ฉินหยางก้าวเข้าไปในป่ามรณะด้วยความระมัดระวัง เขายังคงปล่อยจิตสัมผัสออกไปในรัศมี 4-5 จั้ง เพื่อคอยรับรู้ถึงสถานการณ์ต่าง ๆ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
หลังจากเข้ามาในป่ามรณะได้ไม่นานสิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้ คือ ป่าแห่งนี้อุดมไปด้วยปราณฟ้าดินที่มีอยู่อย่างหนาเเน่นจนสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน ฉินหยางรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างมากเพราะนั่นหมายความว่ากายาศักดิ์สิทธิ์ของเขาจะสามารถดูดซับพลังปราณฟ้าดินและยกระดับพลังได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นหากอาศัยอยู่ที่นี่
ฉินหยางเดินลึกเข้าไปในป่ามรณะขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปราว 1 กาน้ำชาเขาก็เดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง บริเวณเขตป่าแห่งนี้มีต้นไม้และพุ่มขึ้นหนาทึบ ฉินหยางเดินมองซ้ายขวาและสำรวจบริเวณโดยรอบไปพราง แต่ ณ เวลานั้นฉินหยางไม่รู้ตัวเลยว่าได้เผลอเดินเข้าไปในถิ่นที่อยู่อาศัยของกิ้งก่ายักษ์ตัวหนึ่งที่มีขนาดตัวราว ๆ 2-3 จั้ง กำลังเปลี่ยนสีอำพรางตัวกลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่จนเกือบจะไม่สามารถแยกแยะออกได้ กิ้งก่าตัวดังกล่าวเมื่อเห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตเข้ามาใกล้อาณาเขตของมันก็ไม่รอให้ฉินหยางมีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ มันอ้าปากกว้างพร้อมกระโจนเข้าใส่ตัวฉินหยางหวังจะกลืนกินเข้าไปทั้งเป็นในทันที
ฉินหยางที่กำลังมองซ้ายมองขวาด้วยความระมัดระวังแต่กลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของกิ้งก่าตัวดังกล่าวเเม้จะปลอยจิตสัมผัสออกมาระวังภัยแล้วก็ตาม ในขณะที่ฉินหยางกำลังจะถูกปากอันใหญ่ยักษ์ของกิ้งก่าเขมือบเข้าไปจู่ ๆ สัญชาตญาณของเขาก็ร้องเตือนขึ้นถึงอันตราย ขนทั่วร่างกายของเขาลุกชี้ชันจนเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่ใกล้เข้ามา ฉินหยางตัดสินใจดีดตัวตีลังกาหลบไปข้างหลังในทันทีโดยไม่ต้องครุ่นคิด ทำให้เขารอดออกมาจากความตายเพียงปลายเส้นผม
หลังจากดีดตัวหลบออกมาได้อย่างหวุดหวิดฉินหยางพยายามควบคุมสติใช้จิตสัมผัสและสายตากวาดมองไปรอบ ๆ ตัวด้วยความระมัดระวังก่อนจะพบว่า สิ่งที่โจมตีเขาก่อนหน้านี้ คือ กิ้งก่ายักษ์สีเขียวแกมน้ำเงินหน้าตาของมันเหมือนกับกิ้งก่าทั่ว ๆ ไป อย่างไม่มีผิดเพี้ยนจะต่างกันก็แค่ขนาดตัวของกิ้งก่าที่อยู่ตรงหน้าฉินหยางในตอนนี้มีขนาดใหญ่กว่ากิ้งก่าธรรมดา ๆ อย่างเทียบไม่ติด ฉินหยางจ้องมองกิ้งก่ายักษ์ตรงหน้าอย่างไม่วางตาก่อนจะส่งกระแสเสียงเอ่ยถามกับเสวี่ยอวี๋ว่า
"เสวี่ยอวี๋เจ้านี่มันเป็นตัวอะไรกัน เหตุใดจิตสัมผัสของข้าถึงไม่สามารถรับรู้ตัวตนของมันได้"
ฉินหยางส่งกระแสเสียงกล่าวถามเสวี่ยอวี๋ที่อยู่ภายในไข่มุกจิตวิญญาณแต่สายตายังคงจับจ้องไปยังกิ้งก่ายักษ์ตรงหน้าอย่างไม่วางตาเพราะเกรงว่ามันอาจจะใช้การอำพรางหลบซ่อนตัวไปอีกครั้ง
