ด็อกเตอร์รำมะนาสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงที่ปูด้วยฟูกที่นอนนุ่มนิ่มที่น่าสบาย อากาศภายในห้องมีกลิ่นอายของความชุ่มชื้นแบบเดียวกับที่มีในฤดูฝน หญิงสาวยันกายลุกขึ้นนั่งแล้วเหลียวมองดูรอบๆ มันเป็นห้องนอนเล็กๆ ที่มีผนังกั้นด้วยไม้เป็นแผ่นๆ มีหน้าต่างไม้บานคู่ติดอยู่ทางด้านขวาสองบานและมันก็ปิดสนิทอยู่ ที่ฝั่งตรงข้ามเป็นประตูที่ทำจากแผ่นไม้เนื้อแข็งดูแข็งแรงทนทานซึ่งมันก็ปิดอยู่เช่นกัน ส่วนผนังบนหัวนอนมีมุ้งสายบัวสีขาวสะอาดถูกพับม้วนเข้าที่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยติดอยู่ด้วย เธอขยับตัวเพื่อลงจะจากเตียงอย่างงงๆ สับสนว่ามาตื่นอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร ทันทีที่เท้าเหยียบถึงพื้นเธอก็พบว่ามันเป็นพื้นไม้กระดานขัดมันแผ่นใหญ่ที่ให้สัมผัสเย็นเยียบแต่ก็เรียบเนียนฝาเท้าดีเหลือเกิน "นี่ฉันมาอยู่ที่ไหนได้ไงกันล่ะเนี่ย" เธอพึมพำถามตัวเอง
หญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นน้ำหนักของเธอก็ทำให้เกิดเสียงไม้ลั่นขึ้นดัง 'เอียดดดด!' ยาวๆ บาดลึกเข้ามาในโสตประสาท "บ้าน่า ฉันไม่ได้อ้วนขนาดนั้นซะหน่อย" เธอเผลอร้องอุทธรณ์ออกมาเบาๆ แต่เสียงเอี๊ยดอ๊าดนั้นก็ยังดังมาอีกเหมือนจะไม่ยอมรับคำร้องของเธอเอาเสียเลยในทุกก้าวที่เธอขยับเท้าเดิน "ไม่จริงน่า นี่ฉันเผลอทำน้ำหนักขึ้นอีกแล้วหรือเนี่ย" เธอบ่นอย่างยอมจำนน ทนฟังเสียงไม้ลั่นไปตลอดทางจนถึงหน้าต่าง ด็อกเตอร์สาวเอื้อมมือไปดึงสลักกลอนออกก่อนที่จะผลักมันให้เปิดอ้าออกไป ทันใดนั้นเธอก็ต้องผงะถอยหลังจนสะดุดขาตัวเองล้มลงบนพื้นไม้ดังตึง หัวใจแทบจะหยุดเต้นลงไปในบัดดลด้วยความตกใจสุดขีด
ใบหน้าขนาดใหญ่โตพอๆ กับวงกบหน้าต่างลอยคว้างอยู่กลางอากาศข้างนอกนั่น เป็นใบหน้าของผู้หญิงที่คุ้นตาเอามากๆ แต่ในวินาทีที่หัวใจเกือบจะวายนี้เธอคงจะไม่เสียเวลาไปนั่งนึกหรอกว่าเคยเห็นที่ไหน ผมเผ้าสีเทายาวกระเซิงและแห้งเสียสยายเป็นฉากหลังอยู่รอบหัว ดวงตาคู่นั้นขาวขุ่นแต่ดูเศร้าสร้อยจ้องมองมาที่เธอ หยดน้ำใสๆ เม็ดเท่าหัวแม่มือไหลรินอาบสองแก้มที่ซีดเซียว มีแสงเรื่อๆ สีแดงสลับเขียวกระพริบเป็นจังหวะเนิบนาบออกมาดั้งจมูกที่โปร่งแสง ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นพยายามขยับปากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาด้วย แต่ก็กลับไม่มีเสียงใดๆ หลุดลอดออกมาเลยสักคำ อยู่ๆ กรอบวงกบหน้าต่างก็หายวับไป นั่นทำให้ด็อกเตอร์รำมะนาต้องตาเหลือกลาน กับภาพพวงไส้เป็นขนดขดใหญ่ที่ถูกส่วนปลายของกระดูกสันหลังโอบอุ้มเอาไว้ เส้นสายใยประสาทสีแดงสดมากมายกวัดไกวไปรอบๆ หัวอย่างน่าขนลุกขนพอง ความกลัวอย่างสุดขีดเข้าเกาะกุมหัวใจจนเธออยากจะช็อคตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แล้วปากที่ขยับนั้นก็เปล่งเสียงออกมาจนได้ "ด็อกฯ ตื่นสิด็อกฯ!"
ด็อกเตอร์รำมะนาสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้นมาในแสงสีขาวนวลของห้องพัก สกุณาผู้ช่วยสาวของเธอนั่งอยู่ข้างเตียงและจ้องนิ่งอยู่กับหน้าของเธอท่าทางเป็นกังวล "เป็นอะไรไปน่ะ...อยู่ๆ ก็ตัวเกร็งร้องครางเป็นนกถืดทือเพ้อรักอย่างนั้น" สกุณาถาม "เปล่านี่...ฉันไม่ได้เป็นอะไร ก็แค่ฝันอะไรนิดหน่อยน่ะ" ด็อกเตอร์สาวตอบพลางยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่ผู้ช่วยของเธอก็ยังไม่เลิกเซ้าซี้ "ฝันเหรอ ฝันอะไร ฝันว่าถูกผู้ชายปล้ำรึเปล่าถึงได้ครางซะตัวเกร็งอย่างนั้นน่ะ" สกุณาพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายจะล้อเลียนแต่ก็ไม่ใช่ "ยัยบ้า! พูดอะไรน่าเกลียดอย่างนั้น ยัยนกกะปูดปากมาก!" ด็อกเตอร์รำมะนาตวาดแหว๋พร้อมกับคว้าหมอนเตรียมจะขว้างใส่ด้วยความไม่ชอบใจ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสีหน้าของผู้ช่วยสาวที่ดูซีดเซียวเหี่ยวเฉาไม่มีความสุขเอาเสียเลย "แล้วนี่เธอเป็นอะไรไปล่ะน่ะ หน้าหมองมองจากดาวอังคารก็เห็นมาเชียว เป็นห่วงสารวัตรจนข่มตาหลับไม่ลงเลยรึไง" เธอแซะ "มันก็ต้องมีนิสนุงป่ะล่ะด็อกฯ" สกุณาตอบแบบไร้อารมณ์ก่อนจะทอดถอนใจยาวๆ "รีบไปเข้าห้องน้ำเถอะค่ะ ศาตราจารย์ชบาแก้วมาตามแล้วเมื่อกี้นี้เอง" สกุนายอมสงบศึกและเปลี่ยนมาพูดเป็นการเป็นงานขึ้น "นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย" หญิงสาวถามพร้อมกับลุกจากที่นอนตรงไปหาห้องน้ำ "เกือบจะเจ็ดโมงแล้วล่ะด็อกฯ" สกุณาตอบ
สองสาวเดินเข้ามาในห้องทำงานของศาสตราจารย์คงเดชในสิบห้านาทีต่อมา "สารวัตร!" สกุณาอุทานเสียงดังด้วยความดีอกดีใจ เธอปราดเข้าไปหานายตำรวจหนุ่มทันที "คุณนก!" สารวัตรสิทธาหันมาเจอและอุทานตอบ สองหนุ่มสาวหันหน้าเข้าหากัน ต่างคนต่างอ้าแขนออกกว้างทำท่าเหมือนจะกอดกันและกันให้กลมดิกเสียตรงนั้น เดชะบุญคุณพระช่วยที่ศาตราจารย์เฒ่าเอ่ยปากทักทายเป็นการกั้นขวางทางรักขึ้นเสียก่อน ทำให้ทั้งสองชะงักกึกก่อนจะถอยออกจากกันคนละก้าวมายืนทำหน้าปูเลี่ยนๆ อยู่ข้างๆ กันและกันแทน "อรุณสวัสดิ์คุณผู้หญิงทั้งสอง พวกคุณมาทันเวลาอาหารเช้าพอดีเลย" เขาพูดอย่างร่าเริง แต่ด็อกเตอร์รำมะนากลับสังเกตเห็นความอิดโรยบนใบหน้าของเขาได้อย่างถนัดตา
"นี่คุณยังไม่ได้พักผ่อนเลยหรือคะศาตราจารย์" เธอถามด้วยครับรู้สึกเป็นห่วงอย่างจริงจัง ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ถึงได้รู้สึกอย่างนั้นขึ้นมา ชายสูงวัยมองหน้าเธอนิ่งอยู่ชั่วครู่ จากนั้นแววตาอิดโรยคู่นั้นเปล่งประกายความสุขออกมาอย่างน่าประหลาด "ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของคุณนะคุณผู้หญิง แต่ได้โปรดเชื่อผมเถอะว่า ตอนนี้ผมรู้สึกสดชื่นกระชุมกระชวยและกระปรี้กระเปร่าเอามากๆ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานานเกือบสามสิบปีแล้วเลยล่ะ" เขาจบประโยคคำพูดแปลกๆ ด้วยรอยยิ้มละมุนละไมที่ส่งมาให้เธอ ด็อกเตอร์สาวต้องยอมรับว่ามันทำให้เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นลึกๆ ในใจที่มาพร้อมกับความกระอักกระอ่วนในแบบที่อธิบายได้ยาก
เธอหลบสายตาอ่อนโยนของชายสูงวัยด้วยการมำเป็นสอดส่ายสายตามองไปทางอื่น แล้วเธอก็เห็นหมอทินที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ เขามีทีท่าเหมือนคนที่กำลังสิ้นหวังในชีวิตยังไงก็ไม่รู้ ดูเศร้าสร้อยระทมทุกข์เหมือนแบกโลกไว้บนบ่าข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างแบกดวงจันทร์สีเทาเอาไว้ด้วยงั้นแหละ "หมอทิน...คุณโอเครึเปล่าคะ" หญิงสาวเอ่ยถามทั้งที่ไม่แน่ใจว่าควรจะถามหรือเปล่า แต่คำตอบที่ได้มาก็คือ "...,,+_+....." แต่เขาก็ยอมเงยหน้าขึ้นมองเธอ ตาของเขาแดงก่ำมีรอยคราบน้ำตาเปื้อนอยู่บนแก้ม แว่นตาตกลงมาห้อยอยู่ที่ปลายจมูก "หมอ! คุณเป็นอะไรไปเนี่ย นั่นคุณร้องไห้เหรอ!" หญิงสาวร้องถามด้วยความตกใจ "เขากำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่น่ะด็อกฯ" สารวัตรสิทธาเป็นคนตอบคำถามของเธอแทน "เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือคะสารวัตร" สกุณาเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง แต่ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไรต่อ ศาตราจารย์คงเดชก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน "ท่านสุภาพบุรุษและสตรี ผมเชื่อว่าอาหารเช้าและกาแฟหอมกรุ่นกลิ่นอโรม่าจะช่วยเยียวยาพวกเราทุกคนให้รู้สึกดีขึ้นได้" เขาประกาศเสียงก้อง "สิรินยา ขอโต๊ะอาหาาสำหรับมื้อเช้าให้พวกเราด้วย"
"โต๊ะอาหารสำหรับหกที่ค่ะ ศาตราจารย์" สิรินยาตอบรับคำสั่ง ก่อนจะเกิดเสียงหึ่งๆ จากการทำงานของระบบไฮดรอลิคขึ้นแผ่วเบา จากนั้นพื้นห้องที่อยู่เยื้องกับประตูแอร์ล็อคก็เลื่อนเปิดออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่พอสมควร ก่อนที่โต๊ะกินข้าวขนาดครอบครัวสีขาวสะอาดสะอ้านพร้อมกับเก้าอี้เข้าชุดกันจะถูกเลื่อนขึ้นมาจากข้างใต้แล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น และในชั่วอึดใจต่อมา "อาหารเช้ามาแล้วค่ะทุกคน" เสียงอ่อนโยนอย่างคุณป้าใจดีก็ดังขึ้น ด็อกเตอร์สาวหันไปมองก็เห็นว่าศาตราจารย์ชบาแก้วเดินเข้ามาในห้องพร้อมรถเข็นที่มีจานอาหารเช้าวางซ้อนกันมาจนเต็มพื้นที่ หญิงสูงวัยส่งยิ้มแป้นแล้นมาให้ทุกคนที่อยู่ในห้อง จนมาหยุดที่ด็อกเตอร์รำมะนา "หลับสบายดีนะคะด็อกเตอร์รำมะนา" ศาตราจารย์สูงวัยกล่าวทักทายเสียงนุ่มนวล แถมด้วยพิเศษใส่ไข่...สายตาที่ส่งผ่านความอบอุ่นเข้ามาสู่หัวใจของหญิงสาว แบบเดียวกับที่ศาตราจารย์คงเดชมองเธอไม่มีผิดเพี้ยน "คะ...ค่ะ ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณ" หญิงสาวตอบอย่างเคอะเขิน
ด็อกเตอร์รำมะนาเข้าไปช่วยสารวัตรสิทธาประคองหมอทินเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ เธอมองดูสภาพเขาแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา ถึงได้กลายเป็นเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากไปได้ถึงขนาดนี้ในชั่วข้ามคืน จากนั้นเธอตั้งใจจะเดินไปช่วยศาสตราจารย์ชบาแก้วและสกุณาเสิร์ฟอาหารเช้าให้ทุกคน แต่ก็ช้าไป "เชิญนั่งเถอะค่ะด็อกเตอร์รำมะนา นี่อาหารเช้าของคุณค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ" ศาตราจารย์ชบาแก้วพูดพร้อมกับวางจานลงบนโต๊ะต่อหน้าหญิงสาว
"เอ่อ...ขะ...ขอบคุณค่ะ" เธอตอบรับอย่างงงๆ ก่อนจะขยับเก้าอี้ออกแล้วแทรกตัวลงนั่ง ในจานของเธอประกอบด้วยเบค่อนทอดจนเกรียมกรอบ ขนมปังขาวตัดขอบแบบไม่ต้องปิ้งกับเนยถั่ว สลัดผักค็อตที่มีมะเขือเทศเชอรี่สดๆ ใส่ในน้ำสลัดที่ผสมมายองเนสเข้าไปด้วย และไข่ลวกแบบสุกห้านาทีอีกสองฟอง หญิงสาวมองอาหารของเธอด้วยความฉงนฉงาย ของพวกนี้มันคือของโปรดของเธอทั้งนั้นเลยนี่นา นี่ถ้ามีน้ำแอปเปิ้ลเสิร์ฟมาด้วยล่ะก็ มันจะเป็นมื้อเช้าที่เพอร์เฟคสุดฟินเลยนะเนี่ย...เธอคิด "นี่ค่ะ ลองชิมน้ำแอปเปิ้ลนี้ดูนะคะ ฉันทำเองกับมือเลยล่ะค่ะ" ศาตราจารย์คุณป้าหน้ายิ้มวางแก้วใส่น้ำผลไม้ลงข้างมือเธอ
ทุกคนเริ่มต้นทานมื้อเช้า โดยมีศาสตราจารย์ชบาแก้วนั่งร่วมโต๊ะด้วย เธอนั่งคู่กับศาตราจารย์คงเดช มองยังไงๆ ด็อกเตอร์สาวก็รู้สึกว่าศาตราจารย์ทั้งสองนี้ดูเหมือนคู่สามีภรรยาคุณลุงคุณป้าที่เคมีเข้ากันอย่างเหมาะเจาะ และทั้งสองก็คอยแต่จะเหลือบมองมาที่เธอบ่อยๆ และมันบ่อยมากจนเธอเริ่มไม่สบายใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะถามถึงสาเหตุ เธอได้แต่ทำเป็นก้มหน้าก้มตากินไปเรื่อยๆ หญิงสาวชำเลืองมองคนอื่นๆ ที่นั่งร่วมโต๊ะ เห็นสกุณาจัดการกับจานตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่สารวัตรสิทธากินไปอมยิ้มไปและมองผู้ช่วยสาวของเธอไปด้วยแทบจะไม่วางตา ชิส์...พ่อหนุ่มคลั่งรัก...เธอแอบค่อนแคะและแบะปากใส่เขาอย่างหมั่นไส้ ส่วนหมอทิน...เขาไม่ได้แตะอาหารตรงหน้าเล็กสักคำ เอาแต่นั่งมองพินิจพิจารณาจานอาหาร ทำหน้าอมทุกข์เหมือนแบกจักรวาลเอาไว้และกำลังคิดหนักอยู่กับเรื่องที่เธอก็ไม่อาจจะรู้ได้เลย
"จริงสิ" ศาตราจารย์ชบาแก้วพูดขึ้น เธอละสายตาจากด็อกเตอร์รำมะนาแล้วหันไปหาชายสูงวัย "คุณถามหาด็อกเตอร์ธานินทร์อยู่นี่นา เขากลับเข้ามาแล้วนะคะ และฉันก็บอกเขาแล้วว่าคุณต้องการเจอเขา แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะกลับออกไปอีกหรือเปล่า เห็นเขาคุยอยู่กับด็อกเตอร์ปริมลดา ท่าทางเคร่งเครียดเชียว ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน จากนั้นก็พากันขึ้นไปที่ลิฟต์ส่วนกลางน่ะค่ะ" ทันทีที่ที่มีคนพูดถึงชื่อด็อกเตอร์ธานินทร์ ด็อกเตอร์รำมะนาก็เห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เกิดขึ้นกับหมอทินและสารวัตรสิทธาอย่างปุบปับจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ผ่านทางสีหน้าและแววตาของพวกเขา มันดูราวกับมีความแค้นที่ฝังหุ่นมาแต่ชาติปางบรรพ์
นายตำรวจหนุ่มบรรจงวางช้อนส้อมลงบนจานเบาๆ ด้วยอาการหน้าตึงเปรี๊ยะหลังตั้งตรง ปากที่อมยิ้มอยู่เมื่อครู่ก็กลับคว่ำลง หนัง ใต้ตากระตุกยิกๆ แววตาแข็งกร้าวเคียดขึ้งภกลายเป็นสารวัตรผู้คลั่งแค้น และหมอหนุ่มผู้ทุกข์ระทมก็กลับกลายเป็นผู้ชายอารมณ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกด็อกเตอร์หัวยุ่งให้กลายเป็นชิ้นเนื้อได้มันทีที่เจอหน้ากัน เขายืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงพลางใช้นิ้วดันแว่นตากลับขึ้นไปในที่ของมัน จากนั้นชายหนุ่มทั้งสองก็หันไปมองศาตราจารย์ชบาแก้วเป็นตาเดียว แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสีกคำ ดูพวกเขาจะนิ่งเพื่อตั้งใจฟังในสิ่งที่ศาตราจารย์จะพูดกันต่อไปเสียมากกว่า
ศาตราจารย์คงเดชขมวดคิ้วมุ่น "ออกไปอีกแล้วงั้นรึ" เขาทวนคำทำหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถอนใจเฮือก "ผมไม่นิยมใช้วิธีนี้ในการติดตามใครๆ หรอกนะ มันออกจะหยาบคายและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่นมากจนเกินไปหน่อย แต่ตอนนี้ผมคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ" ศาตราจารย์เฒ่าพูดพลางลุกจากโต๊ะอาหารเดินไปหาโต๊ะทำงาน เขายืนหันหลังให้ ทำท่าเหมือนจะตัดสินใจอีกครั้งก่อนจะพูดขึ้น "สิรินยา หาตำแหน่งของด็อกเตอร์ธานินทร์" เขาออกคำสั่ง "กำลังค้นหาตำแหน่งของด็อกเตอร์ธานินทร์ค่ะ" ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เสียงสวยตอบรับทันควัน
เกิดแสงเลเซอร์สีแดง เขียวและเหลืองเส้นเล็กๆ มากมายหลายเส้น ถูกยิงออกมาจากเครื่องฉายโฮโลแกรมที่ติดอยู่กับผนังห้อง ประสานตัวเข้าด้วยกันจนเกินเป็นภาพแผนที่ที่ด็อกเตอร์รำมะนาคิดว่าน่าจะเป็นของศูนย์วิจัยแห่งนี้นี่เอง แล้วกรอบสีแดงก็ปรากฏขึ้นมาครอบลงบนจุดสีเขียวที่เธอเดาว่าน่าจะเป็นเป้าหมาย ก่อนที่จะถูกดึงให้ขยายขนาดขึ้นมาแทนภาพแผนที่เดิม บีบพื้นที่การค้นหาให้แคบลง "พบด็อกเตอร์ธานินทร์แล้วค่ะศาตราจารย์ เขากำลังจะมาถึงหน้าห้องของคุณในอีกสาม...สอง... หนึ่ง"
ด็อกเตอร์ธานินทร์เดิมก้มหน้ามือกุมเป้าผ่านประตูแอร์ล็อคเข้ามามา ท่าทางของเขาราวกับเด็กน้อยที่ถูกพ่อจับได้ว่าแอบสูบบุหรี่อยู่หลังห้องน้ำ เขาเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างหลังศาตราจารย์เฒ่าราวสี่ห้าก้าว "ศาตราจารย์ชบาแก้วบอกผมว่าคุณถามหาผมหรือครับ ศาตราจารย์" เขาเอ่ยขึ้น "เมื่อคืนนี้คุณไปไหนมางั้นรึ...ด็อกเตอร์ธานินทร์" ชายสูงวัยเปิดฉากโดยไม่หันกลับมามอง ด็อกเตอร์สาวคิดว่าเธอเห็นแววตาเคียดขึ้งปรากฏขึ้นบนสีหน้าของด็อกเตอร์หัวยุ่ง แต่มันก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว "ผมออกไปรับพัสดุตัวอย่างงานวิจัยมาครับ ศาตราจารย์ มีอะไร..." "ผมจะให้โอกาสคุณพูดอีกครั้งนะด็อกเตอร์ คุณไปไหนมา โอ...ไม่สิ ผมควรจะถามว่าคุณไปทำอะไรมาถึงจะถูก" ศาตราจารย์เฒ่าพูดขัดด้วยเสียงแข็งกระด้างและทรงอำนาจ ทำให้ชายร่างยักษ์สะอึกและตวัดสายตาขึ้นมองท้ายทอยของชายสูงวัยราวกับว่าเห็นสิ่งแปลกประหลาดติดอยู่บนนั้น "ศาตราจารย์...เอ่อ" เขาอึกอัก ชายสูงวัยหันตัวกลับมาช้าๆ พร้อมสายตาแข็งกร้าวดุดันในระดับที่ด็อกเตอร์สาวไม่ติดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่แสนสุภาพและนุ่มนวลอย่างเขา และเขากำลังใช้มันกดดันด็อกเตอร์ธานินทร์อย่างหนักหน่วง "ความเงียบของคุณจะทำให้ผมคิดว่าคุณออกไปข้างนอกนั่นก็เพื่อเก็บกวาดและทำลายหลักฐานของสิ่งที่ทำลงไปนะ ด็อกเตอร์" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนหญิงสาวเองยังรู้สึกหนาวแทนเลย
"หละ...หลักฐานอะไรกันครับ ศาตราจารย์ ผมไม่รู้เรื่อง ผมแค่ออกไปรับพัสดุงานวิจัยมาจริงๆ" ด็อกเตอร์ร่างยักษ์ปฏิเสธเป็นพัลวันด้วยอาการของคนที่ถูกจับโป๊ะได้ "รับพัสดุตอนตีสามน่ะหรือ ไม่คิดว่ามันจะดึกเกินไปหน่อยรึด็อกเตอร์!" "บอกเขาไปสิว่าที่คุณออกไปข้างนอกนั่นมันเกี่ยวกับลองกองสองตัวที่โผล่มาไล่ฆ่าเรานั่นน่ะ!" สารวัตรสิทธาทะลุกลางปล้องผุดลุกขึ้ยยืนจนเก้าอี้กระเด็นถอยหลังไปแต่ไม่ยักกะล้ม ด็อกเตอร์รำมะนาเห็นสายตาของเขาแล้วก็เชื่อจริงๆ เลยว่าอีตาด็อกเตอร์หัวยุ่งจะต้องได้กลายเป็นก้อนเนื้อเละๆ ไปในไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แน่ๆ "มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณเลยนะสารวัตร" ด็อกเตอร์ธานินทร์โต้กลับเสียงเขียวพร้อมกับหันมาใช้สายตาเชือดเฉือนฟาดฟันนายตำรวจหนุ่ม "เออ...มันไม่ใช่แน่ๆ เพราะมันเป็นธุระของคุณ แต่ธุระของคุณเพิ่งจะไล่กระซวกดากพวกเรามานะโว้ย!" หมอทินผุดลุกขึ้นอีกคนและตะคอกอย่างเดือดดาล จนหญิงสาวต้องผวาลุกตามไปจับแขนเขาเขย่าเพื่อดึงสติ "ใจเย็นก่อนหมอ" เธอปลอบ
"ก็ใครใช้ให้พวกคุณไม่เชื่อผมตั้งแต่แรกล่ะ เจอแบบนั้นก็สมควรแล้วมั้ย" ชายร่างยักษ์พูดเย้ยหยันอย่างอวดดีและไม่ยอมลดวาราศอกเช่นกัน "หน็อย! ไอ้หมอนี่ ฉันจะฉีกแกเป็นชิ้นๆ ให้ดู!" สารวัตรสิทธาคำรามลั่นก่อนจะเตะเก้าอี้กระเด็นไปให้พ้นทางแล้วพุ่งเข้าหาด็อกเตอร์ร่างยักษ์ทันที "สารวัตร!" สกุณาร้องเสียงหลงรีบลุกขึ้นกระโดดเข้าขวางทางปืนอย่างเร่งด่วน "ใจเย็นๆ สารวัตร อย่าตีกัน หยุดนะ!" ผู้ช่วยนักวิจัยสาวร้องห้ามเสียงดังลั่น พร้อมกับฉุดกระชากรั้งร่างของชายหนุ่มเป็นพัลวัน แต่มีหรือที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะทานแรงชายตัวเท่าควายป่าที่กำลังบ้าเลือดอย่างสารวัตรสิทธาได้ เพียงแค่เขาสะบัดแขนทีเดียว สกุณาก็ปลิวลมล้มลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นเสียแล้ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับช่วยดึงสติให้กลับคืนมาได้เป็นอย่างดี "เฮ้ย! คุณนก!" สารวัตรสิทธาที่หน้าสว่างขึ้นอย่างกะทันหันร้องลั่นด้วยความตกใจต่อการกระทำของตัวเอง เขารีบถลาเข้าประคองผู้ช่วยนักวิจัยสาวให้ลุกขึ้น พร้อมกับพร่ำคำขอโทษชุดใหญ่ไฟกะพริบ "คุณนก! ผมขอโทษ เจ็บตรงไหนรึเปล่า ผมขอโทษจริงๆ ขอโทษๆๆ!" "โอ้ย...พอแล้วค่ะ คุณสารวัตรขา" สกุณายกสองมือขึ้นห้าม "ถ้าอย่างนั้นก็สรุปได้ว่า นี่ก็คือคำสารภาพของคุณสินะ ด็อกเตอร์ธานินทร์" เสียงเย็นกว่าน้ำแข็งขั้วโลกของศาสตราจารย์คงเดชดังแทรกขึ้น ด็อกเตอร์หัวยุ่งชะงักก่อนที่สีหน้าท้าทายและอวดดีจะเปลี่ยนไปเป็นเลิกลั่กและถอดสี เขาคงรู้ตัวซะทีนะว่าเพิ่งจะสารภาพอะไรออกไป...ด็อกเตอร์รำมะนาคิด "อารมณ์ของคุณมักจะทำให้คุณพลาดได้ง่ายๆ เสมอเลยนะด็อกเตอร์ คุณต้องฝึกควบคุมมันให้ดีกว่านี้อีกเยอะเลยทีเดียว" ชายสูงวัยพูด
"เอาล่ะ...ทีนี้บอกมาซิว่าคุณทำอะไรลงไปแล้วบ้าง" ศาตราจารย์คงเดชถามเมื่อเขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานไปนั่งเก้าอี้ของเขา ศาตราจารย์ชบาแก้วนั่งหลังตรงมองด็อกเตอร์ธานินทร์อยู่เงียบๆ ในที่นั่งของเธอ ด็อกเตอร์รำมะนาคิดว่าเห็นความร้าวรานทรมานใจฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้นด้วย ในขณะที่สกุณาพาสารวัตรสิทธามานั่งที่เดิมของเขาโดยที่เธอยืนประกบอยู่ข้างๆ อย่างไม่ไว้ใจ เช่นเดียวกับที่ด็อกเตอร์สาวยืนคุมเชิงหมอทินเพื่อป้องกันการอาละวาดแบบไม่คาดคิด ปล่อยให้ด็อกเตอร์หัวยุ่งยืนคอตกเป็นจำเลยหน้าบัลลังก์ศาลสูงเพียงลำพัง "ผมก็แค่อยากจะทำวิจัยชิ้นนี้ให้สำเร็จเสียทีน่ะครับ ศาตราจารย์" ด็อกเตอร์ธานินทร์พูดเสียงอ่อย
"อีกเพียงนิดเดียวเราก็จะทำสำเร็จแล้ว ผมสั่งให้ทีมของผมเข้าเมืองไปจับกระสือกับโพงกลายพันธุ์พวกนั้นแบบเป็นๆ เพื่อจะมาทดสอบประสิทธิภาพของนักรบกองกอยและประเมินความสามารถของพวกมันในพื้นที่ทดสอบ พวกมันจะช่วยเราจัดการกับพวกกลายพันธุ์ให้หมดไปได้ถ้าการทดสอบสำเร็จลุล่วง และผมก็ควรจะทำสำเร็จไปแล้วถ้าไม่มีพวก..." ชายร่างยักษ์ปรายหางตามาทางหมอทินและสารวัตรสิทธา ด็อกเตอร์รำมะนาภาวนาขออย่าให้สองหนุ่มนี่เห็นสายตาแบบนั้นเลย แต่มันก็สายไปแล้ว "นี่แกจะไม่สำนึกเลยใช่มั้ย! ไอ้..." หมอทินผุดลุกขึ้นทำท่าจะคว่ำโต๊ะกินข้าวเสียแล้ว หญิงสาวต้องรีบคว้าไหล่เขาไว้และพยายามกดให้นั่งลงตามเดิมจนได้
"ผมเคยบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือ เราจะไม่มีวันควบคุมสัญชาตญาณดิบของพวกมันได้ทั้งหมดหรอก ส่วนกระสือและโพงพวกนั้น เราใช้แค่แสงยูวีก็ปราบพวกมันได้แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องใช้พวกกองกอยเลยสักนิด เว้นเสียแต่ คุณที่ทำลงไปเพื่อจุดประสงค์อื่นนะ...ด็อกเตอร์ธานินทร์" ศาตราจารย์เฒ่าจ้องตาชายร่างยักษ์นิ่งนานราวกับกำลังพยายามทะลวงเข้าไปในความคิดของเขาให้ได้ สีหน้าของด็อกเตอร์ธานินทร์เปลี่ยนไป ดูเลิกลั่กเหมือนคนที่ทำอะไรผิดแล้วถูกจับได้ "คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เรายังจัดการกับความดิบเถื่อนของพวกมันไม่ได้ แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าพวกเขาถูกพวกมัน..." ศาตราจารย์เฒ่ากล้ำกลืนคำสุดท้ายลงคอไปเมื่อเขาปรายตามองมาที่หมอทินกับสารวัตรสิทธา ในขณะที่ด็อกเตอร์ธานินทร์พยายามดิ้นหนีความผิดพลาดของตัวเองอย่างสุดกำลัง "แต่ผมไม่ได้บอกให้พวกเขาไปเส้นทางนั้นเลยสะ..."
"นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีหรอกนะ!" ศาตราจารย์เฒ่าตวาดสวนคำด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอำนาจ จนชายร่างยักษ์สะดุ้งรีบหลบตาวูบ "มันคือการขัดคำสั่งผู้นำองค์กร มีโทษสถานเดียวคือลดตำแหน่งลงไปที่ระดับเริ่มต้นเท่านั้น!" ชายสูงวัยพูดอย่างดุดันจนด็อกเตอร์รำมะนาไม่อยากเชื่อว่าเป็นคนเดียวกันกับชายที่สุภาพนอบน้อมคนนั้น "มะ...ไม่นะครับศาตราจารย์!" ด็อกเตอร์ธานินทร์ละล่ำละลัก "ผม...ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว ผมจะไม่ทำอีกแล้ว อย่าลดตำแหน่งผมเลยนะครับ ศาตราจารย์...ได้โปรด!" เขาอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร จนหญิงสาวคิดว่ามันอายจะทำให้ชายสูงวัยยอมใจอ่อนลงไดในอีกไม่ช้า แต่มันคงใช้ไม่ได้กับสองคนนี่หรอก ลงได้นั่งหน้าหักเป็นมือตักรถแบกโฮอย่างนี้ล่ะก็...ด็อกเตอร์รำมะนาคิดพลางมองไปที่หมอทินและสารวัตรสิทธา
ชายสูงวัยหลับตานิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะลืมตาและถอนใจ "ก็ได้...ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง ถ้าคุณหาต้นตอของการกลายพันธุ์นี้ได้ล่ะก็..." น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับสายตาอ่อนโยนของพ่อที่มองลูกชายด้วยความเอ็นดู เป็นอย่างที่ด็อกเตอร์รำมะนาคาดเอาไว้เป๊ะ "ครับๆ ผมทำได้แน่นอนครับศาตราจารย์!" ด็อกเตอร์จอมเย็นชาละล่่ำละลักรับคำ "เอาล่ะ...คุณไปได้แล้ว" ชายสูงวัยกล่าวพลางโบกมือและมองไปทางอื่น ด็อกเตอร์ธานินทร์ค้อมหัวคล้ายทำความเคารพก่อนที่เขาจะหันหลังเดินตรงไปที่ประตู "เฮ้ย...ได้ไงวะเนี่ย" หมอทินกับสารวัตรสิทธาร้องออกมาพร้อมๆ กันด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความผิดหวังอย่างแรงส์ เสียงของพวกเขาดังพอที่จะเรียกให้ด็อกเตอร์ร่างยักษ์มองด้วยหางตามาที่พวกเขา พร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยันอย่างอวดดีและไม่มีวี่แววความสลดสำนึกผิดหลงเหลืออยู่เลยศนิด
ด็อกเตอร์รำมะนาหันไปมองหมอทินกับสารวัตรสิทธาที่พากันนั่งเบิกตาค้างจ้องมองตามหลังด็อกเตอร์ธานินทร์ที่เดินลับหายไป ก่อนที่ทั้งคู่จะกระแทกแผ่นหลังใส่พนักเก้าอี้อย่างแรง หมอทินกอดอกทำหน้ามุ่ยกัดฟันกรอดๆ อย่างเคืองแค้น ส่วนสาวสิทธาทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอย่างแรงจนจานกระเด้งซ้อนกระดอน ตาจ้องเขม็งไปที่ความว่างเปล่าหน้าประตูด้วยแววตาโกรธแค้นนับแสนชาติ เธอกรอกตามองบนถอนใจเฮือก ก่อนจะขยับเดินมาหยุดยืนข้างหลังขายหนุ่มทั้งสองและวางมือลงบนบ่าของพวกเขา "เอาน่า...พวกคุณ เขาก็ได้รับโทษของเขาแล้วนะ เลิกทำหน้าบูดเป็นตูดบาบูนกันได้แล้ว" "ไม่!" สองหนุ่มประสานเสียงขึ้นพร้อมเพรียงกันอย่างหนักแน่น "เขาทำเราเกือบตายนะคุณ แล้วดูโทษที่เขาได้รับสิ โอกาสแก้ตัวใหม่เชียวนะ เฮอะ...ไม่อยากจะเชื่อ!" หมอทินกระแทกเสียงที่ท้ายประโยตอย่างเดือดดาล "ใช่!" สารวัตรสิทธาเสริมทัพด้วยใบหน้าบูดบึ้งดูเหี้ยมเกรียม ก่อนจะแบะปากคว่ำลงแล้วเลียนคำพูดของด็อกเตอร์ธานินทร์ "ครับๆ ผมทำได้ครับศาตราจารย์... ถุ๊ย!" เขาจบประโยคด้วยการถุยน้ำลายทิพย์ลงพื้น
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 45
Comments