หลังจากที่ฉินหยางพูดคุยกับมารดาไปเมื่อยามจื่อที่ผ่านมา ได้บทสรุปว่ารุ่งเช้าของพรุ่งนี้เขาต้องออกเดินทางเพื่อหาประสบการณ์และพัฒนาตัวเองจนกว่าจะแข็งแกร่งพอจนสามารถช่วยเหลือบิดามารดาออกมาจากสถานที่คุมขังและคืนความยุติธรรมให้กับทั้งสอง
เวลาผ่านเลยไปจนถึงช่วงยามดึกฉินหยางนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาจากตัวบ้านไม่ไกลภายใต้แสงจันทร์จาง ๆ ยามค่ำคืนที่แสนเงียบสงบ ในมือของเขาถือม้วนกระดาษที่เป็นข้อมูลแผนที่ของเมืองต่าง ๆ อยู่ม้วนหนึ่ง เขานั่งครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะส่งกระแสเสียงหาเสวี่ยอวี๋
"เสวี่ยอวี๋ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
ฉินหยางเอ่ยถามขึ้น
"ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง"
เสวี่ยอวี๋ตอบกลับน้ำเสียงของเขาฟังดูอ่อนแรงเล็กน้อย
"เช่นนั้นก็ดีแล้วข้าจะได้สบายใจ ว่าแต่เหตุการณ์ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นเหตุใดจู่ ๆ ถึงได้มีสายฟ้าแปลก ๆ โจมตีไปที่เจ้า"
ฉินหยางเอ่ยถามเขายังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้น
"นั่นเพราะข้าใช้เคล็ดวิชาลับต้องห้ามและสิ่งที่โจมตีข้าในตอนนั้นก็คือทัณฑ์สวรรค์ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการใช้วิชา"
เสวี่ยอวี๋เอ่ยอธิบาย
"เคล็ดวิชาลับต้องห้าม? ทัณฑ์สวรรค์?"
ฉินหยางถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ
"ถูกต้อง เคล็ดวิชาลับต้องห้าม คือวิชาที่มีผลข้างเคียงในการใช้ ซื้อบางกรณีหากฝืนใช้ก็อาจส่งผลถึงแก่ชีวิตของผู้ใช้วิชาได้ ตัวอย่างเช่นเคล็ดวิชาที่ข้าใช้ เป็นเคล็ดวิชาที่จะสามารถดูดกลืนปราณฟ้าดินในรัศมี 10 ลี้รอบตัวมันโดยไม่มีจะไม่หลงเหลือปราณฟ้าดินในบริเวณนั้นเเม้แต่หยดเดียว และกว่าปราณฟ้าดินบริเวณนั้นจะกลับมาดังเดิมก็อาจใช้เวลานานหลายเดือน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการฝืนกฏธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือการถูกทัณฑ์สวรรค์ลงทัณฑ์อย่างที่เจ้าเห็น"
"เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงเลือกที่จะใช้เคล็ดวิชาลับต้องห้ามเล่า เจ้าก็รู้ผลที่จะตามมาไม่ใช่รึ"
ฉินหยางกล่าวถามขึ้นอีกครั้ง
"เรื่องนั้น…เพราะว่าข้าได้สัญญากับเจ้าไปแล้วว่าจะช่วยรักษาอาการป่วยของมารดาเจ้าและหากข้าไม่ใช้วิธีนี้อาจจะใช้เวลานานหลายปีกว่าที่มารดาของเจ้าจะฟื้นคืนสติ"
"เสวี่ยอวี๋แต่เจ้าไม่จำเป็นต้อง…"
"เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อาการของข้าไม่ได้เป็นอะไรมากพักฟื้นไม่นานก็ดีขึ้น"
ฉินหยางกำลังจะกล่าวบางอย่างเเต่ก็ถูกเสวี่ยอวี๋กล่าวตัดบท
"จริงสิ พรุ่งนี้จะออกเดินทางแล้ว เจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะไปที่ใด"
จู่ ๆ เสวี่ยอวี๋ก็กล่าวถามเรื่องการเดินทางขึ้นมา
"เรื่องนั้น..ข้าเองก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ ข้าเติบโตมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางเขามาตั้งแต่เด็ก โลกภายนอกเป็นเช่นไรข้าก็ยังไม่รู้ "
ฉินหยางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคอะเขินเล็กน้อยแต่สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงว่าเขาไม่รู้เรื่องโลกภายนอกเนื่องจากสภาพเเวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่มีเพียงป่าและเขาเขายังไม่เคยออกไปผจญโลกภายนอกเลยแม้สักครั้ง
"เช่นนั้น ให้ข้าช่วยเจ้าเป็นอย่างไร"
พูดจบบริเวณหน้าอกของฉินหยางก็เรืองแสงสีขาวสว่างวาบร่างโปร่งใสของเสวี่ยอวี๋ ปรากฏตัวขึ้นลอยอยู่กลางอากาศด้านหน้าฉินหยาง
"ไหน…เอาแผนที่มาให้ข้าดูสิ"
เสวี่ยอวี๋ที่ปรากฏตัวออกมาไม่รอให้ฉินหยางตอบรับเขาก็สะบัดนิ้วชี้เบา ๆ ม้วนกระดาษในมือฉินหยางจู่ ๆ ก็หลุดลอยออกจากมือของฉินหยางไปอยู่ตรงหน้าของเขา
เสวี่ยอวี๋กวาดตามองแผนที่ครั้งหนึ่งก่อนจะชี้นิ้วไปยังจุด ๆ หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า
"ที่นี่เป็นอย่างไร"
ฉินหยางมองไปตามตำเเหน่งที่เสวี่ยอวี๋ชี้ โดยในแผนที่เขียนข้อความสั้น ๆ ไว้ว่า "ป่ามรณะ"
"ป่ามรณะ? เหตุใดต้องเป็นที่นี่กัน"
ฉินหยางเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
"นั้นก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์วิเศษ ซึ่งความจริงแล้วสัตว์พวกนี้ไม่ได้มีลักษณะแตกต่างไปจากสัตว์ทั่ว ๆ ไปมากนัก แต่การที่มันถูกเรียกว่าสัตว์นั่นก็เพราะพวกมันต่างก็เป็นสัตว์ที่สามารถใช้พลังปราณในการฝึกฝนและยกระดับพลังได้เช่นเดียวกับมนุษย์ที่เป็นผู้วิเศษ
ข้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกฝนก่อนที่เจ้าจะเข้าสู้โลกของผู้วิเศษได้เป็นอย่างดี"
แล้วอีกอย่างที่ข้าแนะนำ ป่ามรณะเป็นที่แรกนั่นก็เพราะสิ่งนี้"
เสวี่ยอวี๋พูดพร้อมชี้นิ้วไปยังอีกตำแหน่งที่อยู่ไม่ไกลจากป่ามรณะซึ่งก็คือ "เมืองเหยียนจิ้ง"
"เมืองเหยียนจิ้งดูจากแผนที่แล้วคงจะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ซึ่งหากเจ้าต้องการจะมีชีวิตรอดในโลกของผู้วิเศษ "ข้อมูล"ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าไม่สามารถขาดได้ และเมืองเหยียนจิ้งเป็นที่ถือว่าค่อนข้างใหญ่โตดังนั้นหากเจ้าต้องการรับรู้ข่าวสารก็ไม่มีที่ไหนจะดีกว่าที่นี้แล้ว"
เสวี่ยอวี๋กล่าวอธิบาย
ฉินหยางกอดอกเอามือลูบคางพรางครุ่นคิดถึงสิ่งที่เสวี่ยอวี๋กล่าว
"ฝึกฝน? ข้อมูล?"
เสียงฉินหยางพึมพำสองคำนี้ออกมาเสียงเบาก่อนจะพูดขึ้นว่า
"ข้าเข้าใจแล้วเช่นนั้น พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางโดยมีจุดหมายคือป่ามรณะ"
"จริงสิ เสวี่ยอวี๋เเล้วเรื่องตามหาดวงจิตของเจ้าที่เหลือเล่า"
ฉินหยางกล่าวถามขึ้นเนื่องจากเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเสวี่ยอวี๋เรื่องนี้ได้อย่างไร
"เรื่องนั้นเจ้ายังไม่ต้องกังวล รอให้เจ้าแข็งแกร่งมากกว่านี้ค่อยเริ่มพูดคุยเรื่องนี้ เพราะหากเจ้าไปด้วยพลังเพียงเท่านี้มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอเจ้าอยู่"
"เอาละ...เจ้าจงไปพักผ่อนซะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล ต่อให้เจ้าจะเป็นผู้วิเศษแต่ร่างกายของเจ้ายังไม่ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นมนุษย์ดังนั้นเจ้าอาจจะอ่อนล้าได้"
หลังจากที่เสวี่ยอวี๋พูดจบร่างกายก็เรืองแสงสีขาวจาง ๆ ก่อนหายลับไป
เช้าวันถัดมา...
ฉินหยางในตอนนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อไปยังป่ามรณะ เขาสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ สวมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำ เส้นผมสีดำขลับถูกมัดรวบไปข้างหลังดูสะอาดตา
หลังจากที่เขาเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะไปอำลาแม่ของตนเพื่ออกเดินทางอยู่นั้นจู่ ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!!
เสียงระเบิดอีกระลอกดังใกล้เข้ามายังบริเวณบ้านที่ฉินหยางอาศัยอยู่เรื่อย ๆ ฉินหยางรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น หลังจากที่เขาก้าวพ้นจากตัวบ้านระเบิดอีกระลอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง ฉินหยางเงยหน้ามองตามที่มาของเสียงระเบิด พบว่าเป็นร่างสองร่างกำลังต่อสู้กันอยู่กลางอากาศอย่างดุเดือด
ร่างแรกเป็นผู้หญิงผมยาวสีดำสวมเสื้อสีขาวและสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน อายุราว ๆ 28-30 ปี ซึ่งนางก็คือมารดาของฉินหยาง ส่วนคนที่นางกำลังต่อสู้ด้วยสวมชุดคลุมยาวสีดำปกปิดใบหน้าไม่สามารถมองออกได้ว่ามีลักษณะหน้าตาอย่างไร
ทั้งสองต่อสู้พัวพันกันไปมาอย่างดุเดือดและยังไม่สามารถรู้ผลได้ว่าใครเหนือกว่าใคร
ทางด้านของฉินหยางที่วิ่งออกมาจากในบ้านและพบว่าเสียงระเบิดดังกล่าวเกิดจากการต่อสู้ และคนที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นคือมารดาของตนก็เกิดความกังวล ฉินหยางกำลังจำจะตัดสินใจวิ่งไปทางที่เกิดการต่อสู้แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดของเสวี่ยอวี๋ดังขึ้น
"เด็กน้อย อย่าแม้แต่จะคิดตรงนั้นไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะเข้าไปใกล้ได้"
เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณส่งกระแสเสียงเตือนฉินหยาง
"แต่ว่าแม่ของข้า..."
"เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนางเป็นถึงบรรพชนมนุษย์เจ้าคิดว่านางจะอ่อนแอถึงขั้นต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าเลยงั้นรึ"
ในระหว่างที่เสวี่ยอวี๋กล่าวก็เกิดคลื่นกระแทกสาดซัดทั่วทั้ง 4 ทิศ 8 ด้าน
ปังง!! อัก!!
ฉินหยางที่ยืนอยู่โดยไม่ทันระวังตัวถูกคลื่นพลังที่เกิดจากการปะทะกันของทั้งสองชัดกระเด็นไปชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่อย่างจังเขาทรุดเข่าลงกับพื้น มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย
หยางเอ๋อร์ !! เด็กน้อย!!
มารดาของฉินหยางเเละเสวี่ยอวี๋ร้องตะโกนขึ้นพร้อมกัน
"เด็กน้อย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่"
แค็ก!!! แค็ก!!!
"ข้าไม่เป็นไร"
ฉินหยางพูดพร้อมพยายามยันตัวลุกขึ้น
ทางด้านมารดาของฉินหยางเมื่อเห็นว่าบุตรของตนได้รับบาดเจ็บก็เป็นกังวล ทำให้เสียสมาธิในการต่อสู้จนถูกคนสวมชุดคลุมดำซัดฝ่ามือใส่จนถอยหลังไปไกลราว 10 จั้ง
"แย่แล้วหยางเอ๋อร์จงรีบหนีไปจากที่นี่ซะ เร็วเข้า"
มารดาของฉินหยางที่เห็นว่าท่าไม่ค่อยดีจึงส่งกระแสเสียงเพื่อบอกให้ฉินหยางรีบหนีออกไปจากที่แห่งนี้
ชายชุดคลุมดำที่เห็นว่าจู่ ๆ นางเสียสมาธิอีกครั้งก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขารีบซัดฝ่ามือใส่มารดาของฉินหยางอีกครั้ง
[มือเทพมารทมิฬ]
ชายชุดคลุมดำตะโกนก้องออกมา จู่ ๆ ภายในอากาศว่างเปล่าตรงหน้าก็ปรากฏฝ่ามือยักษ์ขนาด 40 จั้ง ออกมา ฝ่ามือยักษ์มีสีดำสนิทรูปร่างแห้งเหี่ยวราวกับกระดูก เล็บสีเลือดงอกยาวออหมาดูแหลมคมยิ่ง บรรยากาศรอบ ๆ ฝ่ามือยักษ์มีไอหมอกหมุนวนไปมาโดยรอบ
มารดาของฉินหยางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงฉีกมิติตรงหน้าก่อนพุ่งเข้าไปในรอยแยกมิติที่นางสร้างขึ้นนางปรากฏตัวอีกครั้งหากจากจุดก่อนหน้า 50 จั้ง เมื่อนางหันไปดูบริเวณที่นางเคยอยู่จู่ ๆ ก็มีฝ่ามือยักษ์พุ่งตัวลงมากระแทกกับผืนดินจนเกิดเสียงดังสนั่นหวันไหว
ฉินหยางถูกคลื่นกระแทกซัดพลิวอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้เขาเตรียมการตั้งรับไว้แล้วจึงสามารถรอดจากการบาดเจ็บได้เฉียดฉิว
"หยางเอ๋อร์ รีบไปจากที่นี่ซะ"
มารดาของฉินหยางส่งกระแสเสียงบอกให้ฉินหยางหนีไปอีกครั้ง
"ท่านแม่..แต่ว่า.."
ฉินหยางดูมีท่าทีไม่อยากที่จะจากไป
"ไม่มีแต่เจ้าจงไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ถือว่าแม่ขอร้อง "หยางเอ๋อร์เจ้าลืมไปแล้วว่านี่ไม่ใช่ร่างจริงของแม่ต่อให้ร่างนี้จะเป็นอะไรไปก็จะยังไม่เกิดอะไรกับร่างหลักแม่ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าในตอนนี้แม่จะไม่ยอมให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต
แม่รู้ว่าเจ้ารู้สึกอย่างไรในตอนนี้ จงเก็บความรู้สึกนี้ไว้แล้ววิ่งหนีไปให้ไกล วันใดวันหนึ่งหากเจ้าแข็งแกร่งขึ้นและมีพลังมากพอ หากถึงเวลานั้นจงทำในสิ่งที่ลูกอยากทำแม่และบิดาของเจ้าจะสนับสนุนเจ้าและรอคอยการมาของเจ้าที่โลกเบื้องบน
รีบไปซะ!!
มารดาของฉินหยางหันหน้าไปทางชายชุดคลุมดำก่อนวาดมือเป็นสัญลักษณ์บางอย่างและตะโกนว่า
[เทพีสวรรค์พิพากษา]
ทันใดนั้นด้านหลังของนางก็ปรากฏร่างอวตารของเทพีสวรรค์ ลักษณะเป็นหญิงผมลอนยาวสีบรอนซ์ สูงราว 100 จั้ง มี 6 ปีก ในมือถือกระบี่และสวมมงกุฏแสงดูยิ่งใหญ่ยิ่ง
ชายชุดคลุมดำเองก็ทำแบบเดียวกันเขาทำสัญลักษณ์นิ้วชี้กับนิ้วโป้งแตะกันก่อนจะประทับฝ่ามือไว้กลางอกพร้อมตะโกนก้องขึ้นว่า
[เทพมารทมิฬจุติ]
ทันใดนั้นเบื้องหลังของชายชุดคลุมดำก็ปรากฏเป็นร่างอวตารของมารที่มีรูปร่างเป็นยักษ์ มี 2 หัว 4 แขน โดยแขนแต่ละข้างถืออาวุธที่แตกต่างกันออกไปคือ กระบอง ค้อน กระบี่ และ ดาบ มีขนาดไม่ต่างจากเทพีสวรรค์มากนัก
ทั้งสองตั้งท่าเตรียมปลดปล่อยพลังห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ในขณะเดียวกันในด้านของฉินหยางในตอนนี้เขายืนมองสถานการณ์ตรงหน้า
"เด็กน้อยทำตามที่มารดาของเจ้าพูด รีบออกไปจากที่นี่ซะ เจ้าอยู่ที่ไปก็ยิ่งแต่จะเป็นตัวถ่วงให้นาง เจ้าอย่าลืมเป้าหมายของเจ้า"
ฉินหยางที่ได้ยินคำพูดของเสวี่ยอวี๋ก็นิ่งเงียบไปเขาได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองการต่อสู้ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจในความอ่อนแอและไร้พลังของตนเอง
"ข้าต้องเเข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนไม่มีใครจะสามารถมาทำให้คนที่ข้ารักต้องเจ็บปวดได้"
ฉินหยางกัดฟันพร้อมสาบานกับตัวเองในใจหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ตัดสินใจได้ จึงส่งกระแสเสียงไปหามารดาของตนว่า
"ท่านแม่"
"หยางเอ๋อร์รีบไป เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้"
"ท่านแม่ เช่นนั้นรักษาตัวด้วย ข้าจะต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนสามารถไปช่วยท่านทั้งสองได้ แข็งแกร่งจนไม่มีใครจะสามารถมาทำให้ครอบครัวของเราเจ็บปวดได้อีก ข้าต้องทำได้อย่างแน่นอน"
ฉินหยางพูดด้วยสิ่งที่สาบานไว้ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
มารดาของเขาได้ยินก็ยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"แม่เชื่อว่าลูกต้องทำได้อย่างแน่นอน แม่จะรอการมาของเจ้าอยู่ที่แดนเบื้องบน"
ฉินหยางน้ำตาคลอเบ้าตา เขากัดฟันยืนมองไปยังมารดาของตน ถึงแม้เค้าจะรู้ว่านี่เป็นเพียงร่างแยกของมารดาตน แต่ก็เป็นคนที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เล็กจนถึงทุกวันนี้ เขารู้สึกเจ็บปวดและคับแค้นใจที่ไม่มีพลังที่จะช่วยอะไรได้ในสถานการณ์นี้
"เราไปกันเถอะ"
ฉินหยางที่ยืนนิ่งอยู่ส่งกระแสเสียงบอกเสวี่ยอวี๋ หลังจากนั้นเข้าก็หันหลังวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว ชายชุดคลุมดำที่เห็นว่าฉินหยางกำลังจะหนีไปก็พยายามจะไล่ตามแต่ก็ถูกมารดาของฉินหยางขัดขวางไว้
"เจ้าคิดจะไปไหนกัน คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า"
ไม่รอให้ชายชุดคลุมดำตอบกลับนางก็ตะโกนขึ้นทันทีว่า
[กงล้อแห่งการพิพากษา]
ทันใดนั้นด้านหลังของเทพีสวรรค์ก็มีกระบี่ 24 เล่มหมุนวนเป็นกงล้อก่อนจะวาดมือทำให้กระบี่ทั้งหมดพุ่งไปหาชายชุดคลุมดำด้วยความเร็วดุจแสงวาบ
ชายชุดคลุมดำหลังจากถูกขัดขวางก็ไม่สบอารมณ์ยิ่งเขาเองก็ปลดปล่อยท่าโจมตีออกมาสวนกลับ
[กระสุนทมิฬ]
ร่างจุติเทพมารทมิฬอ้าปากยิงกระสุนเพลิงมารออกมาสกัดกั้นกระบี่แสงที่พุ่งเข้ามาจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!!
ฉินหยางที่วิ่งออกไปไกลยังคงได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่อง เขากัดฟันวิ่งตรงต่อไปโดยไม่ได้หันหลังกลับไปมอง
ชายชุดคลุมดำที่เห็นว่าฉินหยางกำลังจะคลาดสายตาไปก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก เขาคิดจะใช้ท่าไม้ตายเพื่อกำจัดมารดาของฉินหยางที่คอยขัดขวางการตามล่าตัวฉินหยางให้เร็วที่สุด
เเต่ดูเหมือนว่ามารดาของฉินหยางจะเดาความคิดของชายชุดคลุมดำออกอยู่ก่อนแล้ว นางเผยรอยยิ้มออกมาจาง ๆ ก่อนจะวาดแขนไปด้านหน้าแหวกมิติไปปรากฏตัวตรงหน้าของชายชุดคลุมดำอย่างกระทันหันและพูดขึ้นว่า
"มาตายไปด้วยกันเถอะ"
หลังจากพูดจบฉับพลันนั้นร่างกายของนางก็เรืองแสงสีทองสว่างวาบออกมาสาดส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งผืนฟ้า ก่อนจะโคจรพลังปราณบีบอัดไว้ที่จุดตันเถียรจุดเดียวและชั่วพริบตาหลังจากนั้น
ตู้มมมมมมม!!!!
นางตัดสินใจระเบิดตัวเองเพื่อเเลกกับการให้ฉินหยางได้มีเวลาหลบหนี
เกิดระเบิดจากการระเปิดตัวเองของมารดาฉินหยางดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งผืนฟ้า แผ่นดินสะท้านภูเขาสะเทือนบ้านเรือนที่อยู่บริเวณนั้นถูกเเรงระเบิดกวาดล้างจนเหลือเพียงซากปลักหักพัง แรงระเบิดจากพลังปราณของผู้อยู่ในระดับบรรพชนมนุษย์ยังคงปลดปล่อยคลื่นกระเเทกทุกสิ่งที่กีดขวางออกไปไกลหลายลี้
ฉินหยางที่กำลังมุ่งหน้าวิ่งตรงเพื่อหลบหนีได้หยุดฝีเท้าลงกระทันหัน เขามองไปยังเหตุการณ์ระเบิดตรงหน้าพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นนานสองนานก็จะคืนสติและสาบานกับตัวเองไว้ในใจอีกครั้งว่า
"ข้ามันอ่อนแอ ในตอนนี้ข้ามันอ่อนแอยิ่งนัก ไร้พลัง ไร้ความสามารถที่จะช่วยหรือปกป้องใครได้เพราะฉะนั้นต้องจะต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งให้มากกว่านี้ ข้าจะแข็งแกร่งและยืนอยู่บนจุดสูงสุดเพียงหนึ่ง จะไม่มีใครมาทำให้คนที่ข้ารักต้องเจ็บปวดได้อีกต่อไป"
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 29
Comments