ทางด้านเทียนฟงจากตอนแรกที่คิดว่าพวกตนสามารถตามชายชุดดำทันแน่นอน แต่อีกฝ่ายกลับใช้เส้นทางมุ่งหน้าเข้าป่าและวกวนไปมา ทำให้กว่าที่จะพบเจอร่องรอยก็ผ่านมาเกือบสองวันได้ แต่สิ่งที่พบกลับทำให้ใบหน้าของเทียนฟงถึงกับต้องคิ้วขมวดขึ้นมาทันที เพราะสิ่งที่พวกตนพบกลับเป็นเพียงเศษกระดูกและรอยเลือดที่เริ่มแห้งบริเวณรอบๆ ก็มีพวกรอยเท้าสัตว์หลายชนิดกับเศษผ้าสีดำชิ้นเล็กๆ เพียงเท่านั่น ทำให้พอคาดเดาได้ว่าคนที่ตายต้องเป็นผู้ใหญ่หรืออาจจะเป็นชายชุดดำผู้นั้นอย่างแน่นอนจากเศษกระดูกที่ชิ้นใหญ่พอสมควรจากที่พบในบริเวณนั้น
นายท่านเยว่ให้รู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันทีอย่างประหลาด หวังว่าบุตรชายของตนคงจะไม่ถูกสัตว์ร้ายคาบไปกินอย่างที่คิด จึงหันไปสั่งสือหม่ากับสือหมิงให้กระจายกันไปค้นหาร่องรอยในรัศมีสองลี้หวังว่าจะพบเบาะแสบ้าง
เมื่อทั้งสองกลับมามีเพียงสือหม่าเท่านั้นที่พบเบาะแสจากรอยเท้าเล็กกับเศษผ้าที่เยว่อี้หลงสวมใส่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนขาด จึงรีบนำมาให้ผู้เป็นนายด้วยความรีบร้อน เมื่อเทียนฟงเห็นเช่นนั้นจึงหันไปสั่งให้สือหม่ารีบนำทางไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามเดินทางตามเบาะแสที่พบจนมาถึงบริเวณถ้ำที่เยว่อวี้หลงเคยอยู่เมื่อสองชั่วยามที่แล้ว ทำให้คลาดกันอย่างน่าเสียดาย เรื่องนี้จะโทษว่าพวกเทียนฟงมาช้าก็ไม่ได้ แต่คงเป็นเรื่องของโชคชะตาซะมากกว่า ถ้าหากผู้ที่มาพบตัวอวี้หลงเป็นเทียนฟงชีวิตของอวี้หลงคงจบสิ้นเพราะพิษร้ายเหล่านั้นเป็นแน่แท้
เมื่อเข้ามาภายในถ้ำกลับพบเพียงร่อยรอยเหมือนคนนอนดิ้นไปดิ้นมาบนพื้นเพียงเท่านั่นแต่สภาพรอยคงเป็นอวี้หลงแน่ๆ เพราะคงไม่มีเด็กที่ไหนจะกล้าพอมาอยู่ท่ามกลางป่าเข้าเพียงคนเดียวได้เช่นนี้ ทำให้เทียนฟงเกิดร้อนใจขึ้นมาทันที เพราะรอบๆ เหมือนจะมีรอยเลื้อยของงูและสัตว์บางอย่างอีกสองสามชนิด แต่ร่างของอี้หลงกลับหายไปเสียดื้อๆ เพราะไม่มีรอยเท้าที่ก้าวออกไปจากบริเวณถ้ำเลย
'เช่นนั้นแล้วบุตรชายของเขาหายไปที่ใดกัน? หรือมีใครผ่านมาแล้วช่วยเหลือพาตัวไป..!'
