ตอนที่ 2

สายลมพัดผ่านร่างของเด็กชายวัยเยาว์หน้าตางดงามผู้หนึ่งจนชายเสื้อคลุมตัวนอกสยายไปตามลม  เป็นเพราะเข้าช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทำให้อากาศของวันนี้แลดูเย็นสบาย

วันนี้เด็กชายตื่นเช้ามากหลังจากที่หาเวลาว่างได้จากการฝึกฝนวิชา เยว่อวี้หลงที่มักจะมานั่งอยู่บนโขดหินตรงเชิงหน้าผาแห่งนี้เป็นประจำพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อยพร้อมทั้งถือโอกาสคิดพล็อตนิยายที่จะแต่งเรื่องใหม่ไปด้วย ใช่ว่าทำตัวเฉื่อยเช่นนี้แต่ร่างกายก็ยังคงตื่นตัวอยู่ตลอดด้วยความเคยชิน

และเมื่อคิดย้อนไปนั้นไม่รู้เป็นเพราะโชคชะตาหรือเพราะเหตุผลอะไรกันแน่! ที่ทำให้ตนต้องมาพบเจอกับสถานการณ์เหล่านี้ แล้วไหนจะกลับกลายมาเป็นเด็กชายจากหญิงสาวในชาติภพก่อนอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้เช่นกัน

แต่เมื่อนึกย้อนไปเมื่อเก้าปีก่อนก็นับว่าโชคดีอยู่บ้าง ที่ท่านพ่อท่านแม่คนใหม่เป็นคนมีฐานะถึงขั้นร่ำรวยก็ว่าได้ เพราะท่านพ่อเป็นพ่อค้าผ้าไหมและมีร้านขายผ้าในเมืองหลวงรวมถึงสินค้าใหม่ๆที่เป็นที่นิยม  นามว่า เยว่เทียนฟง เป็นบุรุษที่สาวน้อยสาวสาวใหญ่ต่างก็หมายปองด้วยใบหน้าอันหล่อเหลาราวเทพบุตรและเก่งทั้งด้านบุ๋นและบู๊ ส่วนท่านแม่ก็นับว่าเป็นหญิงงามเช่นกันและเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่มีนามว่า ฉีเหมย มีความสามารถมากมาย ไม่ว่าจะด้านอักษร ดนตรี การเย็บปักถักร้อย รวมถึงฝีมือการทำอาหารด้วย ถือได้ว่าท่านแม่เป็นหญิงงามที่เพียบพร้อมมากๆ ในยุคสมัยนี้

จนวันหนึ่งระหว่างอาหารมื้อเช้า ช่วงนั้นรู้สึกไม่มีอะไรทำแล้วนอกจากกิน เล่นและนอนให้สมกับที่เป็นเด็กน้อยผู้หนึ่งเช่นเด็กปกติ เพราะจากการที่คิดใคร่ครวญมาหลายวันจนพบกับความเบื่อหน่าย และหาลองอยากทำอย่างอื่นบ้าง จึงตัดสินใจเข้าไปออดอ้อนขอให้ท่านทั้งสองสอนหนังสือให้ด้วยวัยขวบครึ่ง แต่เพราะภาษาที่นี่ซับซ้อนทำให้ใช้เวลานานมากกว่าที่จะเข้าใจ

"ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอยากเรียนหนังฉือขอรับ" หญิงสาวในร่างเด็กน้อยวัยขวบครึ่งเอ่ยพร้อมทั้งรีบใช้สายตาออดอ้อนอย่างน่ารักมองดูพวกท่านอย่างไร้เดียงสา เผื่อท่านทั้งเองเอ่ยจะรับปากตนเร็วๆ

เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชายตัวน้อย ทำให้คนทั้งสองต่างนิ่งอึ้งไปกับสายตาน่ารักที่มองมาด้วยไม่คิดว่าเด็กวัยแค่นี้จะอยากเรียนหนังสือตำราเสียแล้ว ทั้งสองจึงได้แต่พยักหน้ารับปากว่าจะสอนให้ แม้จะกังวลอยู่นิดหน่อยก็ตามเพราะกลัวว่าสมองน้อยๆของบุตรชายจะรับไม่ไหว แต่เมื่อลองถามกลับไปอีกครั้งว่าต้องการจริงหรือไม่คนก็ยังคงพยักหน้าอย่างจริงจังที่เห็นได้ยากจากเด็กตัวเท่านี้จึงตัดสินใจพยักหน้ารับปากออกไป แต่ด้วยความรักใคร่เอ็นดูบุตรรักตัวน้อย จึงไม่ทันได้เห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์แกมซุกซนบนใบหน้าน่ารักไร้เดียงสานั้นตอนที่พยักหน้ารับปาก

หึหึ ที่นี่เด็กน้อยหรือเยว่อวี้หลงจะได้ไม่เบื่อแล้ว มีอย่างอื่นให้ทำนอกจากกลั่นแกล้งพวกสาวใช้เล่นเสียที...!

'ล้อเล่นน่าเยว่อวี้หลงคนนี้ออกจะเป็นเด็กดี'

หลังจากนั้นเป็นต้นมา  เยว่อวี้หลงก็ได้เรียนหนังสือตลอดช่วงเช้ากับท่านแม่มาเกือบปี เพราะท่านพ่อไม่ค่อยว่าง จึงเป็นท่านแม่ที่คอยสอนสั่งจนตอนนี้สามารถอ่านออกเขียนได้บ้างแล้วแม้จะยังเขียนไม่สวยก็ตาม ด้วยความที่เป็นคนประเภทที่เมื่อมองหรืออ่านสิ่งใดที่ตนได้พบเห็นเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้ทันที และเพราะจำได้ว่าตัวหนังสือพวกนี้มีส่วนคล้ายกับที่ท่านตาเมื่อชาติก่อนเคยสอนมาบ้างแม้จะไม่เหมือนทั้งหมดก็ตาม แต่เนื่องจากพู่กันเขียนยากไปสำหรับเด็ก เยว่อวี้หลงจึงวานให้สาวใช้ไปหาถ่านไม้มาให้และนำมาเหลาให้คลายแท่งดินสอเขียนแทนพู่กัน

ช่วงสายของบางวันก็มานั่งดูท่านพ่อเดินหมากกับท่านอาเผิงที่มาเยี่ยม ซึ่งท่านเปิดสำนักคุ้มภัยขนาดกลางที่อยู่ใกล้ๆ เป็นประจำ จนตอนนี้เด็กน้อยมั่นใจว่าสามารถเดินหมากได้หลังจากมองดูอยู่หลายครั้ง จึงขอให้พวกท่านสอนให้พร้อมกับสามารถเดินหมากได้อย่างสูสีกับท่านเลยทีเดียวแม้ว่าคนตรงข้ามจะให้แต้มต่อตนก็ตาม

ส่วนช่วงบ่ายนั้นคือเวลาว่าง จึงมักใช้ช่วงเวลานี้เดินเล่นและสำรวจพื้นที่จนมาถึงห้องหนังสือ จึงผลักเข้าไปทันทีอย่างไม่ลังเลปล่อยให้ท่านแม่และพวกสาวใช้ทำของว่างและวิ่งวุ่นตามหาตนไปอยู่พักหนึ่ง

เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือแล้วมองสำรวจห้องนี้ไปรอบๆถือได้ว่ามีตำราอยู่เยอะมาก จึงอดใช้ดวงตามองด้วยสายตาเป็นประกาย ไม่คิดว่าท่านพ่อจะสะสมหนังสือไว้มากมายถึงเพียงนี้

เยว่อี้หลงจึงรีบวิ่งไปหยิบมาอ่านจากชั้นล่างสุดก่อนเนื่องจากยังหยิบชั้นที่สูงกว่านั้นไม่ถึง หลังจากนั้นช่วงบ่ายของทุกวันหรือบางวัน จึงมักจะขลุกอยู่ที่นี่ไม่ได้ออกไปไหนจะมีบ้างบางครั้งที่ท่านพ่อจะเข้ามาอธิบายในบางเรื่องที่ไม่เข้าใจให้ฟังและท่านแม่ก็จะตามเอาของว่างมาให้ตลอดด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าบุตรชายจะหิวโหย

ส่วนในช่วงเย็นก็เรียนดนตรีกับท่านแม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะดีดพิณ หรือเป่าขลุ่ย ซึ่งสิ่งที่ถนัดที่สุดคือการเป่าขลุ่ยแม้จะไม่ได้จับมานานแล้วก็ตาม เป็นเพราะเคยเรียนมาแล้วเมื่อตอนยังอยู่ในร่างเดิม

หลังจากที่อ่านหนังสือศึกษาเรียนรู้จากตำราทั้งหลาย อาทิ การเมืองปกครองของยุคนี้ กลศึกสงคราม ค่ายกลต่างๆ ปรัชญา(เรียนทำไมเนี่ย?) ดนตรี การแพทย์ สมุนไพรต่างๆ ทั้งใช้รักษาและมีพิษเหล่านี้ มีทั้งเรื่องทั่วไปและชั้นสูงอย่างเพลิดเพลินตลอดสองปี ไม่ว่าในห้องหนังสือของท่านพ่อหรือร้านหนังสือที่วานให้พ่อบ้านไปหาซื้อมาให้ แต่ไม่ลืมที่จะคอยฝึกร่างกายให้ยืดหยุ่นและแข็งแรงเผื่อในอนาคตตามขนาดของร่างกาย เพราะทราบได้ทันทีแล้วว่ายุคสมัยนี้ต้องทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ก็ให้บรรดาข้ารับใช้หรือผู้อื่นทำให้ แม้จะแน่ใจว่าในอนาคตต้องได้ปรับใช้อย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครที่จะทำทุกอย่างแทนเราได้ตลอดและไม่สะดวกสบายเหมือนอย่างชาติก่อนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแทบทุกอย่าง

ชีวิตใช่ช่วงนั้นของเยว่อวี้หลงดำเนินเช่นนี้มาจนกระทั่งอายุได้สี่ขวบปี ระหว่างที่กำลังเดินทางไปเยี่ยมท่านตาที่เมืองหวง โดยมีท่านพ่อที่ขี่ม้าอยู่ด้านนอก ส่วนตนและท่านแม่นั่งอยู่ภายในรถม้า พร้อมคนคุ้มกันอีกประมาณเจ็ดแปดคนมุ่งหน้าข้ามเขตช่องเขาที่คับแคบ ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าเสี่ยงโดนโจรดักปล้นมากเลย เพราะเป็นมันภูมิศาสตร์ชั้นเยี่ยม ว่าแล้วก็ได้ยินเสียงดาบกระบี่ปะทะกันจากด้านหน้าห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ และมีกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งมาตามลมอีกด้วยแสดงว่ามีคนตายแน่แล้ว..!

เคร้ง เคร้ง...!

"!!"

.....

สาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากอู่หม่าจิ้งเจ้าสำนักคุ้มกันภัยอู่หลอแห่งเมืองฉางอาน ได้รับการไว้วานจากสหายผู้หนึ่ง เพื่อทำการคุ้มกันของสำคัญด้วยตนเอง เพราะของดังกล่าวจะต้องนำไปส่งให้ถึงมือของผู้รับอย่างเป็นความลับมิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ได้ ขนาดตนยังมิอาจล่วงรู้ได้ว่าภายในมีของสิ่งใดอยู่กันแน่ ดังนั้นจึงต้องคัดเลือกคนในการคุ้มกันเป็นพิเศษ

เมื่อออกเดินทางมาแล้วกว่าสองวันเส้นทางก็ราบรื่นปลอดภัยดี จนกระทั่งมาถึงช่องเขาพยัคฆ์ก็ปรากฎชายชุดดำเกือบยี่สิบคนกระโดดเข้ามาขวางเส้นทางไว้ ทำให้ตนและลูกน้องในขบวนต้องหยุดชะงักม้าทันที

ฮี้...............ฮี้.............!!

"พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงเข้าขวางเส้นทางพวกข้าเช่นนี้" หลังจากที่ตั้งสติได้ หม่าจิ้งก็กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงกังวานอย่างเคร่งขรึมสมกับที่เป็นเจ้าของสำนักคุ้มกันภัยที่มีชื่อเสียงและมากประสบการณ์แห่งเมืองฉางอาน

"ฮ่าๆ พวกข้าเป็นใครรึ เหตุใดต้องบอกพวกเจ้าด้วย" ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางจะเป็นหัวหน้ากลุ่มดังกล่าวเอ่ยขึ้นอย่างเหยียดหยามด้วยน้ำเสียงระคายหู

"เจ้า..!" เสียงชายผู้หนึ่งกำลังจะด่าออกไปด้วยความโมโห แต่ก็ถูกหม่าจิ้งตบบ่าให้เงียบเสียงไว้ก่อนหลังจากที่ลงจากหลังม้า

"ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าต้องการสิ่งใด หากไม่ก็หลีกทางให้พวกข้าเสีย"อู่หม่าจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นถึงแม้ตนจะเริ่มจับเค้าลางได้แล้วว่าที่พวกนั้นมาขวางทางตนคงไม่พ้นสิ่งของที่ตนคุ้มกันมาอย่างแน่นอน

"อู่หม่าจิ้งเอ่ยอู่หม่าจิ้ง เจ้านี่ฉลาดจริงๆ ใช่! ที่ข้ามาขวางทางเจ้าเช่นนี้เพราะข้าต้องการของสิ่งนั้นจากเจ้า..!" ชายชุดดำคนเดิมเอ่ยขึ้นอีกครั้งหรือแท้จริงแล้วคือเหว่ยเสียนฉือมือขวาของประมุขแห่งสำนักเมฆม่วงของฝ่ายตน ที่ได้รับคำสั่งจากท่านประมุขของตนให้นำของชิ้นนี้กลับไปให้ท่านให้จงได้ ตนจึงรับคำสั่งจึงรีบรุดมาจัดการพร้อมกับคนในสำนักร่วมยี่สิบคนเพราะอู่หม่าจิ้งนั้นเป็นยอดฝีมือแถมยังมีลูกน้องที่มีฝีมือติดตามอีกด้วยจึงไม่อยากให้งานนี้ผิดพลาด

"เห็นทีข้าคงให้ท่านไม่ได้ เพราะของชิ้นนี้สหายข้าผู้หนึ่งไหว้วานมา"หม่าจิ้งหลังจากที่พูดจบก็เกรงกำลังพร้อมสั่งให้ทั้งหมดระวังตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งตนมั่นใจว่าต้องมีการปะทะกันเกิดขึ้นแน่นอนในเมื่อตนไม่ยอมมอบของให้อีกฝ่าย

"เหอะ! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมมอบของดีๆ เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกัน พวกเจ้าฆ่า..!" หลังกล่าวจบก็สั่งการให้ชายชุดดำที่เหลือเข้าจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทันที

ทั้งสองฝ่ายแม้มีจำนวนที่ต่างกันแต่ด้วยความที่ฝ่ายของหม่าจิ้งมีประสบการณ์เช่นนี้อยู่บ่อยครั้งจึงรับมือได้อย่างชำนาญแม้อาจจะมีบาดเจ็บบ้าง แต่ถ้าหากเวลายืดเยื้อไปอาจมีผู้คนล้มตายได้ จึงรีบเข้าไปจัดการชายชุดดำคนหนึ่งที่กำลังเงื้อดาบจากด้านหลังฟันเข้าใส่ลูกน้องของตนที่ใกล้พลาดท่าเสียที จนศีรษะหลุดกระเด็น

"ขอบคุณเจ้าสำนัก" เหวินตงกล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าซีดเซียวจากการเสียเลือด

"ไม่เป็นไร ระวังตัวให้มากขึ้น" พอกล่าวจบหม่าจิ้งก็หันไปจัดการกับชายชุดดำอีกสองคนที่เข้ามาหมายจะจัดการตนทันที ด้วยการเกร็งลมปราณผ่านกำลังแขนก่อนวาดดาบด้วยความดุดันและรุนแรงจนทำใหทั้งสองตกตายแทบจะทันที

เหว่ยเสียนฉือเมื่อเห็นคนของตนไม่สามารถจัดการกับอู่หม่าจิ้งได้ตนจึงเข้าไปจัดการด้วยตนเอง

ดังนั้นทั้งสองคนจึงห้ำหั่นกันอย่างเกรี้ยวกราดดุดัน คนหนึ่งใช่เพลงกระบี่ที่เกรี้ยวกราด อีกคนก็ใช้เพลงดาบที่ดุดันและรวดเร็ว ทั้งสองปะทะกันเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยามจนกำลังถดถอยลงไปมาก ส่วนตามร่างกายก็ปรากฏแผลน้อยใหญ่เสื้อผ้าฉีกขาดจนกระทั่งได้ยินเสียงรถม้าและม้าวิ่งใกล้เข้าในระยะหนึ่งลี้จึงถอยห่างเพื่อดูหยั่งเชิง เพราะกลัวว่าจะเป็นบุคคลที่สามที่อาจจะเข้ากลุ่มล้อมพวกตน

 จึงพร้อมใจกันหันไปมองบุคคลที่สามด้วยความสงสัยพลางหายใจหอบด้วยความเหนื่อย โดยที่แทบไม่ได้สนใจผู้คนโดยรอบที่ตอนนี้มีทั้งคนตายและคนเจ็บของแต่ละฝ่าย..!!

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!