"เจ้านี่มัน คือ กิ้งก่าอำพราง ความสามารถของมันก็คือมันสามารถเปลี่ยนสีและอำพรางตัวไปตามสภาพเเวดล้อมที่มันอยู่ นอกจากนั้นเจ้าตัวนี้มันยังสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายของตัวมันเองให้มีบรรยากาศแบบเดียวกับธรรมชาติได้ เพราะฉะนั้นการที่เจ้าจะใช้จิตสัมผัสตรวจจับมันไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด"
แม้ในสถานการณ์เช่นนี้เสวี่ยอวี๋ก็ยังคงกล่าวอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ อย่างใจเย็นราวกับไม่ได้ทุกร้อนกับเรื่องราวตรงหน้าก่อนจะพูดต่อว่า
"แต่ความจริงแล้ว การจะตรวจหาตัวของมันนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด สิ่งที่เจ้าต้องทำก็เพียงรวบรวมพลังปราณไว้ที่ดวงตาและเพ่งมองดี ๆ เจ้าก็จะสังเกตเห็นได้เอง"
เสวี่ยอวี๋กล่าวแนะนำกับฉินหยางแต่ในระหว่างนั้นร่างของกิ้งก่ายักษ์และกลิ่นอายของมันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาฉินหยางอีกครั้ง
"แย่ละสิ!! มันหายไปไหนอีกแล้ว"
ฉินหยางสบถขึ้นก่อนจะตั้งสติกระโดดดีดตัวขึ้นไปบนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ต้นหนึ่งก่อนจะทำตามที่เสวี่ยอวี๋กล่าวแนะนำ คือ การรวบรวมพลังปราณไว้ที่ดวงตา ฉินหยางเริ่มโคจรพลังปราณอย่างรวดเร็วก่อนจะไหลเวียนพลังปราณให้ไปรวมอยู่ที่ดวงตาในทันที
หลังจากที่ฉินหยางรวบรวมพลังปราณไว้ที่ดวงตาไม่นานหลังจากนั้นภาพการมองเห็นของฉินหยางก็เปลี่ยนไป ดวงตาของเขาในตอนนี้ดูราวกับมีแสงบาง ๆ ห่อหุ้มอยู่ ฉินหยางกวาดสายตามองหาไปทั่วบริเวณไม่นานเขาก็พบตัวกิ้งก่ายักษ์ที่หายตัวไปก่อนหน้านี้กำลังอำพรางตัวในลักษณะโปร่งใสกำลังซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ห่างออกไปจากฉินหยางไม่ไกล มันหลบซ่อนตัวอยู่ไม่นานก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนไหวตัวอย่างช้า ๆ และเดินเข้าไปหาฉินหยางอย่างเงียบ ๆ
กิ้งก่ายักษ์ยังคงคิดว่าฉินหยางไม่สามารถมองเห็นมันที่กำลังอำพรางตัวได้ หลังจากที่มันเดินเข้ามาใกล้ฉินหยางในระยะ 3 จั้ง ทันใดนั้นมันก็อ้าปากตวัดลิ้นออกมาด้วยความรวดเร็วหวังจะพันธนาการฉินหยางเอาไว้
ฟึ๊บ!!!
แต่ฉินหยางที่เห็นการกระทำทุกอย่างของกิ้งก่ายักษ์อยู่ก่อนแล้วก็ไม่ได้ตื่นตระหนกเขากระโดดหลบการโจมตีของกิ้งก่ายักษ์ได้อย่างง่ายดายโดยการกระโดดข้ามไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่ง
กิ้งก่ายักษ์ที่เห็นว่าการลอบโจมตีของตนพลาดเป้าไปก็รู้สึกประหลาดใจ มันจึงตัดสินใจตวัดลิ้นใส่ฉินหยางด้วยความเร็วอีกครั้งแต่ก็พลาดเป้าเช่นเดิมฉินหยางเคลื่อนที่หลบโดยการกระโดดไปยังต้นไม้ต่าง ๆ จนเวลาผ่านไปอีกครึ่งก้านธูปการลอบโจมตีของมันก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
กิ้งก่ายักษ์อ้าปากตวัดลิ้นไปใส่ฉินหยางอย่างต่อเนื่องด้วยความไม่สบอารมณ์
ฟึ๊บ!! ฟึ๊บ!! ฟึ๊บ!!
กิ้งก่ายักษ์ตวัดลิ้นติดต่อกันอีก 3 ครั้ง แต่ก็ยังคงไม่สามารถโจมตีโดนฉินหยางได้ กิ้งก่ายักษ์เห็นดังนั้นก็กรีดร้องขึ้นด้วยความโมโหก่อนจะเลิกหลบซ่อนตัวแล้วอ้าปากกระโจนเข้าหาฉินหยางด้วยความฉุนเฉียวในทันที
ฉินหยางที่เห็นว่ากิ้งก่ายักษ์เลิกซ่อนตัวก็ยกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหากิ้งก่ายักษ์เช่นเดียวกัน
ทั้งสองเคลื่อนที่เข้าหากันด้วยความรวดเร็วจนเกิดเป็นภาพติดตา กิ้งก่ายักษ์ใช้ลิ้นตวัดใส่ฉินหยางอีกครั้งหวังจะขัดขวางการเคลื่อนไหวของฉินหยางแต่ว่า...
ฟุ๊บ!! ฟุ๊บ!! ฟุ๊บ!!
ฉินหยางเคลื่อนตัวหลบการโจมตีดังกล่าวไปมาอย่างรวดเร็วก่อนจะสบโอกาสดีดตัวลอยขึ้นกลางอากาศพร้อมโคจรพลังปราณไปที่ฝ่าเท้าและหมุนตัวลงมาเตะเข้าที่ศีรษะของกิ้งก่ายักษ์อย่างจัง
ตู้ม!!!!
เสียงเท้าที่รวบรวมพลังปราณของฉินหยางกระทบเข้าที่ศีรษะของกิ้งก่ายักษ์ จนเกิดเสียงดังราวกับระเบิด กิ้งก่ายักษ์ที่ถูกฝ่าเท้าแตะเข้าที่กลางศีรษะอย่างจังก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนจะล้มตัวลงและแน่นิ่งไป..
ฟู้ววว!! "จัดการได้แล้วสินะ"
ฉินหยางเป่าลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงเหนื่อยหอบเล็กน้อย เสวี่ยอวี๋ที่มองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณเมื่อเห็นฉินหยางสามารถจัดการกิ้งก่ายักษ์ลงได้แล้วก็ยันตัวลุกขึ้นก่อนร่างกายจะเรืองแสงสว่างวาบ และมาปรากฏตัวขึ้นข้างกายฉินหยางอีกครั้ง
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาแต่มีร่างกายโปร่งใสซึ่งก็คือเสวี่อวี๋เขาปรายตามองไปทางกิ้งก่ายักษ์ก่อนจะหันหน้ามาพูดกับฉินหยางว่า
"ทำได้ไม่เลวเลยหนิเด็กน้อย..แต่ว่าอย่าพึ่งชะล่าใจไป เจ้ากิ้งก่าตัวนี้เป็นเพียงแค่สัตว์วิเศษระดับ 1 เท่านั้นจะวางใจตอนนี้ยังเร็วไป"
เสวี่ยอวี๋กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชมเล็ก ๆ ฉินหยางที่เเต่เดิมผ่อนลมหายใจแต่หลังจากได้ยินว่ากิ้งก่าตัวนี้เป็นเพียงสัตว์วิเศษระดับ 1 ก็คิ้วขมวดขึ้นมาทันทีก่อนจะกล่าวถามเสวี่ยอวี๋ว่า
"เสวี่ยอวี๋สิ่งที่เจ้าพูดหมายความว่า..มีสัตว์วิเศษที่ระดับสูงกว่าเจ้ากิ้งก่าตัวนี้อยู่อย่างนั้นรึ"
"ถูกต้องสัตว์วิเศษเองก็มีการแบ่งระดับเช่นเดียวกับมนุษย์ที่เป็นผู้วิเศษ อย่างเจ้ากิ้งก่ายักษ์ตัวนี้ มันมีชื่อว่า กิ้งก่าอำพราง เป็นสัตว์วิเศษระดับหนึ่งที่พลังเทียบเท่าระดับดูดซับลมปราณของผู้วิเศษแต่ดูจากการต่อสู้เมื่อสักครู่แล้วเจ้าตัวนี้น่าจะเป็นสัตว์วิเศษระดับ 1 ขั้น ปลาย ที่อาจจะใกล้ทะลวงระดับขั้นต่อไปแล้ว โดยระดับของสัตว์วิเศษจะแบ่งได้ตั้งแต่1-7 ระดับ ซึ่งระดับ1 เทียบเท่าระดับดูดซับลมปราณ
ระดับ 2 เทียบเท่าระดับหลอมรวมลมปราณ
ระดับ 3 เทียบเท่าระดับผู้ใช้ปราณแท้จริง
ระดับ 4 เทียบเท่าระดับเหนือมนุษย์
ระดับ 5 เทียบเท่าระดับราชันย์มนุษย์
ระดับ 6 เทียบเท่าระดับจักรพรรดิมนุษย์
และระดับ 7 เทียบเท่าระดับบรรพชนมนุษย์
แต่ละระดับจะมีระดับแยกย่อยของแต่ละระดับ คือ ระดับต้น ระดับกลาง ระดับปลาย และระดับสุดปลาย ส่วนสัตว์วิเศษที่มีความแข็งแกร่งเหนือไปกว่านี้เราจะเรียกว่าสัตว์เหล่านี้ว่า สัตว์สวรรค์
ซึ่งจะอาศัยอยู่ในแดนที่สูงขึ้นไปกว่านี้"
เสวี่ยอวี๋กล่าวอธิบายให้ฉินหยางฟังอย่างละเอียด
"เป็นเช่นนั้นเองรึ..แต่ว่าความสามารถของเจ้ากิ้งก่าตัวนี้ก็ประหลาดยิ่งถึงขนาดสามารถซ่อนตัวจากจิตสัมผัสได้"
ฉินหยางกล่าวพรางมองไปยังร่างของกิ้งก่ายักษ์ที่นอนแน่นิ่งอยู่ หากเขาไม่ได้รับคำชี้แนะจากเสวี่ยอวี๋ก่อนหน้านี้เขาอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่านี้ก็เป็นได้
"นั่นเป็นความสามารถเฉพาะตัวของสัตว์วิเศษที่วิวัฒนาการมา กิ้งก่าตัวนี้เดิมทีอาจจะเป็นสัตว์ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติได้แต่เมื่อวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นสัตว์วิเศษความสามารถพิเศษดังกล่าวก็เกิดการวิวัฒนาการตามมาอย่างที่เจ้าเห็น"
เสวี่ยอวี๋กล่าวอธิบายเสริม
"เป็นเช่นนั้นเองรึ.."
ฉินหยางฟังคำอธิบายของเสวี่ยอวี๋และทำหน้าตาเป็นว่าเข้าใจก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกล้อว่า
"เสวี่ยเจ้านี่ช่างรอบรู้เสียจริง ไม่ว่าข้าจะถามสิ่งใดเจ้าก็ตอบข้าได้เสียทุกอย่าง"
เสวี่ยอวี๋ที่ได้ยินก็แสยะยิ้มก่อนตอบกลับว่า
"หึหึ...เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ข้าเป็นถึงจอมมารที่มีชีวิตมาก่อนหน้านี้กว่า 1,200 ปี เชียวนะ เรื่องแค่นี้ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร "
เสวี่ยอวี๋พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
ฉินหยางได้ยินก็กรอกตามองบนก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่อยากชื่อถือว่า
"เหอะ เจ้าจะเลิกหลอกข้าได้หรือยัง? อย่างเจ้างั้นรึเป็นจอมมาร เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็ก 3 ขวบหรืออย่างไร"
เสวี่ยอวี๋ได้ยินคำตอบของฉินหยางก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักก่อนจะพูดขึ้นว่า
"เอาล่ะ เจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า แต่ก่อนอื่นเจ้าเก็บซากของกิ้งก่ายักษ์ไว้ซะมันจะมีประโยชน์กับเจ้าในภายหลัง
หลังจากนี้เจ้าต้องหาที่พักอาศัยในป่ามรณะแห่งนี้เสียก่อน หลังจากพรุ่งนี้เจ้าจะต้องออกล่าสัตว์ วิเศษแถวนี้เพื่อฝึกฝนประสบการณ์การต่อสู้ หลังจากนี้หากเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากพอ เราจะออกเดินทางไปยังเมืองเหยียนจิ้งเป็นเป้าหมายถัดไป"
เสวี่ยอวี๋กล่าวอธิบายถึงขั้นตอนเเละสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำต่อจากนี้ให้แก่ฉินหยางฟัง
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 29
Comments
ฟิวแห่งแสงจันทรายามค่ำคืน☆
อัพ
2023-08-15
1