เทียนฟงครุ่นคิดด้วยใบหน้าเคร่งเครียด พลางสำรวจบริเวณรอบๆ และสั่งให้ทั้งสองออกไปสำรวจด้านนอกอีกที
ระหว่างกำลังเดินครุ่นคิดไปมาใต้ฝ่าเท้าพลันรู้สึกเหมือนเหยียบอะไรบางอย่างเข้า จึงก้มหยิบขึ้นมาดูพบว่ามันเป็นถ่านที่เหลาเป็นแท่ง ซึ่งจะเป็นของใครไม่ได้นอกจากบุตรชายของเขา จึงทำได้เพียงถอนหายใจเงียบๆ แล้วนั่งรอทั้งสองกลับมารายงาน
เมื่อทั้งสองกลับมารายงานว่าไม่พบร่องรอยหรือเบาะแสอะไรเพิ่มเติม เทียนฟงจึงตัดสินใจชวนทั้งคู่กลับไปหาฮูหยินและคงทำได้เพียงแค่รอว่าสักวันบุตรชายจะกลับมาหาเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตาและเวลาลาเพียงอย่างเดียว
......
ทางด้านชายชราหรือจอมแพทย์เทวะอี้ฟาน(หมอเทวดา)ที่บรรดาชาวยุทธตั้งฉายาให้เมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน เป็นบุคคลที่ธรรมะก็ไม่ใช่อธรรมก็ไม่เชิง และไปมาไร้ร่องรอยยากที่จะหาตัวเจอ แต่บัดนี้กลับกำลังอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนกลับไปยังกระท่อมของท่านอย่างรวดเร็วเพราะดูเหมือนชีพจรของเด็กน้อยเริ่มสับสนขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อมาถึงก็รีบนำร่างของเด็กน้อยเข้าไปในถ้ำหลังกระท่อมอย่างรวดเร็ว เพราะที่นั้นมี บ่อน้ำวิเศษ ที่ได้นำสมุนรไพรหายากหลากหลายชนิดตามตำราโบราณที่ท่านบังเอิญไปพบเจอระหว่างที่ได้ทำการรักษาให้ชาวบ้านแถบชายแดนให้มาเป็นค่าตอบแทนเมื่อยี่สิบปีก่อน เนื่องด้วยภายในเป็นตัวหนังสือโบราณ ประกอบกับชาวบ้านผู้นั้นไม่มีอะไรตอบแทนท่าน จึงได้นำหนังสือเก่าๆ เป็นค่าตอบแทน ซึ่งท่านก็รับไว้อย่างไม่รังเกียจ ต่อมาจึงได้รู้ว่า มันคือสุดยอดตำราลับของยอดคนทางด้านการแพทย์เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ก็เริ่มลงมือรักษาด้วยการนำร่างของเด็กน้อยลงไปในบ่อน้ำที่มีสีสันออกประกายรุ้ง พร้อมทั้งเริ่มทำการฝั่งเข็มด้วยวิชาลมปราณเพลิงเหมันต์อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ หลังจากที่ฝังเข็มเสร็จสิ้นก็รีบนำยาเม็ดปรับชีพจรและลมปราณที่ใช่เวลาปรุงร่วมยี่สิบปีออกมาจากขวดหยกในช่องลับข้างผนังถ้ำเข้าปากเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว
"หวังว่าเจ้าจะผ่านมันไปได้นะเด็กน้อย"
ชายชราเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าอ่อนโยน ก่อนจะนั่งปรับลมปราณพร้อมกับทำได้เพียงรอคอยอย่างใจเย็นเท่านั้น
ผ่านไปเจ็ดวันเด็กน้อยคล้ายเริ่มรู้สึกตัว พร้อมทั้งน้ำภายในบ่อเริ่มกลายเป็นสีใส เพราะอี้หลงได้ทำการดูดกลืนตัวยาเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังมาตลอดทั้วเจ็ดวันเจ็ดคืน ส่วนสภาพภายในร่างนั้นมีทั้งพิษและตัวยาสำคัญมากมายไหลเวียนรวมกันอยู่ภายในกระแสเลือดและชีพจร ทำให้ต่อไปนี้ไม่ว่าพิษชนิดใดก็ไม่อาจกล่ำกลายได้อีกต่อไปแล้ว และหากเกิดบาดแผลก็จะหายเร็วกว่าคนทั่วไปเกือบยี่สิบเท่า
ร่างของเยว่อวี้หลงก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายและปลอดโปร่งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวคลายกับจะล่องลอยได้จริงๆ ครั้นเมื่อลืมตาขึ้นก็ต้องรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าตนนั่งพิ่งขอบบ่อน้ำที่ใสกระจ่างเสียอย่างนั้น ยังไม่ทันทีที่ได้คิดสิ่งใดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เบาบางเดินเข้ามาใกล้
"ฟื้นแล้วหรือ เด็กน้อย"
เสียงของชายชราผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อเข้ามาถึงแล้วพบเด็กน้อยที่ท่านนำมารักษาฟื้นขึ้นมาแล้ว นั้นแสดงว่าเด็กน้อยผู้นี้มีชะตาที่กล้าแข็งยิ่งนัก
"เออ...ท่านคือ...? แล้วที่นี่?"
