หลังจากที่ฉินหยางเก็บซากของกิ้งก่ายักษ์เข้าไปในแหวนมิติเรียบร้อยแล้ว เขาก็กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น ก่อนจะมองสำรวจรอบ ๆ เพื่อหาเส้นทางที่จะเดินทางต่อ ฉินหยางยืนมองอยู่ไม่นานก็พบว่าทางทิศตะวันออกห่างออกไปไม่ไกลมีแสงสีขาวสะท้อนขึ้นมาจากพื้นดินโดยเขาสันนิฐานว่าเป็นแอ่งน้ำที่อยู่บริเวณนั้น อีกทั้งบริเวณดังกล่าวยังมีภูเขาลูกหนึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ซึ่งอาจพอหาที่เหมาะ ๆ สำหรับการตั้งเป็นที่พักอาศัยได้ เขาจึงตัดสินใจกับตัวเองว่าจะใช้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นแหล่งที่พักอาศัย
เมื่อคิดได้ดังนั้นฉินหยางก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ ก่อนจะปรึกษาและบอกสิ่งที่ตนเห็นและเสนอความคิดของตนให้เสวี่ยอวี๋ได้ฟัง
เสวี่ยอวี๋ที่ได้ฟังข้อเสนอของฉินหยางก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดปล่อยให้ฉินหยางได้ทำตามความคิดของตนเอง เนื่องจากนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในการฝึกฝน เมื่อทั้งสองตกลงกันได้แล้ว หนึ่งเด็กหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาและหนึ่งบุรุษรูปงามที่มีร่างกายโปร่งใสก็ออกเดินทางลึกเข้าไปในป่ามรณะพร้อม ๆ กัน
ทั้งสองเดินทางลึกเข้ามาในป่ามรณะได้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็พบเข้ากับสัตว์วิเศษอีกครั้ง สัตว์วิเศษตัวดังกล่าวที่มีรูปร่างเหมือนแมงป่องอย่างไม่ผิดเพี้ยนมันมีขนาดพอ ๆ กับเด็ก 12 ขวบ ทั้งตัวของมันปกคลุมไปด้วยเกราะเปลือกแข็งสีม่วงมันวาว เมื่อมันสังเกตเห็นฉินหยางเข้าก็พุ่งตัวเข้าหาโดยทันที
ฉินหยางที่ปล่อยจิตสัมผัสออกมาตลอดเวลารับรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามีสัตว์วิเศษตัวดังกล่าวอยู่ใกล้ ๆ เขาเคลื่อนตัวไปด้านข้าง หลบการโจมตีของแมงป่องได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะม้วนตัวตีลังกาและใช้เท้าที่รวบรวมพลังปราณอัดไปกลางศีรษะของมันอย่างจังเช่นเดียวกับที่ทำกับกิ้งก่ายักษ์อำพรางตัวก่อนหน้า
แมงป่องตัวดังกล่าวเป็นเพียงสัตว์วิเศษระดับ 1 ขั้นต้นเท่านั้น จึงถูกฉินหยางจัดการลงได้อย่างง่ายดาย หลังจากฉินหยางจัดการแมงป่องตัวดังกล่าวได้แล้วก็สะบัดมือเก็บซากของมันเข้าไปไว้ในเเหวนมิติโดยไม่ต้องให้เสวี่ยอวี๋บอกกล่าว ก่อนทั้งสองจะเริ่มเดินทางเข้าไปในป่ามรณะลึกขึ้นอีกครั้ง
ระหว่างทางที่ทั้งสองเดินผ่านพวกเขาได้ถูกสัตว์วิเศษต่าง ๆ รอบจู่โจมอยู่หลายครั้ง แต่เนื่องจากฉินหยางปล่อยจิตสัมผัสอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เขารับรู้และหาทางรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ฉินหยางจัดการกับสัตว์วิเศษทุกตัวที่เข้ามาจู่โจมก่อนเก็บซากของสัตว์วิเศษทุกตัวที่เขาจัดการได้เข้าไปในแหวนมิติ จนทำให้ตอนนี้ในแหวนมิติของเขามีซากของสัตว์วิเศษนอนกองกันอยู่ราว ๆ 10 กว่าตัว
ฉินหยางยังคงเดินทางต่อไปข้างหน้าเรื่อย ๆ แต่ในตอนนี้ตามใบหน้าอันหล่อเหลาและร่างกายกำยำของเขาเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาและหอบหายใจถี่ขึ้นเล็กน้อย สาเหตุของอาการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเขาได้ปล่อยจิตสัมผัสออกมาตลอดเวลานั่นจึงทำให้จิตวิญญาณของเขาเริ่มเกิดอาการเหนื่อยล้า ฉินหยางพยายามกัดฟันเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนเกือบจะเข้าใกล้บริเวณที่เป็นเป้าหมาย
เขาฝืนทนกัดฟันเดินต่อจนโผล่พ้นเขตป่าก่อนหน้าจนมาพบกับสถานที่ที่เป็นเหมือนที่โล่งขว้างเนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีบรรยากาศเป็นทุ่งหญ้ากว้างและพุ่มไม้เล็ก ๆ มีต้นไม้ขึ้นเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้นที่เติบโตบริเวณนี้ หลังจากที่ฉินหยางก้าวเท้าออกมาจากป่าทึบและมายืนอยู่ในบริเวณดังกล่าวโดยมีร่างโปร่งใสของเสวี่ยอวี๋ลอยตามมาด้านหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ฉินหยางทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้าจากการใช้จิตสัมผัสที่มากเกินไป โดยปกติแล้วผู้วิเศษที่อยู่ในขั้นดูดซับลมปราณทั่ว ๆ ไปจะยังไม่สามารถใช้จิตสัมผัสได้หรืออาจจะมีผู้ที่สามารถใช้ได้แต่เนื่องจากจิตวิญญาณของผู้วิเศษในขั้นดูดซับลมปราณยังคงอ่อนแอเกินไปจึงทำให้ไม่สามารถปล่อยจิตสัมผัสออกมาได้กว้างและนานอย่างที่ฉินหยางได้กระทำอยู่ในตอนนี้ ซึ่งเป็นการกระทำที่เรียกได้ว่าท้าทายกฏฟ้าดินอย่างยิ่ง
แต่กลับฉินหยางในตอนนี้กลับไม่พอใจในผลลัพธ์มากที่เป็นมากนัก ใบหน้าของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและหายใจถี่รัวขึ้นเรื่อย ๆ
"ถึงขีดจำกัดของเจ้าแล้วงั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋กล่าวถามเสียงเรียบดูราวกับไม่ได้แปลกใจกับสภาพของฉินหยางในตอนนี้มากนัก แต่ความจริงแล้วภายในใจของเขากลับตื่นตะลึงกับสิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้มาตั้งนานแล้ว
ครั้งแรกที่เขารู้ว่าฉินหยางสามารถใช้จิตสัมผัสได้และยังแข็งแกร่งพอ ๆ กับตน ในตอนนั้นก็ทำให้ตนนั้นตกตะลึงอย่างยิ่งแล้ว แต่เด็กหนุ่มอายุ15 ปีตรงหน้าในตอนนี้ที่กำลังปล่อยจิตสัมผัสออกมาตลอดเวลาและคงสภาพจิตสัมผัสไว้ได้นานถึง 4 ชั่วยามจนถึงตอนนี้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เกี่ยวกับจิตสัมผัสอย่างจริงจังเลยสักครั้ง จะมีก็เพียงแต่ตอนที่เขาศึกษาวิธีการปรุงยา ซึ่งในตอนนั้นตนได้เขียนถึงเคล็ดวิชาแปลงจิตสัมผัสแต่เป็นเพียงแค่พื้นฐานอย่างง่าย ๆ ของการใช้จิตสัมผัสเท่านั้นเพื่อให้เขาได้ทำความเข้าใจในเรื่องของจิตสัมผัสอย่างคร่าว ๆ และแม้จะรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นตัวตนท้าทายสวรรค์ แต่ก็ไม่คิดว่าจะสามารถท้าทายสวรรค์ถึงเพียงนี้ แม้แต่ตนในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดก็ยังไม่สามารถทำได้อย่างที่เด็กหนุ่มทำอยู่ในขณะนี้
ฉินหยางที่ใบหน้าชุ่มโชคไปด้วยเหงื่อ
และหอบหายใจถี่รัวหลัังจากได้ยินคำถามของเสวี่ยอวี๋ก็พยายามจะควบคุมลมหายใจให้เสถียรก่อนจะตอบออกมาด้วยเสียงที่ยากลำบากเล็กน้อยว่า
"ข้า...ข้าไม่เป็นอะไร..ข้ายังไหว"
ฉินหยางพูดพร้อมเหงื่อที่ไหลโทรมกายกับเสียงหอบหายใจที่ค่อย ๆ หนักขึ้น ๆ ราวกับว่าเขาพึ่งวิ่งอ้อมภูเขามาอย่างไรอย่างนั้น ฉินหยางเอามือข้างหนึ่งยันพื้นและพยายามควบคุมลมหายใจให้ปกติ
"ดึงจิตสัมผัสกลับเข้ามาให้แคบลงซะ หลังจากนั้นค่อยโคจรพลังปรับลมให้ใจให้เสถียรสิ่งนี้จะช่วยบรรเทาิาการที่เป็นอยู่ได้"
จู่ ๆ เสียงของเสวี่ยอวี๋ที่กล่าวแนะนำก็ดังขึ้นในโสตประสาทของฉินหยาง
ฉินหยางพยักหน้าเป็นการตอบรับแต่ยังคงหอบหายใจหนักก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก เฮือกหนึ่งและนั่งสมาธิปรับลมหายใจตามที่เสวี่ยอวี๋แนะนำ
เขานั่งลงขัดสมาธิในบริเวณนั้นทันทีโดยไม่เกรงกลัวเลยว่าอาจจะมีสัตว์วิเศษที่ดุร้ายตัวอื่นเข้ามาทำร้ายตัวเขาหรืออาจจะเป็นเพราะมีเสวี่ยอวี๋คอยเฝ้า อยู่ข้าง ๆ จึงทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและไม่กังวลกันก็ไม่อาจทราบได้
ฉินหยางนั่งสมาธิปรับลมหายใจและดึงจิตสัมผัสกลับมาให้แคบลงตามคำแนะนำของเสวี่ยอวี๋ ไม่นานใบหน้าของเขาที่เคยเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและบิดเบี้ยวจากอาการหอบหายใจหนักก็ค่อย ๆ ทุเลาลง ลมหาใจของเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ หลังจากฉินหยางนั่งปรับลมหายใจอยู่สักพักอาการของเขาก็เหมือนจะกลับมาเป็นปกติ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและคลายจากสมาธิอย่างช้า ๆ
"เป็นอย่างไร ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่"
หลังจากที่เห็นว่าฉินหยางลืมตาขึ้นแล้วเสวี่ยอวี๋ก็กล่าวถามขึ้นในทันที
ฉินหยางพยักหน้าเป็นการตอบรับเล็กน้อยพร้อมกับพูดว่า
"ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว"
ก่อนจะใช้มือยันตัวลุกขึ้นและกล่าวกับเสวี่ยอวี๋ว่า
"ข้าว่าเรารีบหาที่พักกันก่อนเถอะอีกไม่นานก็ใกล้จะมืดแล้ว"
"เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วเช่นนั้นก็ดี ส่วนเรื่องที่พักข้าได้ใช้ฉินสัมผัสกวาดดูแล้ว ใกล้ ๆ หนองน้ำทางด้านหน้าไม่ไกลนี้มีถ้ำอยู่แห่งหนึ่งน่าจะสามารถใช้เป็นที่พักอาศัยได้ "
เสวี่ยอวี๋พูดถึงตรงนี้ก็เงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"แต่ดูเหมือนว่าในถ้ำจะมีสัตว์วิเศษตัวหนึ่งอาศัยอยู่ดูจากพลังปราณที่ข้าสัมผัสได้เจ้านี่น่าจะเป็นสัตว์วิเศษระดับ2..."
"สัตว์วิเศษระดับ 2 นั่นเทียบเท่ากับขั้นหลอมหลวมลมปราณของผู้วิเศษใช่หรือไม่?"
ฉินหยางเอ่ยถามพร้อมทำสีหน้าครุ่นคิด
"อื้ม..ใช่แล้วจากที่ข้าสัมผัสได้น่าจะเป็นสัตว์วิเศษระดับ 2 ตอนต้น"
เสวี่ยอวี๋กล่าวตอบคำถามของฉินหยาง
"ตอนต้น?...ถ้าเช่นนั้นเราไปดูที่นั่นกันเถอะ"
ฉินหยางครุ่นคิดไม่นานก็ตัดสินใจจะเดินทางไปสำรวจบริเวณดังกล่าวเพื่อใช้เป็นที่พัก
"เจ้าคิดจะจัดการกับสัตว์วิเศษตัวดังกล่าวงั้นรึ? เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่? ข้าขอบอกเจ้าไว้ก่อนว่าสัตว์วิเศษระดับ 2 มันอยู่คนระดับกับสัตว์วิเศษอื่น ๆ ที่เจ้าเคยต่อสู้มาอย่างลิบลับเจ้าคิดว่าจะจัดการกับมันได้จริง ๆ งั้นรึ?"
เสวี่ยอวี๋กล่าวถามฉินหยางซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันคำตอบ
"ข้าตัดสินใจแล้ว...อีกอย่างนี่มันคือการฝึกฝนหากข้าไม่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองข้าก็ไม่สามารถที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้ แล้วก็หากข้าเป็นอะไรไปจริง ๆ เจ้าคงไม่ปล่อยให้ข้าตายไปต่อหน้าต่อตาเจ้าหรอกกระมัง"
พูดถึงตรงนี้ฉินหยางก็หันหน้าไปจ้องมองเขาสวี่ยอวี๋ก่อนจะยกยิ้มด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง
เสวี่ยอวี๋ได้ยินก็กลอกตามองบนก่อนจะตอบกลับฉินหยางว่า
"เหอะ..เด็กน้อยเจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร เจ้าคิดว่าตัวเองสำคัญขนาดนั้นจริงรึ"
เสวี่ยอวี๋กล่าวมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามปนหยอกล้อ
"หึหึ ถ้าหากข้าตายไปแล้วใครจะช่วยเจ้าตามหาจิตวิญญาณที่ถูกผนึกที่เหลือกันล่ะ เจ้าอย่าลืมสิ"
ฉินหยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงของผู้ชนะ เขารับรู้อยู่ก่นแล้วว่าอย่างไรเสีย เสวี่ยอวี๋ก็ไม่มีทางปล่อยให้ตนเป็นอะไรไปอย่างแน่นอน เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่ยอมช่วยเหลือฉินหยางทุก ๆ อย่างถึงเพียงนี้
"เหอะ ช่างเป็นเด็กที่มั่นใจเสียจริง แต่ก็เอาเถอะครั้งนี้ข้าจะรับรองชีวิตให้เจ้าครั้งหนึ่งก็เเล้วกัน"
ฉินหยางได้ยินก็อมยิ้มเบา ๆ ด้วยความพึ่งพอใจก่อนจะตอบกลับเสวี่ยอวี๋ว่า
"เช่นนั้นก็ดี งั้นเราไปกันเถอะ"
พูดจบทั้งสองก็เดินทางต่อเพื่อไปยังถ้ำดังกล่าวในทันที
ผ่านไปไม่นานทั้งสองก็มาหยุดอยู่ตรงต้นไม้ต้นหนึ่งห่างออกไปจากจุดที่เขาและเสวี่ยอวี๋ยืนอยู่แค่ ครึ่งลี้เท่านั้น
ฉินหยางกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้งก่อนจะมองสำรวจภูเขาตรงหน้าและพบว่า ด้านหน้าของเขาในตอนนี้เป็นภูเขาหินสูง ราว ๆ 2 ลี้ ตีนเขามีปากถ้ำขนาดราว ๆ 4-5 จั้งอยู่ถ้ำหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่ฉินหยางตัดสินใจจะใช้เป็นสถานที่พักอาศัยในป่ามรณะแห่งนี้
ทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้าไปใกล้ปากถ้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในตอนนี้พวกเขาอยู่ห่างจากปากถ้ำไปเพียงไม่กี่จั้งเท่านั้น ฉินหยางหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ ๆ ก่อนขยายจิตสัมผัสกวาดสำรวจไปยังบริเวณด้านในถ้ำ หลังจากใช้จิตสัมผัสหวาดดูในถ้ำแล้วฉินหยางก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยดูเหมือนการขยายจิตสัมผัสจะยังคงทำให้เขาต้องแบกภาระเพิ่มอยู่ไม่น้อย
หลังจากเขากวาดจิตสัมผัสเข้าไปข้างในถ้ำก็พบว่าด้านในนั้นมีเหลือมยักษ์ที่มีลวดลายสีดำสลับทองและบนหัวของมันมีเขาสีเหลืองงอกยาวออกมาราว ๆ 20 ชุ่นดูสะดุดตายิ่ง กำลังนอนขดตัวอยู่ภายในถ้ำ แต่ทันใดนั้นจู่ ๆ มันก็ลืมตาตื่นขึ้น ดวงตาสีเเดงเพลิงของอสรพิษกลอกกลิ้งไปมาเหมือนจะสัมผัสบางสิ่งบางอย่างได้ แต่เมื่อมันหันมองสำรวจรอบ ๆ แล้วไม่พบสิ่งใด ก็โน้มตัวลงหลับตาพักผ่อนอีกครั้ง
ฉินหยางดึงจิตสัมผัสกลับมาจากการกวาดสำรวจภายในถ้ำสีหน้าของเขาเริ่มดูไม่ดีเล็กน้อย เขาพยายามฝืนข่มอาการไว้ก่อนจะส่งกระเเสเสียงไปหาเสวี่ยและเอ่ยถามขึ้นว่า
"เสวี่ยอวี๋เจ้านี่มันตัวอะไรกันดูแล้วน่าจะเป็นสัตว์วิเศษระดับ 2 ตอนต้นดูแข็งแกร่งมาก"
"เจ้านี่มีชื่อว่างูเหลือมเขาเดียว เป็นสัตว์วิเศษระดับ 2 ตอนต้นอย่างที่เจ้าว่ามา เจ้านี่ถือว่าแข็งแกร่งใช่ได้ ระหว่างต่อสู้เจ้าต้องระวังเขาของมันให้ดี เนื่องจากเขาของมันนั้นสามารถปล่อยสายฟ้าที่ทำให้เป็นอัมพาตได้"
เสวี่ยอวี๋กล่าวอธิบาย
ฉินหยางได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก็จะส่งกระแสเสียงตอบกลับไปว่าด้วยคำถามว่า
เช่นนั้นต้องหลอกล่อให้มันออกมาในที่โล่งก่อนสินะ
"ถูกต้อง..ฉลาดใช่ได้หนิเด็กน้อย ก่อนอื่นเจ้าต้องหาทางหลอกล่อให้มันออกมาจากถ้ำเสียก่อนหากเจ้าเข้าไปต่อสู้ด้านในถ้ำเจ้าอาจถูกสายฟ้าของมันโจมตีได้ง่ายเนื่องจากเป็นพื้นที่แคบและเคลื่อนไหวได้ยากลำบาก หลังจากล่อให้มันออกมาที่กว้างได้แล้วเจ้าต้องสู้โดยการบุกเข้าประชิดตัวแต่ต้องคอยระวังอย่าให้มันปล่อยสายฟ้าโดนเจ้าเด็ดขาด"
เสวี่ยอวี๋กล่าวแนะนำด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"อื้ม..ข้าเข้าใจแล้ว"
ฉินหยางพยักหน้าพร้อมส่งกระแสตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกและพุ่งตัวออกไปจากพุ่มหญ้าที่ซ่อนตัวอยู่ด้วยความรวดเร็วในทันที...
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 29
Comments
ฟิวแห่งแสงจันทรายามค่ำคืน☆
อัพ.
2023-08-16
1