ได้ ทั้งๆ ที่อายุอานามเพียงแค่สิบสองขวบปีเอง
เสียงสูดลมหายใจแผ่วเบาดังขึ้นเล็กน้อย นี่หรือคือสิ่งที่คนน้องบอกว่าเป็นความลับ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเพียงเรื่องราวรักใคร่ธรรมดา ไม่คิดว่าจะมีฉากบรรยายที่เกี่ยวกับเรือนร่างมากมายเช่นนี้
'นี่เจ้าใช่เด็กอายุสิบสองขวบจริงรึ เสี่ยวอวี้'
………….
"บรรยากาศสองข้างทางช่างสดชื่นยิ่งนัก" เสียงรำพึงรำพันพร้อมกับการยืดเส้นยืดสายของคนที่เด็กที่สุดภายในรถม้าคันหรู ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะตกแต่งให้สะดวกสบายทำไมเช่นกัน ไม่ว่าจะผ้าปูหนานุ่มที่อวี้หลงนั่งอยู่ตอนนี้หรือจะโต๊ะวางกาน้ำชาหรือขนมของว่างต่างๆ
ตอนนี้ทั้งห้าคนกำลังเดินทางไปยังสถานที่หุบเขาประหลาด ความจริงเป็นเพียงหุบเขาที่ไม่มีชื่อเพียงเท่านั้น ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะให้อีกฝ่ายแวะส่งที่เมืองสุดท้ายก่อนถึงหุบเขา แต่ไม่คิดว่าคนที่อาสามาส่งจะมีอาการป่วยกำเริบ ซึ่งอาการป่วยนี้คนตัวเล็กไม่สามารถรักษาได้ทำได้เพียงพยุงอาการไว้เท่านั้น จึงมีแต่ต้องพาไปให้อาจารย์ปู่รักษาหรือไม่ก็ศิษย์พี่รักษาให้เท่านั้นเสียแล้ว
____________&&&&__________
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments