ในแสงสว่างจ้าของไฟหน้ารถเบื้องหน้าของพวกเขา ปรากฏร่างเล็กๆ ผอมกะหร่องกร้องแกร้ง พุงป่องและหัวหลิมโผล่มายืนตระหง่านอยู่ ดวงตามันแดงก่ำลุกโพลงประดุจคบเพลิง จมูกบี้แบนปลายเชิดอยู่เหนือปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวคมคล้ายเข็มอันใหญ่เรียงกันเป็นแผงสะท้อนแสงไฟวาววับ มีเขี้ยวอันใหญ่สองอันที่มุมปากและอีกสองอันที่เล็กกว่าตรงปลาย ใบหูยาวกับผมสีขาวยาวยุ่งเหยิงกระเซิงฟู และไฮไลท์สำคัญที่สุดคือพวกมันยืนด้วยขาผอมๆ ที่มีปลายเท้าหันกลับไปข้างหลังเพียงข้างเดียว เมื่อมองดูในระยะใกล้ชิดติดขอบสนามอย่างนี้ หมอมินก็เพิ่งจะเห็นว่าพวกมันยังมีส่วนแหลมๆ ที่ยื่นออกไปจากปลายก้น ทำให้ดูเหมือนเป็นหางสีดำอีกด้วย ซึ่งก็น่าจะมีไว้ทำหน้าที่สร้างสมดุลย์การเคลื่อนไหวตามหลักสรีระศาตร์นั่นเอง
พวกมันสองตัวกระโดดเหยงๆ เข้ามาในแสงไฟหน้ารถอย่างไม่มีที่ว่าจะกลัวแสงสว่างเลยสักนิด "นะ...นั่นมันพวกลองกองใช่ไหม!" สารวัตรสิทธาอุทานอย่างตื่นตะลึง "ห๊ะ! ลองกองเหรอ!?" เครื่องหมายอัศเจรีย์ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากของหมอทิน เขาหันขวับไปมองนายตำรวจหนุ่ม แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาแก้มุขซะหน่อย เขาจึงตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย "เออๆ... ลองกองก็ลองกองวะ ถ้ารอดคืนนี้ไปได้จะซื้อมายัดปากซักสิบโลเลย... คอยดู!" หมอทินเบือนหน้าไปบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันกลับมาตื่นตะลึงต่อ
"เอาไงดี...สารวัตร!" เขาเปลี่ยนกลับเข้าโหมดอเลิร์ทพร้อมกับกระซิบถามเสียงตื่น สารวัตรสิทธาไม่ตอบ แต่ดึงตัวล็อกสายเบลท์มาเสียบเข้าที่ ตาจ้องแน่วไปข้างหน้าแทบจะไม่กะพริบ หมอทินคิดว่าเขาเห็นแววแห่งความคุ้มคลั่งและบ้าระห่ำฉายวาบออกมาจากดวงตาคู่นั้นด้วย "หาที่เกาะซะ...หมอ!" นายตำรวจหนุ่มคำรามเสียงเข้ม "เกาะอะไร!?...คุณจะทำอะไร!" หมอทินหันไปถามด้วยความแพนิค ถึงเขาจะไม่เข้าใจว่าสารวัตรหนุ่มต้องการอะไร แต่มือของเขาก็คว้าที่จับเหนือประตูเอาไว้อย่างว่าง่าย และกำมันซะแน่นโดยอัตโนมัติ นายตำรวจหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก "ก็เผ่นกันไงเล่า!" สิ้นเสียงคำรามอย่างดุดันนั้น สารวัตรสิทธาถก็เข้าเกียร์และเหยียบครัชพร้อมกระทืบคันเร่งอย่างแรงจนล้อหลังปัดดังพรืด ส่งให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าตรงเข้าใส่ร่างอสุรกายทั้งสองตัวอย่างรวดเร็ว "เฮ้ย! เชี่ย!" หมอทินร้องลั่นเสียงหลง
กองกอยทั้งสองก็ไม่ได้ยืนเฉยรอให้รถพุ่งชนแต่อย่างใด มันใช้ขาเดียวผอมเพรียวแต่ทรงพลังของมันย่อลงต่ำลักษณะเดียวกับขาของพวกสัตว์ปีกแล้วดีดตัวลอยขึ้นสู่อากาศอย่างคล่องแคล่วว่องไวจนเหลือเชื่อ มันทั้งคู่กระโดดทีเดียวเท่านั้นร่างของมันก็ลอยลิ่วมาตกลงบนฝากระโปรงรถโครมใหญ่ แล้วมันก็ติดแหมะอยู่ตรงนั้น แรงปะทะของมันทำให้หน้ารถถึงกับยุบลงแล้วเด้งขึ้นอย่างแรง ทำให้รถที่พุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วเกิดการเหินลมหวิดๆ จะพลิกคว่ำ แต่สารวัตรสิทธาก็โชว์สกิลขั้นเทพรักษาสมดุลของรถเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง "พวกแกน่าจะไปแข่งยิมนาสติกโอลิมปิกนะ...ไอ้ลองกองอัปลักษณ์!" นายตำรวจหนุ่มเข่นเขี้ยวพูดแดกดันพร้อมกับเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก "เฮ้ย! เบ๊าาาา...สารวัตร! เดี๋ยวก็ได้ตุยคู่กันพอดีหรอก!" หมอทินร้องเสียงหลงเป็นครั้งที่สอง
ทั้งที่ความเร็วรถที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ ประกอบกับการสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งจากหลุมบนถนนที่ล้อรถหมุนผ่านไป กลับไม่ได้ทำให้กองกอยสองตัวนั่นสะทกสะท้านสั่นคลอนได้เลยสักนิด เล็บตีนที่หันไปทางด้านหลังจิกลงบนผิวของฝากระโปรงแน่น หน้าแข้งข้างเดียวของพวกมันงอพับชิดอกที่ฝ่อฟีบและเหี่ยวแห้ง ส่วนมือที่มีแค่สามนิ้วทั้งสองข้างนั้น ดูเผินๆ ก็เหมือนจะวางแหมะแปะไว้เฉยๆ แต่ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าพวกมันใช้กลางฝ่ามือดูดเกาะติดกับพื้นเรียบของฝากระโปรงเอาไว้แบบเดียวกับพวกจิ้งจกตุ๊กแกเกาะเพดานเปี๊ยบ นั่นเองที่ทำให้พวกมันทรงตัวอยู่บนความเร็วระดับฟาสแอนด์ฟิวเรียสนี้ได้อย่างมั่นคง หมอทินอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก มือข้างซ้ายจับที่จับแน่นและมือขวาเกร็งบีบข้างเบาะนั่งจนนิ้วแทบล็อค เขาพยายามขืนตัวไว้ไม่ให้กระเด้งกระดอนแต่ก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาควรจะตื่นตระหนกกับอะไรก่อนดีระหว่างไอ้กองกอยคู่ดูโอที่เกาะหนึบอยู่หน้ารถ กับความบ้าระห่ำของสารวัตรสิทธาที่พารถพุ่งทะยานเข้าใส่พงหญ้ารกและหลุมดินน้อยใหญ่ในความมืดข้างหน้านั่น
แล้วหมอทินก็ต้องผวาอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวทางซ้ายเริ่มปล่อยมือข้างหนึ่งออกแล้วยื่นตะปบมาข้างหน้า จากนั้นมืออีกข้างก็ตามมาเช่นเดียวกับตีนรูปร่างแปลกประหลาดของมัน มันค่อยๆ สาวมือกระดืบขึ้นมาเรื่อยๆ ช้าๆ แต่มั่นคง ดวงตาแดงก่ำของมันจ้องเข้ามาถึงในจิตใจของหมอทินจนทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว ในที่สุดมันก็คืบคลานขึ้นมาจนถึงกระจกหน้ารถได้สำเร็จ และไอ้ตัวคู่หูดูโอของมันก็เริ่มทำอย่างเดียวกัน "เชี่ย!" หมอทินทำเสียงลอดไรฟัน "ทำอะไรสักอย่างสิ สารวัตร!" เขาพูดอย่างสิ้นหวังและจนตรอก เมื่อพวกมันทั้งสองตัวเอาหน้าตาอัปลักษณ์และโคตรสยองมาแนบติดกับกระจก ราวกับจะพยายามหลอกหลอนพวกเข้าให้ขี้แตกตายกันไปข้าง
ตอนนี้หมอทินต้องหัวสั่นหัวคลอนและขนหัวลุกไปพร้อมๆ กัน เมื่อได้เห็นใบหน้าของพวกมันชัดๆ เต็มสองตาในระยะประชิดที่มีเพียงกระจกหน้ารถกั้นอยู่เท่านั้น ดวงตาแดงก่ำขนาดใหญ่จ้องเขม็งเข้ามาที่พวกเขาอย่างประสงค์ร้าย ขนยาวสีขาวเทากระดำกระด่างบนหัวหลิมๆ นั่นดูจะแข็งเอามากๆ เลยทีเดียว เพราะมันไม่ได้สะบัดพริ้วปลิวไสวอย่างที่เส้นขนหรือผมยาวๆ ควรจะเป็นเมื่อต้องแรงลม มันทั้งคู่เอาจมูกไม่มีดั้งมาแนบติดกับกระจก อ้าปากที่ฉีกขึ้นไปเกือบถึงโคนหูอวดฟันรูปเข็มที่แหลมคมอัดแน่น พยายามจะงับกระจกอย่างเอาเป็นเอาตาย ในขณะที่มือข้างหนึ่งเกาะติดฝากระโปรงรถ มืออีกข้างของพวกมันก็เริ่มฟาดใส่กระจกโครมๆ จนหมอทินกลัวเหลือเกินว่ากระจกจะรับแรงปะทะไม่ไหวแล้วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ "สารวัตร! เอาไงดีวะ!" เขาตะโกนออกไป ไม่ใช่เพราะต้องการคำตอบ เขาเพียงแค่ต้องการแหกปากเปล่งเสียงดังออกมาเพื่อระบายความตื่นตระหนกที่อัดแน่นอยู่ข้างในออกมาบ้างก็เท่านั้น
แต่สารวัตรสิทธาก็ยังคงเหยียบคันเร่งต่อไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาตั้งหน้าตั้งตาบังคับรถทะยานฝ่าดงหญ้าหนาทึบ โดยมีกองกอยทั้งสองตัวเกาะหนึบติดแน่นยิ่งกว่าตุ๊กแกที่กินกาวตราช้างเขาไปสักร้อยหลอดเกาะเป็นวิณญานตามติด และพวกมันก็ตั้งหน้าตั้งตาทุบกระหน่ำกระจกหน้ารถอย่างไม่ยอมหยุดยั้งเช่นกัน ทันใดนั้น รถโฟร์วีลทั้งคันก็หลุดออกมาจากดงหญ้าหนาทึบมาอยู่บนถนนดินแดงที่ราบเรียบ และมีไร่อ้อยต้นสูงขนาบสองข้างทางที่ทอดยาวไปสู่ความมืดที่ยืดยาวเอาไว้ แทบจะพร้อมกับเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมา "ใครมันโทรมาตอนนี้วะ!" สารวัตรสิทธาสำราก หมอทินคิดว่าท่าทางของสารวัตรหนุ่มในตอนนี้ใกล้เคียงกับคำว่าคุ้มคลั่งเข้าไปทุกทีแล้ว "หมอ...รับสายหน่อย!" เขาสั่ง หมอทินที่กำลังสติเตลิดจากการถูกดวงตาน่าสยองทั้งสองคู่นั่นจ้องมองแบบไม่เว้นระยะ "แล้วผมยังจะมีอารมณ์รับโทรศัพท์อยู่อีกมั้ยเนี่ย!" เขาแหกปากตะโกนตอบโต้ "รับเถอะน่า! อาจจะเป็นพวกนั้นโทรมาก็ได้" สารวัตรหนุ่มตะโกนตอบ
พื้นถนนที่ราบเรียบทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น และก็เป็นโอกาสให้สารวัตรหนุ่มวาดลวดลายปัดซ้ายป่ายขวาเพื่อจะสะบัดพวกกองกอยจอมตื้อให้หลุดออกไปได้สะดวกขึ้น ในขณะที่หมอทินเอื้อมมือไปควานหาโทรศัพท์ของนายตำรวจหนุ่มโดยที่ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าอัปลักษณ์สุดสะพรึงนั่นเลย "เฮ้ยๆๆ หมอ! ผมบอกให้รับโทรศัพท์ ไม่ใช่ให้มาจับไมโครโฟนผมนะโว้ย!" สารวัตรสิทธาหันมาโวยวายเสียงดังลั่นใส่หู หมอทินสะดุ้งรีบชักมือกลับ และยอมละสายตาออกมาเพื่อมองหา "ทะ...โทษที" เขาพูดพร้อมกับคว้าโทรศัพท์ที่สารวัตรหนุ่มเอาเหน็บไว้ระหว่างเบาะนั่งกับโคนขา "แล้วคิดไงถึงเอาไปเหน็บตรงนั้นวะ!" หมอทินบ่นอุบอิบพร้อมกับมองที่มุมบนขวาก็เห็นว่ามีสัญญานโผล่แพลมขึ้นมาสองขีด เขารีบสไลด์รับสายแล้วเปิดสปีกเกอร์โฟน
"เยส! ติดซะที ว่าแต่พวกคุณยังอยู่อีกเหรอเนี่ย! อึดเหมือนกันเนอะ" เสียงด็อกเตอร์ธานินทร์ดังขึ้น "ถ้าขืนคุณพูดมากกว่านี้พวกผมได้ตายตามประสงค์ของคุณแน่!" หมอทินปรี๊ดปรอดแตกขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงแสลงหูนั้น "ก็บอกมาเช่...เกิดอะไรขึ้น!" ด็อกเตอร์หัวยุ่งกระแทกเสียงใส่อารมณ์อย่างไม่ยอมแพ้ "ด็อกฯ!" สารวัตรสิทธาแหกปากขึ้นขัดตาทัพ "ช่วยบอกทีว่าเราจะเอาไอ้ลองกองสองตัวนี่ออกจากฝากระโปรงรถยังไง!" "อะไรนะ!? ทำไมถึงมีลองกองไปติดหน้ารถด้วยล่ะ?!" ด็อกเตอร์ธานินทร์ถาม น้ำเสียงบอกว่าเขาประหลาดใจและงงเต้กเต็มคาราเบลมาก "ปั้ดโธ่...สารวัตร! เรียกชื่อให้ถูกทีเหอะ นั่นมันกองกอย!" หมอทินหันไปว๊ากอย่างหมดความอดทน
"โถ่ะ...นึกว่าอะไร" เสียงของด็อกเตอร์ธานินทร์ฟังดูผ่อนคลายลง แต่กลับทำให้หมอทินควันพุ่งออกหูโขมงยิ่งกว่าหัวรถจักรไอน้ำที่ถูกไฟไหม้ "ช่างเป็นคนที่หาความสุขได้ทุกสถานการณ์ซะจริงเลยนะ!" เขาถากถางพลางทำหน้าหยะแหยงเมื่อดันเหลือบไปเห็นน้ำลายเยิ้มๆ ยืดหยดแหมะจากปากกองกอยลงมาเปรอะเต็มกระจกหน้ารถไปหมด "ผมจะมีความสุขมากกว่านี้ ถ้าพวกคุณเชื่อผมซะตั้งแต่แรกน่ะ" ด็อกเตอร์ธานินทร์ใช้น้ำเสียงเย็นชาพูดกับเขาอีกแล้ว "จะแซะกันจนตายไปข้างเลยรึไงวะ! กระจกเริ่มร้าวแล้วนะโว้ย!" สารวัตรสิทธาแหกปาก หมอทินหันไปมองแล้วต้องใจหายวาบ มีรอยแตกรูปใยแมงมุมขนาดเล็กเกิดขึ้นที่มุมล่างซ้ายของกระจก จากการกระหน่ำทุบของกองกอยสยองทั้งสองตัว
"ก็ได้ๆ...กดปุ่มสีน้ำเงินบนคอนโซลสิ!" ด็อกเตอร์ธานินทร์แนะด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย มันทำให้หมอทินรู้สึกเหมือนกับว่าหมอนั่นกำลังพูดไปแคะขี้เล็บเล่นไปด้วยยังไงก็ไม่รู้ ชายหนุ่มกวาดตามองไปตามบนแผงคอนโซลที่ด็อกเตอร์หัวยุ่งบอก แต่เขาก็ต้องท้อแท้ขึ้นมาทันทีที่เห็นปุ่มและแผงอิเล็กทรอนิกส์ติดเต็มไปหมดเกือบทั้งแผง "ปุ่มไหนวะ! มีเป็นล้านปุ่มได้มั้งเนี่ย!" หมอทินตะคอกใส่โทรศัพท์ เป็นเวลาเดียวกับที่เกิดรอยใยแมงมุมอันใหม่เพิ่มขึ้นมาที่มุมบนขวา "โธ่โว้ย!" สารวัตรสิทธาสบถเสียงดังสนั่น โดยที่หมอทินไม่ทันจะได้ตั้งตัว เขาเห็นสารวัตรหนุ่มกระทืบเท้าใส่เบรคก่อนจะเกิดเสียงล้อครูดไปกับถนนดินแดงดัง 'พร๊าดดดด' แล้วหยุดลงอย่างกะทันหัน โทรศัพท์กระเด็นหลุดออกจากมือหมอทินร่วงหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ โชคดีที่มีเบลท์ฉุดตัวเขาไว้ไม่ให้พุ่งหลาวทะลุกระจกออกไป
แรงเฉื่อยที่เกิดขึ้น มีมากพอที่จะทำให้มือตุ๊กแกกินกาวของไอ้กองกอยทั้งสองตัวนั้น ถูกกระชากจนหลุดออกจนได้ แล้วส่งร่างของพวกมันปลิวหวือไปข้างหน้าไกลเกือบสิบเมตร พวกมันตกลงบนพื้นกลิ้งหลุนๆ เป็นขนุนตกรถได้ไม่เท่าไหร่ก็กลับดีดตัวขึ้นจากพื้นมายืนจังก้าในแสงไฟหน้ารถได้อย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อ "ปุ่มอะไรของมันบ้างวะเนี่ย! บ้าเอ๊ย!" เสียงสารวัตรสืทธาปลุกหมอทินที่ตาเหลือกมองพวกมันเพลินไปหน่อยให้กลันคืนสู่โลกมนุษย์ หมอทินละสายตาจากกองกอยมาที่สารวัตรหนุ่มที่สาละวนอยู่กับการหาปุ่มปริศนาอันนั้น "ปุ่มสีน้ำเงินไหนวะ! มีตั้งสี่ห้าปุ่ม!" สารวัตรสิทธากระแทกเสียงอย่างขัดใจ
"เจอรึยังน่ะ หรือว่าไปเฝ้าพระอินทร์กันไปหมดแล้ว!" เสียงอู้อี้เบาๆ ดังมาจากทางเบื้องล่างตรงที่พักเท้า เป็นเสียงด็อกเตอร์ธานินทร์จากโทรศัพท์ที่หลุดมือกระเด็นไปตกอยู่ตรงนั้น และหมอทินกำลังเหยียบเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าของเขา ชายหนุ่มก้มลงไปเพื่อจะเก็บมันขึ้นมา ทันใดนั้นเขาก็ต้องผวาเมื่อได้ยินเสียงที่ชวนให้ขนหัวลุกดังแทรกเข้ามาในรถ ชายหนุ่มมองออกไปที่กระจกหน้าก็เห็นว่าไอ้กองกอยสองตัวนั่นเริ่มขยับด้วยการกระโดดเป็นระยะสั้นๆ อย่างช้าๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องอันเย็นยะเยือกมาเขย่าขวัญ "กอย...กอย...กอย" ใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ
"หาเจอรึยัง! ผมได้ยินเสียงมัน เสียงแบบนั้นแปลว่ามันกำลังเตรียมพร้อมจะจู่โจมแล้วนะ!" ด็อกเตอร์ธานินทร์พูด น้ำเสียงตื่นตัวขึ้นมาหน่อย "ปุ่มไหนก็ได้มั้ย กดๆ ไปเถอะสารวัตร มันใกล้เข้ามาแล้ว!" หมอทินพูดอย่างแตกตื่น เขาเห็นพวกมันเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้นกว่าเดิม และเสียงชวนสยองของมันเริ่มเร่งจังหวะขึ้นด้วย ตอนนี้พวกมันกระโดดเข้ามาเกินครึ่งทางเข้าไปแล้ว หมอทินรับรู้ได้ถึงรังษีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาในบรรยากาศ ดวงตาลุกโพลงนั่นเป็นแบบเดียวกับพวกสัตว์นักล่าที่สะกดเหยื่อของมันด้วยการจับจ้องแบบไม่วางตา
"ไม่ได้นะ! ขืนกดมั่วเดี๋ยวก็พังทั้งระบบพอดี!" ด็อกเตอร์ธานินทร์ร้องห้าม "งั้นก็บอกมาให้เคลียร์สิวะ ไอ้ด็อกเตอร์เก๋าเจ้ง!" สารวัตรสิทธาตะคอกเสียงโหดใส่โทรศัพท์ เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงร้องของพวกมันเปลี่ยนไป "กอยๆๆๆๆ" กองกอยคู่ดูโอแผดเสียงร้องกระชั้นถี่ขึ้นและจบลงที่เสียง "กั๊ก!" ก่อนที่ร่างสยองตัวหยึ่งจะกระโจนขึ้นไปในอากาศ "มันเล่นเราแน่แล้วสารวัตร!" หมอทินตาเหลือกมองหาไอ่ตัวที่กระโดดขึ้นฟ้าอย่างแตกตื่น "โถ่เว้ย! ปุ่มที่เขียนว่าUVไง ไอ้พวกโง่!" ด็อกเตอร์หัวยุ่งตะคอกตอบมาด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด หมอทินคิดว่านั่นคงเป็นเพราะโดนของแสลงอย่างคำว่าด็อกเตอร์เก๋าเจ้งของสารวัตรหนุ่มเข้าไปเต็มกบาลแน่ๆ
"โครม!" เสียงของหนักๆ ตกใส่หลังคาจนรถโยกไหว "เชี่ย!" ชายหนุ่มทั้งสองร้องลั่นด้วยความตกใจขึ้นพร้อมกัน และโทรศัพท์ก็ร่วงหลุดจากมือลงไปนอนแอ้งแม้งบนที่พักเท้าซะอีกแล้ว แต่หมอมินไม่มีแก่ใจจะก้มเก็บมันแล้ว เขามองออกไปในแสงไฟหน้ารถก็พบว่ามีกองกอยสยองกำลังกระโดดเหยงๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อยู่เพียงแค่ตัวเดียว นั่นหมายความว่าอีกตัวนั้นเพิ่งจะกระโดดลงมาบนหัวของพวกเขาสินะ "มันอยู่บนหัวเรา!" สารวัตรสิทธาเหลือกตามองบนพร้อมกระซิบแผ่วเบา "ปุ่ม! สารวัตร! กดปุ่ม!" หมอทินพูดละล่ำละลักจนแทบจะไม่เป็นคำ "ไหนล่ะวะ! ยูวี...ยูวี" สารวัตรหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ อย่างลนลานจนปุ่มนั่นจะทิ่มตาอยู่แล้ว "เจอแล้ว!" เขาร้องอย่างดีใจ
แสงไฟสีน้ำเงินอ่อนสว่างพรึ่บขึ้นพร้อมกันรอบตัวรถ ขับไล่ความมืดมิดรอบด้านออกไป อึดใจต่อมาก็มีเสียงแผดร้องโหยหวนของสัตว์ที่ได้รับทุกขเวทนาสาหัสดังตามมา หมอทินหยีตามองออกไปนอกรถก็เห็นว่า กองกอยตัวที่อยู่หน้ารถล้มลงกลิ้งตัวไปมาอยู่บนพื้นและดิ้นเร่าๆ ด้วยท่าทางทุกข์ทรมาน มีควันสีเทาเข้มปะทุออกมาจากผิวหนังทั่วตัวของมัน ส่วนอีกตัวที่อยู่บนหลังคารถซึ่งดูเหมือนจะทนทานแสงได้ดีกว่า มันกระโจนลงจากหลังคารถมองเห็นเป็นกลุ่มก้อนควันสีเทา ตรงเข้าไปหาคู่หูของมันอย่างรวดเร็ว แล้วพยายามจะฉุดลากเพื่อนของมันออกไปเสียจากแสงสีน้ำเงินให้ได้ ทั้งที่ตัวของมันเองก็มีสภาพผิวหนังพุพองผุดขึ้นมาพร้อมกับควันสีเทาปกคลุมทั่วร่าง จนจะกลายเป็นคางคกรมควันไปอยู่แล้ว พวกมันทั้งคู่กระโดดหย็องแหย็งอย่างซมซานกลายเป็นผู้แพ้ที่หมดรูป ถอยออกห่างจากรัศมีแสงไฟแล้วหายเข้าไปในความมืดของดงอ้อยสูงท่วมหัว
สารวัตรสิทธากระแทกแผ่นหลังเข้ากับพนักพิงอย่างหมดแรง หมอทินเห็นอย่างนั้นก็เลยทำตามบ้าง "เห้อ! นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว" ชายหนุ่มถอนใจด้วยความโล่งอก แต่แล้วเขาก็ดีดตัวกลับขึ้นมานั่งหลังตรงอีกครั้ง "สารวัตร! ไอริณรอเราอยู่นะ!" หมอทินพูดเตือนความจำ "จริงด้วย! มัวแต่เผ่นหนีพวกลองกองจนลืมไปเลย" สารวัตรหนุ่มพูดจบก็เด้งตัวขึ้นมานั่ง ดูท่าแล้วคงจะยังไม่รู้ตัวว่าพูดผิดจนติดปากไปแล้วสินะ...ลงอีหรอบนี้ หมอทินถอนใจเฮือกอย่างปลงตก "ว่าแต่ตอนนี้เราอยู่ไหนกันแล้วเนี่ย" เขาถามพลางมองออกไปในแสงสว่านของไฟยูวีที่อาบไล้ใบแล่นเสี้ยวที่อยู่ในรัศมีทั้งสองข้างทาง "ไร่อ้อยของพวกชาวบ้านน่ะ จากนี่ไปอีกสักสองกิโลก็จะถึงถนนเลี่ยงเมืองแล้วล่ะ" สารวัตรสิทธาตอบพร้อมกับเข้าเกียร์และเริ่มบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
"ฮาโหลๆ พวกคุณลืมอะไรไปรึเปล่าเนี่ย" เสียงอู้อี้ดังขึ้นมาจากโทรศัพท์ที่ถูกเท้าหมอทินเหยียบเอาไว้อีกครั้ง เขาหันไปสบตากับสารวัตรหนุ่มก่อนจะก้มลงไปหยิบ "นี่เขายังอยู่อีกเหรอวะเนี่ย ผมละอยากเห็นเขาถูกพวกลองกองไล่ฟัดกัดไข่บ้างจัง" นายตำรวจหนุ่มพึมพำอย่างใจร้ายให้พอได้ยินกันแค่สองคน "นี่จะไม่คิดขอบคุณผมสักหน่อยเลยเหรอ ผมเพิ่งช่วยชีวิตพวกคุณไว้นะ" ด็อกเตอร์ธานินทร์ลำเลิกบุญคุณ "ช่วยชีวิตงั้นเหรอ?!" หมอทินจะคอกเสียงใส่ด้วยอารมณ์พุ่งพล่านและเดือดปุดขึ้นมาอีก "ความลีลาของคุณเกือบทำจะทำให้เรากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพราะกองกอยพวกนั้นแล้ว รู้ตัวบ้างมั้ย!" เขากระแทกเสียงใส่
"เดี๋ยวนะ..." สารวัตรสิทธาขัดขึ้น "ถามหน่อย แล้วไอ้ลองกองสองตัวนั่นมันมาทำอะไรที่นี่" คำถามของนายตำรวจหนุ่มทำเอาเสียงในสายเงียบไปคล้ายกับจะอึ้ง "อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้เรื่องน่ะ" หมอทินเสริมเสียงแข็งกร้าว อึดใจต่อมาต้นสายก็กรอกเสียงตอบกลับมา "โอเค ผมต้องขอโทษด้วยกับเรื่องนั้น มันเป็นงานวิจัยของผม แต่คุณก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วยสื" ด็อกเตอร์ธานินทร์พูดเสียงแข็ง "จะมาถามหาความเป็นธรรมจากคนที่เพิ่งจะหนีตายมาได้จากสิ่งที่คุณทำลงไปเนี่ยนะ!" หมอแทรกขึ้นด้วยความเดือดจัด "ฟังผมก่อนนะหมอ ตั้งใจฟังและอย่าเพิ่งพูด ผมไม่ได้ขอให้พวกคุณเข้ามาใช้เส้นทางนี้ที่มันเป็นพื้นที่ทดสอบซึ่งถูกกำหนดไว้ในแผนงานของผมอยู่ก่อนแล้ว ก่อนพวกคุณจะมารู้จักศูนย์ของเราด้วยซ้ำไป" น้ำเสียงเหมือนเขาเองก็ต้องใช้ความอดทนในการพูดไม่น้อยเลยทีเดียว "แล้วถ้าพวกคุณเชื่อและไปตามเส้นทางที่ผมส่งให้ พวกคุณก็จะไม่ต้องมาถูกพวกมันไล่กัดไข่อย่างนี้หรอก คิดดูให้ดีนะว่านี่มันเป็นความผิดของผมหรือของพวกคุณเองกันแน่" คราวนี้เป็นฝ่ายหมอทินกับสารวัตรสิทธาที่ต้องเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาความหัวร้อนของหมอทินลงไปได้เลยสักนิด "ดิ้นเก่งชะมัดเลยว่ะ ไอ้หมอนี่" สารวัตรสิทธากัดฟันพูดเบาๆ
"แล้วก็...มีเรื่องที่ผมจะต้องเตือนพวกคุณไว้ก่อนนะว่า การเปิดใช้ระบบไฟยูวีมันจะสิ้นเปลืองพลังงานมากพอๆ กับการเปิดแอร์เบอร์แรงสุดเลยทีเดียว และมันก็ยังทำให้รถซดน้ำมันเปลืองขึ้นอีกเป็นเท่าตัวด้วย เพราะงั้น...เปิดใช้งานเมื่อจำเป็นเท่านั้นล่ะ ในสถานการณ์แบบนี้พวกคุณไม่อยากจะน้ำมันหมดกลางทางหรอก...เชื่อผมสิ" คำเตือนจากน้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นทำเอาสารวัตรสิทธาถึงกับตาเหลือก ลนลานรีบกดซ้ำลงไปบนปุ่มสีน้ำเงินนั่นทันที แล้วแสงสีน้ำเงินรอบตัวรถก็ดับวูบลง คงเหลือไว้แต่แสงไฟหน้ารถที่สว่างจ้าส่องตรงเข้าไปในความมืด "แล้วทำไมเพิ่งมาบอกวะ!" เขาสำรากออกมาอย่างไม่ชอบใจ หมอทินมองเข้าไปในความมืดนอกตัวรถแล้วทำให้เขารู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาอีกอย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่ากองกอยสองตัวนั่นจะย้อนกลับมาเล่นงานพวกเขาซ้ำอีกหรือเปล่า
"แสงยูวีจะปกป้องพวกคุณจากการโจมตีของพวกมันได้ พวกคุณก็คงเห็นกับตาแล้วว่ามันมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน" หมอทินหันไปมองโทรศัพท์ด้วยความประหลาดใจที่หมอนั่นยังไม่ยอมหยุดพูดและตัดสายไปเสียที เขารู้วึกหงุดหงิดรำคาญเต็มปริ่มแล้วกับเสียงระคายหูที่พูดอยู่จ๋อยๆ นั่น "สิ่งมีชีวิตเหล่านี้แทบจะทุกชนิด ต่างก็แพ้แสงยูวีทั้งนั้น เรามีไฟฉายยูวีสำรองเก็บเอาไว้ในเก๊ะใต้ที่นั่งเบาะหลัง มันอาจจะช่วยอะไรพวกคุณได้บ้างเมื่อถึงคราวจวนตัว" คำบอกเล่านั้นทำให้หมอทินนึกไปถึงแสงสีน้ำเงินที่สว่างขึ้นมาจากพื้นห้องตอนที่พวกนั้นให้อาหารกองกอยกับกระสือตัวนั้นขึ้นมาได้ มันใช้ป้องกันการหลบหนีของพวกมันสินะ และเขาก็มั่นใจว่าแผงหลอดไฟที่ติดตั้งอยู่ในลิฟท์เมื่อตอนที่ไปถึงศูนย์นั่นในตอนแรกก็มีไว้เพื่อจุดประสงค์เดียวกันนี้อย่างไม่ต้งสงสัย "เอาล่ะ ที่อยากจะบอกก็มีแค่นี้แหละ โชคดีก็แล้วกันนะพวกคุณ บาย" เป็นคำอวยพรทิ้งท้ายแบบส่งๆ ที่เย็นชาที่สุดเท่าที่หมอทินเคยได้ยินมา ก่อนที่สายจะตัดไป
ชายหนุ่มทั้งสองนั่งนิ่งเงียบกันไปชั่วครู่ ขณะที่สารวัตรหนุ่มทอดสายตามองถนนเบื้องหน้า หมอทินก็กำลังจ้องมองโทรศัพท์ที่ดับไปนานแล้วอย่างเอาเป็นเอาตาย นึกถึงคำพูดของด็อกเตอร์ธานินทร์แล้วก็ยิ่งทำให้อารมณ์ที่ครุกรุ่นอยู่แล้วกลับติดไฟพรึบขึ้นมาอีกอย่างง่ายดาย ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่รู้สึกเคืองแค้นไอ้หมอร่างยักษ์นั่นเสียแล้ว "คอยดูนะ ถ้าผมเจอหน้าไอ้หมอนั่นเมื่อไหร่ล่ะก็ ผมจะบีบไข่มันให้เละคามือเลยคอยดู" สารวัตรสิทธาคำรามฮึ่มอย่างคาดโทษ "เยี่ยมเลยสารวัตร ยังไงก็เหลือไว้ให้ผมบีบข้างนึงด้วยล่ะ" หมอทินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพูด
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 45
Comments