"เฮ้...คุณหมอ! สารวัตร! รอผมด้วย!" เสียงร้องเรียกดังขึ้นจากทางด้านหลัง แต่หมอทินกลับรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัวและหัวใจเกินกว่าจะมีอารมณ์หันไปให้ความสนใจ เขาเดินตามศาตรจารย์ชบาแก้วออกมาจากห้องทำงานสุดล้ำของศาสตราจารย์คงเดชเพื่อจะไปยังศูนย์พยาบาลที่ภรรยาสาวของเขากำลังเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อกระสืออยู่ และตอนนี้เขาก็กลับเข้ามาอยู่ในโหมดดราม่ากับเรื่องลูกเมียอีกครั้งแล้ว เขาไม่ได้หันไปหาเจ้าของเสียงเรียกนั้น เอาจริงๆ ก็คือเขาไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงนั่นกำลังเรียกใครอยู่ด้วยซ้ำ
"นั่นใครเรียกล่ะน่ะ แปลกจุง...รู้จักพวกคุณซะด้วย" ด็อกเตอร์รำมะนาถามอย่างแปลกใจ "อะไรกันด็อกฯ มันแปลกยังไงเหรอ ถ้าจะมีใครรู้จักเราสองคนน่ะ ออกจะเป็นดูโอคู่ฮอตสุดยอดป๊อปปูล่ามหาชนออกปานนี้เลยนะ...หิอม์" สารวัตรสิทธาพูดพลางทำหน้ากวนประสาท แล้วเขาก็ต้องพบกับฝามืออรหันต์ของสกุณาเข้าเต็มแผ่นหลังดังป้าบใหญ่จนหลังแอ่น "แหวะ!...เมื่อกี้ยังโหมดแอ็คชั่นจะบวกอย่างเดียวอยู่เลย ฉันเปลี่ยนอารมณ์ตามไม่ทันแล้วนะคุณนี่" หญิงสาวแหว๋ใส่แบบไม่จริงจังอะไร "โอ๊ย! ผมเจ็บนะ ชอบใช้กำลังแบบนี้เป็นซาดิสม์รึเปล่าเนี่ยคุณ" ชายหนุ่มโอดครวญแต่ก็ยังยื่นหน้าไปยั่วสกุณา "แต่ถ้าคุณเป็นซาดิสม์จริงๆ ล่ะก็ ผมยอมเป็นมาโซคิสม์ให้ก็ได้นะจ๊ะยาหยี" เขาทำหน้าทะเล้นเข้าใส่เธอ สกุณาจ้องหน้าเขาก่อนจะกัดฟันพูดอย่างหมั่นเขี้ยว "อยากจะเป็นมาโซคิสม์เหรอ...ได้เลย จัดไป!" ว่าแล้วเธอก็ประเคนอรหันต์พันมือเข้าใส่นายตำรวจหนุ่มแบบไม่ยั้ง สารวัตรสิทธาหัวเราะร่าพร้อมถอยหนีและปัดป้องเป็นพัลวัล "โอ๊ยยยย! ช่างเป็นกลิ่นความรักที่เหม็นซะจริงจริ๊งงงง!" ด็อกเตอร์รำมะนากระแหนะกระแหนออกมาเสียงดัง
ทว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวนั้นไม่ได้ดึงดูดความสนใจของหมอทินให้ห่างออกมาจากความทุกข์ระทมจมจ่อมได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาที เขายังคงวนเวียนคิดอยู่กับเรื่องที่ได้รับรู้มาจากศาตราจารย์คงเดช เขายังไม่อาจทำใจยอมรับกับความจริงที่ว่าไอริณกลายเป็นกระสือไปแล้วได้เลย แต่ก็ยังมีเรื่องลูกน้อยที่ยังไม่ลืมตาดูโลกของเขามีสิทธิ์ติดเชื้อกระสือพ่วงไปด้วยตามมาซ้ำเติมเสียอีก ความทุกข์ใจในครั้งนี้มันหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าคราใดที่เคยพานพบมา "หมอ! เป็นอะไรไปล่ะเนี่ย?" เสียงนั้นดังขึ้นอีก แต่คราวนี้มากับอยู่ใกล้หูมากๆ พร้อมกับความรู้สึกว่าแขนถูกเขย่าอย่างแรง ซึ่งมันทำให้หมอทินหลุดออกมาจากห้วงความคิดของตัวเองจนได้ และพบว่าพวกเขาต่างพากันหยุดยืนตรงกลางทางเดินในอุโมงค์เชื่อมต่อไปยังส่วนอื่นได้อีกหลายทาง
เขาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วนิ่งคิดอยู่เป็นครู่ กว่าที่จะนึกขึ้นมาได้ว่าไอ้หมอนี่คือใคร "อ้าว... พจน์หรอกเหรอ" เขางึมงำถามแบบงงๆ เหมือนคนที่เพิ่งตื่น แต่คนที่งงยิ่งกว่าก็เห็นจะเป็นไอ้หนุ่มรปภที่เพิ่งจะโผล่หน้ามานี่แหละ "เป็นอะไรไปครับหมอ ไหงทำหน้าเหมือนคนใส่กางในกลับด้านอย่างนั้นล่ะ" รปภหนุ่มถาม น้ำเสียงฟังดูก็รู้ว่าห่วงใยอย่างจริงจัง "ไม่มีอะไรหรอกน่าพจน์ เขาก็แค่นอนไม่หลับก็แค่นั้นแหละ" สารวัตรสิทธาพูดพลางเข้ามาดึงรปภพจน์ออกไปจากหน้าหมอทิน "ว่าแต่นายเถอะ พี่เดชาของนายเป็นไงมั่งวะ เด็ดป่ะ" สารวัตรสิทธาพยายามพาเปลี่ยนเรื่องคุย หมอทินรู้สึกขอบคุณที่นายตำรวจหนุ่มเหลือเกินที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของไอ้หนุ่มรปภออกห่างจากเขาไป เขายังไม่พร้อมที่จะเสวนาสถาพรกับใครๆ ทั้งนั้นในตอนนี้ เขาอยากจะเจอหน้าเมียรักของเขาเต็มแก่แล้ว
"อีกไกลไหมครับศาตราจารย์" เขาอดรนทนไม่ไหวที่จะหันไปถามศาตราจารย์ชบาแก้วด้วยความร้อนรุ่มกลุ้มใจ "อีกนิดเดียวก็ถึงแล้วล่ะค่ะคุณหมอ" ศาตราจารย์ชบาแก้วตอบ น้ำเสียงของเธอยังคงนุ่มนวลเสมอต้นเสมอปลาย แล้วเธอก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง "หมอกับสารวัตรจะไปไหนกันเหรอ?" รปภหนุ่มถามอย่างอยากรู้อยากเห็นและหันมาทางหมอทินอีกแล้ว "พวกเรามีธุระต้องทำนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่นายเถอะ พี่เดชาของนายไปไหนแล้วล่ะ" สารวัตรหนุ่มก็ยังคงพยายามดึงไอ้หนุ่มรปภออกมาอย่างสุดความสามารถ "อ๋อ...พี่เขาเพิ่งได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติการน่ะสารวัตร เขาก็เลยกำลังเตรียมตัวอยู่ นี่ผมจะมาบอกว่าผมจะตามพี่เดชาไปดูงานที่เขาทำอยู่ล่ะ" พจน์ตอบโดยไม่ได้มีทีท่าว่าจะรู้สึกรู้สมอะไรกับอาการกีดกันของสารวัตรสิทธาเลยสักนิด ยังคงหันมาหาวอแวกับหมอทินไม่เลิก "อะไรนะ...นายจะไปกับเขาจริงอ่ะ ไม่กลัวเขาจะพาไปเจออย่างที่เราเพิ่งเจอมาเมื่อคืนรึไง!" น้ำเสียงของนายตำรวจหนุ่มค่อนข้างตกใจ "นั่นมันตอนกลางคืนครับสารวัตร พี่เขาบอกว่าพวกมันจะไม่ออกมากันตอนกลางวันหรอก มันกลัวแดด" ไอ้หนุ่มรปภตอบหน้าระรื่น
"เฮ้!...ไอ้น้อง! เราจะไปกันแล้วนะ รีบมาเร็วเข้า" เสียงห้าวๆ ตะโกนเรียกมาจากทางด้านหลัง คราวนี้หมอทินที่พอจะมีสติขึ้นมาบ้างแล้วจึงหันกลับไปมองเช่นเดียวกับคนอื่นๆ "ครับพี่!" ไอ้หนุ่มรปภหันไปตะโกนตอบชายหน้าเหี้ยมที่ยืนหัวเหม่งกวักมือหย็อยๆ เรียกอยู่หน้าประตูลิฟต์ที่อยู่ถัดจากห้องของศาสตราจารย์คงเดชไป "ไว้เจอกันนะสารวัตร คุณหมอ" ว่าแล้วก็ออกวิ่งเหย่าๆ จากพวกเขาไป หมอทินเห็นสารวัตรสิทธาถอนใจอย่างโล่งอก "คงจะเป็นเดทแรกที่น่าประทับใจดีพิลึกเลยเนอะ...ว่ามั้ย" สารวัตรหนุ่มหันกลับมาพูดกับหมอทิน แต่หมอทินก็ทำแค่เพียงสบตาแวบหนึ่งกับกระตุกมุมปากยิ้มฝืนๆ ส่งให้เท่านั้น "นี่ๆ ใครเดทกับใครงั้นเหรอ สารวัตร" สกุณายื่นหน้าเข้ามาแทรก และด็อกเตอร์รำมะนาก็ทำหน้าอยากจะรู้ไม่แพ้กัน ทำให้หมอทินชักจะหงุดหงิดกับการสนทนาที่ไร้สาระนี้แล้วสิ มันกำลังถ่วงให้พวกเขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างเชื่องช้าจนเกินไปแล้ว แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากเกินไปกว่าเดินทอดน่องตามศาตราจารย์ชบาแก้วไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสารวัตรสิทธาในการตอบคำถามของด็อกเตอร์รำมะนาและผู้ช่วยของเธอไป
ในที่สุดพวกเขาก็เดินมาถึงประตูแอร์ล็อกขนาดใหญ่มากที่มีป้ายบอกชื่อห้องตัวใหญ่พอๆ กับหม้อแกงวัดติดอยู่ด้านบนเหนือทางเข้า "เรามาถึงกันแล้วค่ะ" ศาตราจารย์ชบาแก้วเอ่ย ทันทีที่เท้าของเธอเหยียบลงบนแถบสีเขียวบนพื้น ประตูแอร์ล็อคก็เปิดออกเองอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใส่รหัสหรือสแกนอวัยวะให้เสียเวลา ที่หลังประตู หมอทินต้องตะลึงกับความอลังการงานสร้างที่ปรากฏแก่สายตา มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ห้องพยาบาลอย่างที่เคยเห็นทั่วไป แต่พวกเขาเอาตึกทรงกลมสูงตั้งสามชั้นที่กว้างขวางและใหญ่ขนาดน้องๆ สนามกีฬากลางมาใส่ไว้เลยต่างหากล่ะ ชั้นที่พวกเขาเพิ่งเข้ามานี้น่าจะเป็นชั้นฟลอกราวด์ ประกอบด้วยห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ศูนย์ทันตกรรมและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เรียงรายล้อมรอบล็อบบี้ที่กว้างขวางสีขาวสะอาดตาเอาไว้ตรงกลาง มีเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ตั้งอยู่ตรงกลาง แต่หมอทินกลับรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นเคาเตอร์สแน็คบาร์เสียมากกว่า เหนือเคาท์เตอร์นั้นก็มีป้ายอักษรเลเซอร์ตัวเบ้อเร่อบ้าร่าเขียนว่า 'ศูนย์พยาบาลเอสซีเอฟเอช' หรูหราหมาเห่าเว่อร์ซะไม่มี ส่วนสองชั้นที่อยู่เหนือขึ้นไปนั้น แต่ละขั้นมีประตูมากมายเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว ซึ่งมันก็คือวอร์ดที่น่าจะจุผู้ป่วยได้เป็นร้อยเลยทีเดียว
ทันใดนั้นก็มีเสียงเอะอะดังมาจากนอกประตู "เตรียมห้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้เลย ฉีดมอร์ฟีนให้เขาเพิ่มอีกหน่อยด้วย" เสียงห้าวของผู้ชายดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะมีหญิงสาวในชุดนางพยาบาลสีฟ้าอ่อนสองคนวิ่งเขาประตูมา "เกิดอะไรขึ้นเหรอสุนารี" ศาตราจารย์ชบาแก้วร้องถาม "เขาถูกกระหังทำร้ายค่ะศาตราจารย์!" หญิงสาวชุดพยาบาลคนหนึ่งหยุดตอบสีหน้าเคีวเครียด ก่อนจะวิ่งตามหลังพยาบาลอีกคนตรงไปยังห้องผ่าตัด "เมื่อกี้เธอพูดว่ากระหังใช่ไหมด็อกฯ!" สกุณาถามเสียงตื่น ไม่ทันจะมีใครตอบคำถามนั้น กลุ่มคนสามคนก็เข็นรถเตียงนอนตามเข้ามาอย่างรีบเร่ง พวกเขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมของหมอและชุดบุรุษพยาบาล และมีป้ายแขวนคอบอกให้รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ บนเตียงนอนนั้นมีร่างของชายในชุดปฏิบัติการสีดำสนิท นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลบนหน้าอกที่เหมือนถูกกงเล็บขนาดใหญ่ตวัดใส่จนเป็นแผลเหวอะฉกรรจ์และเลือดท่วมตัว
คนกลุ่มนั้นเข็นเตียงผ่านหน้าหมอทินไป ชายหนุ่มถึงอึ้งเมื่อเห็นบาดแผลที่เกิดจากกงเล็บขนาดใหญ่นั้น มันใหญ่และลึกมากจนมองเห็นกระดูกหน้าอกแพลมออกมาจากปากแผลที่เปิดอ้า เขาประเมินแล้วคิดว่ามันสาหัสมากพอจะทำให้ผู้ชายคนนั้นตายจากการเสียเลือดได้เลยภายในเวลาไม่เกินสิบนาที "ดูแผลของเขาสิ!" ด็อกเตอร์รำมะนาอุทาน "หมอนั่นท่าทางจะคางเหลืองแล้วแฮะ" สารวัตรสิทธาพึมพำ แล้วก็โดนฝามืออรหันต์ของสกุณาเข้าที่ต้นแขนเพี๊ยะใหญ่ไปตามระเบียย "ใช้เวลา จะพูดเล่นมั้ย" สกุณาทำตาเขียวดุสารวัตรหนุ่มเบาๆ หมอทินหันไปมองศาตราจารย์ชบาแก้วอย่างขอคำตอบ "ไม่ต้องห่วงนะคะ พวกเขาเป็นมืออาชีพกันทุกคน เรามีเคสอะไรทำนองนี้เป็นประจำอยู่แล้วล่ะค่ะ" ศาตราจารย์หญิงสูงวัยพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติพร้อมรอยยิ้ม "มาเถอะค่ะ ภรรยาของคุณอยู่ทางนี้" ว่าแล้วหญิงสูงวัยก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง ปล่อยให้คนหนุ่มสาวทั้งสี่มองหน้ากันไปมาด้วยความคลางแคลงกันให้หนำใจ
ศาตราจารย์ชบาแก้วพาพวกเขาเดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ตรงไปยังลิฟต์แก้วที่อยู่ด้านซ้ายของเคาท์เตอร์ หมอทินนึกสงสัยอยู่อย่าง...พวกเขาจะทำป้ายใหญ่โตนั่นบอกใครไปทำไมกันนะ ในเมื่อมีแต่พวกคนในองค์กรของพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่ ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้ามาได้ง่ายๆ เสียหน่อย "เรามีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในด้านสุขภาวะของบุคคลากรของเราค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีมปฏิบัติการภาคสนาม พวกเขามีความเสี่ยงสูงมากในแต่ละภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และพวกเขาก็มักจะได้รับบาดเจ็บกลับมาเสมอ ตั้งแต่เจ็บเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงสาหัสปางตายอย่างเคสที่พวกคุณได้เห็นกันแล้วนั่นแหละ เราจึงต้องให้ความสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นกับพวกเขาอยู่เสมอ" ศาตราจารย์ชบาแก้วกล่าวบรรยายมาตลอดทางที่เธอพาพวกเขาขึ้นลิฟต์แก้วมาจนถึงหน้าห้องๆ หนึ่ง "เธออยู่ในห้องนี่แหละค่ะ" ศาตราจารย์ยิ้มแป้นบอกก่อนที่ใช้บัตรสต๊าฟของเธอแตะที่เครื่องสแกนเพื่อเปิดประตูแอร์ล็อคเข้าไปข้างใน
ไอริณในชุดสีฟ้าอ่อนแบบที่คนไข้ในตอนที่ต้องนอนโรงพยาบาล นั่งห้อยขาอยู่บนขอบเตียงพยาบาล เธอส่งยิ้มมาให้หมอทินทันทีที่เธอเห็นเขา สีหน้าท่าทางของเธอดูสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าริมฝีปากจิ้มลิ้มคู่นั้นจะซีดไปหน่อยก็ตาม "ริณ...คุณเป็นไงบ้างที่รัก" หมอทินละล่ำละลักถามพร้อมกับถลันวิ่งแซงศาตราจารย์ชบาแก้วเข้าถึงตัวหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น โลกทั้งใบก็เหลือแค่เพียงแค่ชายหนุ่มหญิงสาวไปในพริบตา ทุกคนที่เดินตามกันเป็นพรวนเข้ามาในห้องก็มีอันกลายสภาพเป็นลมฟ้าอากาศไร้ตัวตนและความหมายไปโดยปริยาย หมอทินคว้าร่างบอบบางของภรรยาสาวมากอดไว้แน่น แต่ยิ่งกอดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ายังไม่แนบแน่นเพียงพอต่อความรักความคิดถึงและห่วงใยของเขามี่มีต่อเธอเลย "ทิน...คุณเป็นหมอนะคะที่รัก ไม่ใช่งูยักษ์อนาคอนด้า ฉันหายใจไม่ออกค่ะ" ไอริณกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของเขา ชายหนุ่มจึงรู้สึกตัวว่าเขากอดเธอแน่นเกินไปจริงๆ ด้วย เขารีบคลายอ้อมแขนออกแต่ก็ยังไม่วายจับเธอหันซ้ายขวาเพื่อสำรวจไปทั่วตัวของหญิงสาวอยู่ดี
"คุณเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนรึเปล่า พวกเขาทำอะไรคุณไหม!" หมอทินยิงคำถามเป็นชุดๆ และทำตัววุ่นวายอยู่กับการตรวจสุขภาพภายนอกของเมียรัก "ทินคะ..." ไอริณเอ่ยขึ้น แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุด จนหญิงสาวต้องจับใบหน้าของเขาให้มองเธอ "ฉันไม่เป็นไรค่ะที่รัก" เธอพูดน้ำเสียงจริงจัง "พวกเขาดูแลฉันเป็นอย่างดีจนฉันรู้สึกเหมือนนอนพักอยู่ในโรงแรมห้าดาวเลย อย่าห่วงไปเลยค่ะ" พูดจบเธอก็ปลอบใจเขาด้วยรอยยิ้มละมุนละไมบนริมฝีปากบางของเธอ "แล้วลูกของเราล่ะ!" ชายหนุ่มถามพลางวางมือลงบนหน้าท้องของภรรยาสาว ความอบอุ่นแผ่ซ่านออกจากท้องของเธอแล้วซึมซาบขึ้นมาตามแขนตรงเข้าสู่หัวใจของเขา "ลูกปลอดภัยดีค่ะทิน" ไอรินพูดพร้อมรอยยิ้มละมุนพลางวางมือลงบนมือของเขาอีกที
"มันเกิดขึ้นกับคุณได้ยังไงริณ...ทำไมคุณถึงได้กลายเป็นกระ...เอ่อ" หมอทินชะงักคำพูดของเขาทันที เพราะคำที่เขาจะพูดนั้นมันเสียดแทงหัวใจของเขาเองจนเจ็บแปลบปลาบ และมันก็คงจะทำร้ายจิตใจไอริณด้วยเช่นกัน "ผมหมายถึง ทำไมคุณถึงได้ติดเชื้อนั่นมาได้น่ะ" เขารีบเปลี่ยนคำพูด หญิงสาวยิ้มบางๆ มองเข้ามาในดวงตาของเขา "ไม่เป็นไรค่ะทิน คุณพูดคำนั้นได้ค่ะ อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คุณคิดหรอกนะ" เธอพูด "อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันบินได้ล่ะ ถึงจะไปได้แค่หัวกับไส้ก็เถอะ" พูดจบเธอก็หัวเราะคิกคักกับมุขตลกของตัวเอง "นี่ไม่ตลกเลยนะริณ คุณจะมามองโลกในแง่ดีกับเรื่องนี้ไม่ได้" หมอทินพูดพร้อมกับรู้สึกเจ็บแปลบอยู่ในอกขึ้นมาอีก ตลอดเวลาที่รู้จักและรักกันมา เธอมักจะค้นหาแง่มุมดีๆ ในเรื่องแย่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตและมักจะเจอมันอยู่เสมอ แม้แต่กับเรื่องที่เลวร้ายที่สุดที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ก็ด้วย
"ฉันกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้วนะคะทิน ที่ทำได้ก็คือฉันต้องยอมรับแล้วใีชีวิตอยู่กับมันให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไร การหนีความจริงไปเรื่อยๆ มันจะยิ่งทำให้คุณเจ็บปวดไปโดยที่ไม่มีวันสิ้นสุดนะคะ" มือนุ่มนิ่มของเธอลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน "อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็ไม่ต้องกลายร่างอีกแล้ว ตราบใดที่ยังมีเซรุ่มให้ฉีดนะคะทิน ไม่เอาน่า ฉันไม่เป็นไรแล้ว...และคุณก็ควรจะโอเคด้วยนะที่รัก" กลายเป็นว่าเรื่องมันกลับตาลปัตร คนป่วยกำลังปลอบใจหมอไปเสียฉิบ หมอทินมองหน้าหญิงคนรักนิ่งนาน เขารู้ดีว่าเธอเป็นคนที่มีวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้เสมอ แต่คาดไม่ถึงว่าเธอจะเข้มแข็งและกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่แสนจะโหดร้ายได้ถึงขั้นนี้ "โธ่...ริณ" ชายหนุ่มรำพึงเบาๆ ความรู้สึกสงสารท่วมท้นในจิตใจ เขาดึงเธอมากอดไว้แน่นด้วยครับรักที่มากมายเกินอธิบายเป็นคำพูดได้ ชายหนุ่มกดปลายจมูกลงสูดดมเรือนผมของเมียรัก แล้วเขาก็พบว่าผมของเธอกลับมามีกลิ่นหอมรัญจวนอย่างที่เขาเคยคุ้นแล้ว
"แม่ของฉันไม่ได้ป่วยอย่างที่เราคิดหรอกค่ะ" เธอเอ่ยน้ำเสียงเศร้าๆ "อะไรนะ!" หมอทินร้อง ขมวดคิ้วเป็นปมอย่างไม่เข้าใจ "ตอนที่ฉันไปถึงบ้าน คุณแม่ก็มีอาการแปลกๆ อยู่ก่อนแล้ว ท่านดูแปลกไปไม่เหมือนคุณแม่คนเดิมที่ฉันรู้จักเลย คุณก็รู้...ปกติคุณแม่เป็นคนช่างพูดจะตายไป ชอบไปเจอคนนั้นหาคนนี้ในละแวกบ้านอยู่เสมอ แต่ท่านก็เปลี่ยนไป วันๆ เอาแต่หลบอยู่ในห้องนอน กลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่พูดไม่จากับใครเหมือนเคย แม้กระทั่งกับฉัน แถมยังไม่ยอมให้ฉันนอนเฝ้าไข้ในห้องนอนของท่านอีกด้วย" หมอทินก้มหน้ามองพื้นนิ่งฟังสิ่งที่เธอพูด สายตามองเขาเลื่อนไปมาก่อนที่จะรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของคนอื่นๆ เมื่อเขาเหลือบไปเห็นสารวัตรสิทธายืนกอดอกพิงผนังห้องมองมาที่เขาและไอริณด้วยสีหน้าครุ่นคิด ด็อกเตอร์รำมะนาและสกุณาพากันทำหูผึ่งท่าทางอยากรู้อยากเห็นนั่งคู่กันบนโซฟายาวสำหรับเฝ้าไข้ แต่เขาไม่เห็นศาตราจารย์ชบาแก้วอยู่ตรงไหนในห้อง เธอคงออกไปทำธุระของเธอต่อแล้วล่ะมั้ง...เขาคิด
"จนกระทั่งผ่านมาอีกสองสามวัน ฉันก็ได้รู้ความจริง คืนนั้นฉันสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงเอะอะของคนในหมู่บ้าน ก็เลยลุกไปแง้มหน้าต่างดู ฉันเห็นพวกชาวบ้านถือไฟฉายวิ่งไล่ตามอะไรก็ไม่รู้ผ่านหน้าบ้านไป ฉันตกใจมากเลย ตอนนั้นฉันคิดว่าพวกเขาคงวิ่งไล่จับหัวขโมย ฉันเลยเป็นห่วงคุณแม่กลัวว่าขโมยนั่นจะหนีเข้ามาหลบในบ้าน ฉันเรียกคุณแม่อยู่ตั้งนานแต่ท่านก็ไม่ยอมเปิดประตูเสียที ฉันก็กลัวว่าคุณแม่จะเป็นอะไรไปหรือเปล่า เลยตัดสินใจจะทุบลูกบิดประตูเข้าไปดู แต่ไม่ทันได้ทำอะไร คุณแม่ก็เปิดประตูออกมา ฉันเห็นสภาพของท่านแล้วตกใจมาก ที่ปากของท่านมีแต่เลือดเปรอะเต็มไปหมด ท่านเอามือกุมท้องทำหน้าเหมือนกับว่าเจ็บและทรมานเอามากๆ เลย" ไอริณหยุดพูดนิดนึง หมอทินเห็นน้ำตาของเธอไหลลงเปื้อนแก้ม เขาจึงรีบเอื้อมมือไปเช็ดมันให้ด้วยความสงสารจับใจ
"คุณแม่สารภาพกับฉันว่าท่านเป็นกระสือ เป็นมาสี่ห้าปีแล้วตั้งแต่ฉันออกมาอยู่กับคุณที่บ้านในเมืองนั่นแหละค่ะ พอดีคืนนั้นท่านก็ออกไปหากินตามปกติ แต่มันคงเป็นคราวเคราะห์ของท่านล่ะค่ะ คืนนั้นพวกชาวบ้านรวมตัวกันออกล่ากระสือคุณแม่ จนท่านพลาดท่าถูกพวกเขาเอาไม้แหลมแทงโดนลำใส้บาดเจ็บสาหัส แต่ท่านก็หนีกลับมาจนได้ ท่านขอร้องไม่ให้ฉันเอาเรื่องของท่านไปพูดกับใคร และยังขอให้ฉันสืบทอดเชื้อกระสือของท่านด้วย ไม่อย่างนั้นท่านก็จะต้องเจ็บปวดทรมานอยู่อย่างนี้ จะตายก็ไม่ตาย จะอยู่ก็สภาพร่างกายไปไม่ไหวแล้ว ฉันสงสารคุณแม่มากก็เลย..." "ตัดสินใจดื่มน้ำผสมน้ำลายของแม่ของคุณใช่ไหมคะ!" อยู่ๆ สกุณาก็โพล่งทะลุกลางปล้องขึ้น ทำเอาหมอทินที่ตั้งใจฟังถึงกับสะดุ้งน้อยๆ เขาหันไปดูก็เห็นว่าสกุณาทำสีหน้าลุ้นระทึกตาโตจ้องมองไอริณเขม็ง "ยัยนกบ้า! อยู่ๆ ก็พูดเสียงดังขึ้นมา ฉันตกใจหมด!" ด็อกเตอร์รำมะนาเอ็ดตะโร พร้อมกับฟาดมือลงบนแขนของผู้ช่วยสาวดังเพียะ "โถ่...ด็อกฯ ก็คนมันกำลังอินอยู่นี่นา" สกุณาหน้าพูดอ้อมแอ้มหน้าสลดลงทันใด
"มันไม่ได้เหมือนในละครเป๊ะขนาดนั้นหรอกค่ะ ใครนะเป็นคนพูดว่ากระสือสืบทอดกันด้วยการกินน้ำลายน่ะ" คำตอบนั้นไม่ได้มาจากไอริณ แต่เป็นศาสตราจารย์ชบาแก้วที่เดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมถาดเครื่องดื่มในมือ เธอเริ่มแจกจ่ายน้ำแร่บรรจุขวดยี่หัอมีแน่เร้อให้กับทุกคน "ถึงแม้เชื้อเคอคูมาเนียจะมีปริมาณที่หนาแน่นในสารคัดหลั่งอย่างน้ำลายซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ อันเป็นสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของเชื้อก็ตาม แต่มีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่วิธีการปนเปื้อนเชื้อในน้ำเพื่อสืบทอดจะสำเร็จ เพราะวิธีนั้นมันมีความเสี่ยงสูงที่เชื้อจะถูกทำลายลงเสียก่อน ถ้าหากน้ำนั้นมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ อย่างน้ำบาดาลหรือน้ำฝน..."
ศาตราจารย์ชบาแก้วพูดมาถึงตรงนี้ก็ทำให้สกุณาเกิดอาการเอ๊ะขึ้นมาอีก "แต่เราก็มีน้ำแร่บรรจุขวดให้ซื้อดื่มกันได้ในร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่แทบจะทุกช่วงเสาไฟฟ้าแล้วนะคะ สะอาดใสกริ๊งยิ่งกว่าคริสตัลบริสุทธิ์เสียอีก" เธอพูดพลางชูขวดน้ำในมือขึ้น ศาตราจารย์หน้ายิ้มมองเธออย่างเอ็นดู "เรากำลังพูดถึงเชื้อที่อยู่คู่โลกนี้มานานนับพันๆ ปีนะคะ และคนในชนบทเขาไม่ค่อยจะซื้ออะไรอย่างนี้ดื่มกินกันนักหรอกค่ะ" ศาตราจารย์ชบาแก้วพูด "แล้วถ้าอย่างนั้น มีวิธีอื่นอีกงั้นหรือคะ" ด็อกเตอร์รำมะนาเอ่ยถามขึ้นบ้าง สีหน้าแสดงความอยากรู้อยากเห็นในระดับสูงเช่นเดียวกับสกุณา "ค่ะ...มันมีวิธีที่เบสิคและตรงไปตรงมาที่สุดอยู่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดต่างๆ ใช้กันอย่่งแพร่หลายไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแวมไพร์ ไลเคนส์และ...กระสือของเรา" ศาตราจารย์หญิงสูงวัยกล่าว "ฉันยอมให้คุณแม่กัดฉันตรงนี้ค่ะ" ไอริณพูดขึ้นพร้อมกับเลิกผมยาวสลวยดำขลับของเธอขึ้นแล้วดึงผ้าก็อซปิดแผลที่ต้นคอออก
หมอทินรีบคว้าไหล่ภรรยาสาวแล้วยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ซอกคอค่อนไปทางท้ายทอยขึ้นเธอ เขาพบรอยฟันของมนุษย์ปรากฏเป็นวงจาง และมีรูเล็กๆ สองรูขนาดเท่าหัวเข็มหมุดในตำแหน่งของเส้นเลือดใหญ่ที่นำเลือดตรงเขึ้นสู่สมอง ขอบปากแผลกลายเป็นสีม่วงคล้ำช้ำเลือดช้ำหนอง "ให้ตายเถอะริณ!" ชายหนุ่มอุทานเสียงแหบแห้ง "นั่นเป็นรอยกัดในรูปแบบของการส่งผ่านตัวนางพญาปรสิตเคอคูมาเนีย" ด็อกเตอร์ชบาแก้วพูด "อะไรนะ!" ทุกคนในห้องประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน "ในกรณีขอคุณแม่ของคุณไอริณ เนื่องจากอวัยวะของร่างโฮสต์ถูกทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงจนทำให้ถึงตายได้ พวกมันจึงต้องส่งนางพญาของมันออกไปสู่ร่างโฮสต์ใหม่ ก่อนที่โฮสต์เก่าจะตายลง แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เวลาจะช่วยลบเลือนรอยกัดนี้ออกไปในที่สุดค่ะ"
"คุณพูดถึงรูปแบบการกัด หมายความว่ามีการกัดเพื่อจุดประสงค์อื่นอีกงั้นหรือคะ" ด็อกเตอร์รำมะนาถาม "แน่นอนค่ะ ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นั่นแหละค่ะ กัดเพื่อป้องกันตัว กัดเพื่อปกป้องอาณาเขต และกัดเพื่อแพร่กระจายพันธุ์อย่างในกรณีของกระสือ" "กัดเพื่อแพร่พันธุ์งั้นหรือคะ ฟังดูไม่เหมือนเรื่องกระสือที่ฉันเคยฟังมาเลยสักนิด" สกุนาสอด "ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรื่องที่เล่าต่อกันมาปากต่อปากมันจะไม่ถูกบิดเบือนข้อเท็จจริงออกไปไกลกว่าที่ควรเป็นนล่ะคะ" ศาตราจารย์ชบาแก้วตอบเรียบๆ "การกัดเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถแพร่พันธุ์ได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา และได้ผลกว่าวิธีปนเปื้อนสารคัดหลั่งถึง 99.99% เลยทีเดียว" พูดมาถึงตรงนี้ หมอทินก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมากับสายตาและท่าทีของสกุณาที่มองภรรยาของเขาอย่างหวาดๆ "ถ้าอย่างนั้น" ผู้ช่วยนักวิจัยสาวพูดแล้วกลืนน้ำลายเลงคอ "คุณคงจะไม่ลุกมา...เอ่อ.กัดพวกเราหรอก... ใช่มั้ยคะ" "ยัยนก! พูดบ้าอะไรของเธอเนี่ย!" ด็อกเตอร์รำมะนาเอ็ดพลางส่งสายตาขอโทษขอโพยมาให้ไอริณและหมอทิน
"ถ้าเป็นเชื้อกลายพันธุ์ล่ะก็ ป่านนี้พวกคุณได้กลายเป็นกระสือและซอมบี้อย่างถาวรไปแล้วล่ะค่ะ" ศาตราจารย์ชบาแก้วพูด "แต่เชื้อที่เราพบในตัวเธอยังเป็นเชื้อดั้งเดิมอยู่ ตราบใดที่เธอยังคงได้รับเซรุ่มต้านการการเปลี่ยนร่างเป็นประจำทุกสิบห้าวันอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลหรอกนะคะ" "ในเมื่อพวกคุณมีเซรุ่มที่มีประสิทธิภาพมากขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่ใช้มันกับพวกติดเชื้อที่กำลังอาละวาดอยู่ข้างนอกนั่นล่ะครับ พวกมันก็เป็นกระสือไม่ใช่รึไง" สารวัตรสิทธาที่ยืนฟังอย่างเงียบๆ มาตั้งนานถามขึ้น และคำถามนั้นก็ทำให้ทุกคนรวมทั้งหมอทินหันไปมองศาตราจารย์ชบาแก้วเป็นตาเดียว ศาตราจารย์หญิงสูงวัยยิ้มแป้นมองหน้าทุกคนแบบเรียงตัวก่อนจะตอบ "เชิ้อกลายพันธุ์แตกต่างจากเชื้อดั้งเดิมมากอยู่นะคะสารวัตร เราได้ลองใช้เซรุ่มกับกระสือและซอมบี้โพงที่เราจับได้แล้วค่ะ แต่ร่างกายของพวกเขาถูกเชื้อกลายพันธุ์ทำให้ทุกระบบในร่างกายเกิดภาวะล้มเหลวไปจนหมดทุกระบบแล้ว นั่นหมายความว่าเราใช้เซรุ่มกับคนที่ตายไปแล้วไม่ได้หรอกค่ะ ยิ่งกับกระสือยิ่งแล้วใหญ่ พวกมันปฏิเสธร่างโฮสต์ของมันโดยสิ้นเชิงไปแล้ว เราทำได้ดีที่สุดก็แค่ พยายามจำกัดขอบเขตการกระจายพันธุ์ของพวกมันเท่านั้นเอง"
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 45
Comments