ร่างเล็กถามขึ้นขณะที่ค่อยๆ ลุกขึ้นจากบ่อน้ำอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ สำรวจชายชราท่าทางใจดีเบื้องหน้าอย่างถี่ถ้วน พบว่าผู้เฒ่าผู้นี้มีใบหน้าที่อ่อนโยนและน่าเกรงขาม แถมยังมีร่างกายที่แข็งแรง แสดงว่าต้องเป็นยอดคนหรือยอดฝีมือเร้นกายแน่ๆ ว่าแต่ว่ายอดคนนี้จะพบได้ง่ายๆ เลยรึ? อวี้หลงมองด้วยตาเป็นประกายก่อนจะกลับราบเรียบเหมือนเดิม ไม่สิต้องบอกว่าทำใบหน้าไร้เดียงสามากกว่า
"ฮ่าๆๆๆ ข้าชื่ออี้ฟาน หรือเรียกท่านปู่อี้ก็ได้ ส่วนที่นี่คือบ้านของข้าเอง ว่าแต่เจ้า มีนามว่าอะไรรึเด็กน้อย"
ท่านผู้เฒ่าอี้ฟานรู้สึกถูกชะตาเด็กน้อยเบื้องหน้ายิ่งนักจึงได้หัวเราะออกมา เพราะท่านไม่เคยเจอเด็กทารกที่วัยเท่านี้แล้วยังสามารถสงบใจได้เร็วและไม่ตื่นกลัว เมื่ออยู่ในสถานที่ๆ ตนไม่รู้จักและคนแปลกหน้าเช่นนี้ หากเป็นเด็กผู้อื่นคงได้ร้องไห้จ้าหาบิดามารดาอย่างแน่นอน
"อ่า ข้าน้อย อวี้หลง แซ่ เยว่ ขอรับ ท่านปู่อี้"
อี้หลงตอบอย่างนอบน้อมพร้อมทำใบหน้าที่คิดว่าน่าเอ็ดดูที่สุด เพื่อท่านปู้อี้จะเอ็นดูเขามากๆ
"ฮ่าๆๆๆ ดีๆ ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าอาหลงก็แล้วนะ ไปๆ ข้าจะพาเจ้าไปเปลี่ยนชุดพร้อมไปหาอะไรให้เจ้ากิน เจ้าคงหิวแย่แล้วใช่หรือไม่"
โคร๊ก คร๊าก!!
เยว่อวี้หลงหน้าแดงฉานด้วยความอายที่มีอยู่น้อยนิดพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่จะถูกชายชราอุ้มเดินออกจากถ้ำไปยังกระท่อมที่อยู่ด้านนอก หนึ่งชราหนึ่งทารกเดินออกไปจากถ้ำด้วยกันและเป็นจุดเริ่มต้นของเยว่อวี้หลงที่จะได้ทำในสิ่งที่ตนปราถนาเมื่อครั้งเคยเป็นวีแกน
นั่นคือใช่ชีวิตในป่าเขาลำเนาไพร!!!
ไม่ใช่แล้วววว!!!!!!
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments