ความลับที่ถูกเปิดเผย

ทันทีที่สติของเธอกลับคืนมา ด็อกเตอร์รำมะนาก็ต้องใจหายวาบ เมื่อพบว่าเธอกำลังจ้องมองอยู่ที่จุดกำเนิดแสงบนใบหน้าของซอมบี้ในระยะประชิด โดยมีเพียงกระจกหนากั้นเอาไว้ เธอผงะถอยหลังออกทันที "เอกลักษณ์โดดเด่นที่พวกกระสือและโพงมีร่วมกันก็คือ พวกมันสามารถเปล่งแสงออกมาได้เหมือนๆ กัน มันเป็นปฏิกิริยาทางเคมีภายในร่างกายระหว่างเซลล์ทีลิมโฟไซต์กับโปรตีนของคูเคอมาเนีย ก่อให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสีแดงและเขียว แสงของพวกมันจะเด่นชัดมากเมื่ออยู่ในความมืด" ศาตราจารย์คงเดชพูดโดยให้สนใจกับความตื่นตระหนกของเธอด้วยการมองนิ่งๆ ราวกับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

"ห๊ะ!? มันทำได้ขนาดนั้นเลยหรือคะ ศาตราจารย์!?" สกุณาถามเสียงสูง ทำหน้าตาที่บอกว่าไม่อยากจะเชื่อ "มันถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพการหลอกล่อที่ดียิ่งขึ้น แบบเดียวกับเอสคาหรือติ่งเรืองแสงที่ติดอูยูกับส่วนปลายอิลลิเซียมของปลาแองเกลอร์เพื่อใช้หลอกล่อปลาอื่นมาเข้าปากนั่นแหละ และมันก็ได้ผลมากเสียด้วยสิ แสงสีต่างๆ มักจะดึงดูดสิ่งมีชีวิตได้ดีเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่ในความมืด" ศาตราจารย์เฒ่ากล่าว นี่ขนาดหญิงสาวจบด็อกเตอร์มาจากสถาบันชื่อดังของเมืองนอกเมืองนาแล้วนะ เธอยังรู้สึกมึนงงกับศัพท์แสงที่ชายสูงวัยใช้อธิบายเสียจนปวดขมับหนึบๆ ได้ขนาดนี้ "นี่ฉันถูกมัน...เอ่อ เขาสะกดจิตงั้นหรือคะ!?" ด็อกเตอร์รำมะนาถามอย่างตื่นตะลึง

"แต่ดูเหมือนว่าเชื้อปรสิตที่อยู่ในตัวพ่อหนุ่มคนนี้..." ชายสูงวัยพูดพร้อมกับมองไปที่ซอมบี้โพงที่ยังไม่เลิกตะกายกระจกขณะเดินอ้อมมุมโต๊ะทำงานไปยังเก้าอี้ของเขา "...จะมีการพัฒนายีนส์บางตัวให้กลายเป็นนักล่าที่กระหายเลือดขึ้นมาอีกขั้นแล้ว" เขาละสายตาจากซอมบี้แล้วหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความกังวลพอๆ กับสีหน้า "กระสือและโพงที่พวกเรารู้จัก ไม่เคยมีตัวไหนที่จะเที่ยวไล่กัดผู้คนไปทั่วโดยไม่มีสาเหตุอย่างนี้ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักสันโดษมากถึงมากที่สุด และไม่ค่อยจะเป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์ นอกเสียจากว่าจะมีคนเข้าไปทำร้ายมันหรือล่วงล้ำอาณาเขตของมันเข้า ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติที่สัญชาตญาณพื้นฐานสั่งให้พวกมันทำเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์" ชายสูงวัยพูดไปเรื่อยๆ เวลาเดียวกันกับที่ใช้นิ้วเขี่ยไปมาอยู่บนแผ่นกระจกใสและบางเฉียบมี่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ดูเหมือนมันจะทำหน้าที่เป็นคีย์บอร์ดทัชสกรีนของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ง้อเมาส์ สองตาจับจ้องอยู่กับหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดสามสิบนิ้ว ที่บางพอๆ กับกระจกที่ใช้ทำพื้นโต๊ะทำงานของเขา ท่าทางและการบรรยายของเขาทำให้เธอนึกถึงชั่วโมงแห่งความง่วงงุนมี่เธอต้องเข้าฟังบรรยายพิเศษของอาจารย์ประจำภาควิชาพาราไซโทโลจีขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

"แต่กับเจ้าพวกนี้มันต่างออกไป พวกมันก้าวร้าวและดูร้ายมากกว่า ชอบการรวมกลุ่มเพื่อล่าเหยื่อมากกว่าการหากินเพียงลำพัง ซึ่งนั่นมันคือข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างกระสือสายพันธุ์ดั้งเดิมกับพวกกลายพันธุ์พวกนี้ การกัดของมันดูจะมุ่งเน้นหวังผลทำให้เหยื่อเกิดบาดแผลฉกรรจ์อันเป็นสาเหตุของการตาย แต่เลือดที่จากตัวเหยื่อกลับเหือดแห้งไปถายในเวลาไม่ถึงสามนาที ก่อนที่การติดเชื้อจะสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไปเป็นกระสือหรือโพงเต็มรูปแบบ"

สิ่งที่ชายสูงวัยพูดทำให้ด็อกเตอร์รำมะนานึกไปถึงตัวอย่างที่เธอและหมอทินลักลอบเก็บมาจากโดมปลอดเชื้อเฉพาะกิจนั่น "เซลล์ของพวกมันกินเซลล์เม็ดเลือดแดงของเหยื่อจากข้างใน!" เธอพูด "โป๊ะเชะ! คุณลักษณะนี้ไม่เคยมีมาก่อนในเชื้อปรสิตดั้งเดิม คนที่ติดเชื้อก็ไม่ได้แสดงอาการดุร้ายกระหายเลือดอย่างนี้เลยด้วย" "แล้วที่คุณพูดมาทั้งหมดนี่มันเกี่ยวกันยังไงคะ" ด็อกเตอร์สาวถาม ศาตราจารย์เฒ่ายิ้มเครียดๆ ก่อนจะตอบ "ก่อนอื่นคุณต้องแยกกันให้ออกระหว่างเชื้อดั้งเดิมกับเชื้อกลายพันธุ์ให้ได้เสียก่อน" เขาเริ่มพูด และท่าทางจะพูดยาวมากเลยด้วย เตรียมหัวไว้มึนได้เลย...ด็อกเตอร์สาวคิด

"สำหรับเชื้อดั้งเดิมที่อยู่ในโฮสต์เพศหญิง พวกมันจะสร้างสารเคมีชนิดหนึ่งออกมาเคลือบส่วนที่ต้องแยกออกมาจากร่างโฮสต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลออกจนโฮสต์แห้งตายไปเสียก่อนเมื่อตอนที่พวกมันต้องออกหากินในช่วงเวลากลางคืน และคนที่ติดเชื้อจะยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่แม้จะเพียงครึ่งเดียวในเวลากลางวันก็ตาม ในขณะที่เชื้อกลายพันธุ์กลับทำในทางตรงกันข้าม พวกมันกำจัดร่างโฮสต์ทิ้งด้วยการด้วยกินเม็ดเลือดแดงจนหมดจนร่างโฮสต์แห้งตาย เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนพวกที่อยู่ในร่างโฮสต์เพศชายนั้น เมื่อพวกมันกินเม็ดเลือดจนหมดแล้ว ก็จะสร้างสารชีวเคมีบางอย่างซึ่งมีฤทธิ์ในการควบคุมสมองส่วนกลางของร่างโฮสต์ให้ทำงานต่อไปได้ และยังสามารถทำลายจุลชีพต่างๆ ที่มีหน้าที่ย่อยสลายเซลล์ที่ตายแล้วให้หมดไปจากร่างกายได้อีกด้วย นั่นเป็นสาเหตุให้ไม่เกิดการเน่าเปื่อยขึ้นกับร่างโฮสต์ ทำให้โพงกลายเป็นซอมบี้อย่างที่เราเห็นนี่ไงล่ะ"

"ความแตกต่างอีกอย่างที่ทำให้เราแยกเชื้อดั้งเดิมกับเชื้อกลายพันธุ์ออกจากกันได้ก็คือ เชื้อดั้งเดิมสามารถสร้างเซลล์ที่มีส่วนประกอบของสารคลอโรฟิลล์ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับคอลาเจนกลายเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เกาะกันเป็นแผงอยู่ใต้ผิวหนังของร่างโฮสต์ ทำหน้าเป็นเหมือนเกราะป้องกันพวกมันจากรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ มันจะใช้โฮสต์ของมันเป็นที่อยู่ในช่วงกลางวันได้โดยที่พวกมันจะไม่ถูกแดดปกติเผาตายกันหมดเสียก่อน แต่กับพวกกลายพันธุ์นี่สิ..." ศาตราจารย์เฒ่าหยุดพูดแล้วมองซอมบี้รปภด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์

"ยังไงหรือคะศาตราจารย์" ด็อกเตอร์รำมะนาถาม เธอเริ่มจะรู้สึกว่าเรื่องที่เขาว่ามาทั้งหมดทั้งมวลนั่นมันชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้ว "ดูเหมือนว่าพวกมันจะสร้างปัญหาให้กับตัวเองด้วยการละทิ้งร่างโฮสต์ที่จะเป็นเกราะป้องกันตัวของพวกมันไปอย่างไม่สนใจใยดี และจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้จุดประสงค์ที่พวกมันทำอย่างนั้น แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ เราต้องหาทางตัดวงจรการแพร่พันธุ์ของพวกมันให้ได้เร็วทันสุด" น้ำเสียงเป็นกังวลของชายสูงวัยกลับมาอีกแล้ว

"แล้วอย่างนี้เราจะทำยังไงกันต่อไปล่ะคะ" สกุณาถาม ศาตราจารย์คงเดชขยับแว่นตาที่เลื่อนหล่นลงมาคาที่ปลายจมูกให้เข้าที่ "เท่าที่เราทำกันอยู่ในตอนนี้ยังคือ เร่งค้นหาแหล่งกำเนิดของการกลายพันธุ์และทำให้มันหมดฤทธิ์ให้ได้ก่อนที่มันจะขยายวงกว้างไปมากกว่านี้น่ะสิ คุณผู้หญิง" เขาพูดพร้อมกับมองไปยังกล่องกระจกกล่องอื่นๆ ที่อยู่ในห้องนั้น ทำให้หญิงสาวอดใจไม่ได้ที่จะมองตามไปด้วย นั่นทำให้สายตาของเธอไปหยุดอยู่กับสิ่งที่อยู่ในกล่องถัดจากซอมบี้รปภไปสองกล่อง ตามมาด้วยความรู้สึกขัดแย้งต่อสิ่งที่เพิ่งจะได้ฟังมากับภาพตรงหน้าที่เห็นอยู่ ณ ตอนนี้

"เดี่ยวนะคะ...คุณบอกว่าผู้หญิงเท่านั้นที่ติดเชื้อแล้วจะกลายร่างเป็นกระสือใช่ไหม" ด็อกเตอร์รำมะนาหันไปถามศาตราจารย์เฒ่า "คุณเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะคุณผู้หญิง" ชายสูงวัยตอบก่อนจะหันมามองเธอ "งั้นหรือคะ...แล้วนั่นล่ะ" หญิงสาวใช้สายตานำเขาไปยังกล่องที่ทำให้เกิดคำถามนี้ขึ้นมา ซอมบี้ตัวนั้นมีลักษณะกายภาพเป็นผู้หญิงรูปร่างเพรียวสวยสะโอดสะองปานรูปปั้นเทพธิดาวีนัส แถมด้วยอกหน้าใจใหญ่โตมโหระทึกน่าจะถึงคัพแซดได้เลย มันใหญ่เสียจนน่าจะเป็นสาเหตุให้ต้องโน้มตัวมาข้างหน้าและกำลังยืนโยกโยนตัวพร้อมกับทำแขนห้อยแกว่งไปมาเหมือนคนเป็นไฮเปอร์อยู่ตรงกลางกล่อง ชายสูงวัยมองตามไป ก่อนจะหัวเราะหึๆ

"โอ้...นั่นน่ะรึ ผมเดาว่าคุณคงจำซุปเปอร์โมเดลผู้โด่งดังคนนั้นได้นะ...คุณผู้หญิง หลักฐานจากกลุ่มงานทะเบียนราษฎร์ที่เราได้มา บอกว่าเพศกำเนิดของเธอเป็นเด็กชาย" ศาตราจารย์เฒ่าตอบขำๆ แต่ด็อกเตอร์สาวขำไม่ออก "อะไรนะคะ คุณกำลังจะบอกว่าคนคนนี้คือวิชายา อนาถากุลงั้นหรือคะ!" สกุณาอุทานเสียงดังทำหน้าช็อคซีนีม่ามาก มองหน้าชายสูงวัยสลับกับซอมบี้ตัวนั้นไปมา "เราพบเธอเดินเล่นชมเมืองอยู่ใกล้ๆ กับศูนย์การค้าเดอะมอยล์เมื่อคืนนี้ ช่วงเวลาเดียวกับที่มันโจมตีรปภของคุณนั่นแหละ" ศาตราจารย์คงเดชตอบ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ด็อกเตอร์รำมะนาอยากจะรู้ "แปลว่า...เธอเป็นผู้หญิงข้ามเพศงั้นเหรอ!" หญิงสาวมองหน้าชายสูงวัยอย่างจะขอคำยืนยัน "ถูกต้องแล้ว...คุณผู้หญิง" เขาตอบ "บ้าน่า...ไม่อยากเชื่อเลย ฉันเข้าใจมาตลอดว่าเธอเป็นผู้หญิงจริงๆ เสียอีก วงการมายาของแท้เลยนะเนี่ย!" สกุณาพึมพำทำหน้าฉงนด้วยความที่คาดไม่ถึง ศาตราจารย์คงเดชมองเธอแล้วยิ้ม

"ศัลยกรรมอาจจะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเพื่อหลอกลวงสายตาของคุณได้ แต่มันเปลี่ยนแปลงโครโมโซมของคุณไม่ได้หรอกนะ" ด็อกเตอร์ผู้สูงวัยกล่าวพลางยกถ้วยกาแฟที่วางบนโต๊ะขึ้นทำท่าจะดื่มแต่กลับชะงักกึก ด็อกเตอร์รำมะนาเห็นความผิดหวังวาบขึ้นมาบนใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาเมื่อพบว่าถ้วยใบนั้นว่างเปล่า ชายสูงวัยวางถ้วยลงตามเดิม แล้วเปลี่ยนไปคว้าแก้วน้ำขึ้นมาแทนพร้อมกับพูด "เชื้อปรสิตคูเคอมาเนียมีฤทธิ์จำเพาะกับโครโมโซม xx อย่างยิ่งยวด มันสามารถแทรกแซงเข้าไปปรับเปลี่ยนลึกถึงระดับ DNA ของร่างโฮสต์เลยทีเดียว พวกมันจะเปลี่ยนอวัยวะบางส่วนให้มีความสามารถแยกตัวออกจากโฮสต์หลักโดยที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับเซลล์เลย แต่กับโครโมโซม xy นั้นมันกลับไม่สามารถแทรกแซงได้โดยสมบูรณ์ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในโฮสต์เพศชายได้ตามปกติ เอ่อ...ผมหมายถึงปกติของสายพันธุ์ของมันน่ะนะ แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็สามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วด้วยการกัดก้านคอเพื่อส่งผ่านเชื้อไปตามหลอดเลือดคาโรติดส่งตรงเข้าสู่สมองเหมือนๆ กัน" ชายสูงวัยหยุดเพื่อจิบน้ำแก้คอแห้งพลางส่งสายตามองนักวิจัยสาวและผู้ช่วยของเธอเหมือนต้องการเปิดโอกาสให้ซักถามคำถามต่อไป "ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะนะคะศาตราจารย์" เสียงผู้หญิงมีอายุดังขึ้นจากทางด้านหลัง

นักวิทยาศาสตร์หญิงสูงวัยเดินยิ้มแป้นแล้นเข้ามาในห้อง ในมือถือถาดที่มีถ้วยกาแฟสามถ้วยมาด้วย เธอเดินตรงไปวางมันลงบนโต๊ะทำงานของศาสตราจารย์เฒ่าพร้อมกับรายงาน "กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลของคุณค่ะ ศาสตราจารย์" เธอพูดเสียงนุ่มนวลสไตล์คุณป้าใจดี "แต่ต้องขอโทษด้วยนะคะ" เธอหันมาพูดกับหญิงสาว "ฉันไม่ทราบว่าคุณสองคนดื่มสูตรไหน เลยชงสูตรมาตรฐานของเรามาให้ กาแฟสอง ครีมเทียม โกโก้และน้ำตาลทรายแดงอย่างละช้อน ลองชิมดูนะคะ" พูดจบก็ส่งยิ้มแป้นมาให้อีก แต่ด็อกเตอร์รำมะนาทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ ส่งกลับไป "ไม่เป็นไรค่ะ...ฉันยังไงก็ได้ ขอบคุณนะคะคุณ...ยัยนก!" เธอพูดคำสุดท้ายด้วยความตกใจ ที่เห็นสกุณาพุ่งเข้าไปคว้ากาแฟถ้วยหนึ่งขึ้นมาสูดดมก่อนจะทำหน้าฟินเฟอร์เบอร์แรงส์ "ฮ้า...หอมชื่นใจ" สกุณาพูดอย่างมีความสุข "คุณช่วยชีวิตฉันไว้แท้ๆ เลยค่ะ ไม่งั้นฉันคงได้ยืนคอพับหลับเป็นนกโดนทุบหัวแน่ๆ เลย" คำฉอเลาะของผู้ช่วยสาวทำให้ด็อกเตอร์รำมะนาเผลอกรอกตามองบน "เสียมารยาทจริงๆ เลยยัยนกตะกรุมตะกรามบ้า!" เธอเข่นเขี้ยวพูดเบาๆ "อ้าว ทำไมล่ะด็อกฯ ดื่มเถอะน่า นี่มันเป็นสูตรที่ด็อกฯชอบไม่ใช่รึไง" สกุณาพูดจบก็ยกถ้วยขึ้นจิบแล้วทำหน้าฟินขั้นสุด

ศาตราจารย์คงเดชหัวเราะเบาๆ อย่างคนแก่ใจดี "ตามสบายเลยนะ...คุณผู้หญิงทั้งสอง คืนนี้พวกคุณเจอเรื่องเครียดๆ กันมามากแล้ว ผมหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นนะ เอ้า...เชิญตามสบาย" เขากล่าวด้วยท่วงท่าสุภาพก่อนจะหันไปหานักวิทยาศาสตร์หญิงสูงวัย "ขอบคุณสำหรับกาแฟชั้นเลิศนะ ศาตราจารย์ชบาแก้ว อ้อ...คุณเห็นด็อกเตอร์ธานินทร์บ้างไหม" เขาถาม "เมื่อครู่ฉันเห็นเขาขึ้นลิฟต์ไปข้างบนนะคะ ไม่ทราบว่าไปไหนค่ะ" นักวิทยาศาสตร์ร่างท้วมตอบ หญิงสาวลอบสังเกตเห็นสีหน้าของชายสูงวัยบึ้งตึงขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วมันก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบราวกับจะให้มันช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยบนใบหน้า "งั้นหรอกรึ...เอาเถอะ ขอบคุณมากศาตราจารย์" เขาพูดแค่นั้นแล้วก็ยืนมองตามหลังนักวิทยาศาสตร์หญิงสูงวัยที่เดินกลับออกไปทางเดิมอย่างเงียบๆ แต่บทสนทนาระหว่างชายสูงวัยกับหญิงร่างท้วมได้สะกิดต่อมความทรงจำของด็อกเตอร์รำมะนาให้ทำงานโดยอัตโนมัติ มันโหลดคำพูดของด็อกเตอร์ธานินทร์ขึ้นมาเล่นซ้ำในหัว 'ตอนนี้ผมคิดว่าเราพร้อมใช้งานพวกกองกอยที่ถูกฝึกแล้วล่ะนะ'

"เอ่อ...ศาตราจารย์คะ มีความเป็นไปได้ไหมคะที่เราจะใช้พวกกองกอยไปจัดการกับพวกกระสือกลายพันธุ์พวกนั้นน่ะค่ะ" ด็อกเตอร์รำมะนาตัดสินใจถามออกไปจนได้ และมันก็ทำให้เธอรู้สึกโล่งขึ้น แต่สำหรับศาตราจารย์คงเดชแล้ว สิ่งที่เธอพูดไปนั้นมันทำให้เขาชะงักมือที่กำลังถือถ้วยกาแฟค้างเอาไว้ แล้วตวัดสายตามาจ้องหน้าเธอเขม็ง มีความระแวดระวังผุดขึ้นมาในดวงตาสีเหล็กใต้แว่นกลมคู่นั้น นั่นทำให้หญิงสาวชักไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือผิดที่ถามออกไปอย่างนั้น "คือ...ฉันก็แค่ลองคิดแบบโฮมีโฮพาธีน่ะค่ะ...พิษล้างพิษ ตัวอันตรายจัดการกันเอง...อะไรประมาณนั้น" นักวิจัยสาวพยายามเฉไฉและพยายามปั้นหน้าให้ดูอินโนเซ้นท์เข้าไว้ เธอเริ่มจะสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ ด้วยว่าถ้าหากเธอบอกว่าได้ยินเรื่องนี้มาจากพวกของด็อกเตอร์ธานินทร์แล้ว ปฏิกิริยาของศาสตราจารย์เฒ่าจะเป็นยังไงนะ เพราะเท่าที่เธอเห็นนี้ เขาดูจะตกใจอยู่ไม่น้อยที่อยู่ๆ เธอก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ชายสูงวัยจ้องตานักวิจัยสาวนิ่งอยู่ชั่วอึดใจราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง "ใช่...มันมีความเป็นไปได้" เขาตอบออกมาในที่สุดและเบนสายตาไปทางอื่น "แต่มันก็ยังเป็นแค่แนวคิดนะคุณผู้หญิง ปกติพวกมันก็เป็นศัตรูกันตามธรรมชาติอยู่แล้ว และที่ผ่านมาเราพยายามที่จะฝึกพวกกองกอยให้เชื่อฟังคำสั่งของเรา แต่เราก็ทำสำเร็จไปได้เพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง"

คำตอบจากชายสูงวัยก่อให้เกิดคลื่นความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นพัดเข้าใส่หญิงสาวโครมเบ้อเร่อ "แล้วอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือล่ะคะ" ด็อกเตอร์รำมะนาถาม ศาตราจารย์เฒ่าถอนใจเบาๆ เหมือนกับว่าเขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการตอบคำถามของเธอเสียเต็มประดา เขาหมุนตัวกลับไปมองรปภซอมบี้ในกล่องกระจก "อีกสามสิบเปอร์เหรอ อืม...คุณต้องยอมรับนะว่าเราไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตใดๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเต็มร้อยหรอก...ไม่ ไม่เคยมีนักวิทยาศาตร์คนไหนในโลกทำได้ แม้แต่กับสัญชาตญาณของตัวพวกเขาเองก็ตาม สิ่งที่พวกเขาทำก็เป็นเพียงแค่การกดมันเอาไว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะและสามัญสำนึกเท่านั้น ถ้าขาดสติเมื่อไหร่ ความดิบเถื่อนก็จะเผยตัวตนของมันออกมา และเราก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของพวกเราที่จะทำให้เกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมาในสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกเหนือจากมนุษย์เราเองได้" เขาพูดจบก็ก้มหน้านิ่งเงียบไปร่วมกับกำลังให้เวลาตัวเองตัดสินใจ "เขาเป็นอะไรไปน่ะด็อกฯ" สกุณายื่นปากมากระซิบข้างหู ทำเอาหญิงสาวขนลุกเกรียว "อยู่เฉยๆ แล้วจิบกาแฟของเธอไปเลย!" ด็อกเตอร์รำมะนาหันไปกระซิบเอ็ดพลางลูบแขนตัวเองไปมา

"รู้อะไรไหม...คุณผู้หญิง" ชายสูงวัยพูดขึ้นมาอีกหลังจะนิ่งไปสองสามวินาที "ผมรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่คุณถามคำถามนี้กับผมนะ มันทำให้ผมแน่ใจว่าสิ่งที่ผมเริ่มคิดอย่างจริงจังขึ้นมาเมื่อสองสามวันก่อนนั้น มันอาจจะเป็นไปได้ ว่าบางทีการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องของวิวัฒนาการปกติ แต่มันเป็นผลงานพันธุวิศวกรรมของใครบางคนที่จงใจตัดต่อพันธุกรรมขึ้นมาใหม่ต่างหากล่ะ" นักวิจัยสาวถึงกับอึ้งไปนิดหน่อยกับความมโนอันล้ำเลิศบรรเจิดสุดติ่งกระดิ่งแมวของศาสตราจารย์เฒ่า เธอถึงกับเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่ตั้งใจ "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วใครล่ะคะที่จะอยากทำเรื่องแบบนั้น แล้วเขาจะทำไปทำไมคะ" สกุณาตั้งคำถาม "คนที่จะทำเรื่องนี้ได้ จะต้องรู้จักเชื้อเคอคูมาเนียพาราไซทิสเป็นอย่างดี และผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครที่ข้างนอกนั่นจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันหรอกนะคุณผู้หญิง" ชายสูงวัยพูดและหันกลับมามองเธอ "หมายความว่า...คุณคิดว่าเป็นฝีมือของคุณในศูนย์นี้...งั้นหรือคะ!" ด็อกเตอร์รำมะนาอุทานอย่างตื่นตะลึงและรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล

ชายสูงวัยกระตุกรอยยิ้มฝืนๆ ลากสายตาเลื่อนไปหาจอมอนิเตอร์บนโต๊ะทำงานของเขา "คนบางคนก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเกินกว่าที่จะใส่ใจต่อผลกระทบร้ายแรงที่ตามมานะคุณผู้หญิง ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในสมการก็คือชื่อเสียงเงินทอง และสิ่งที่เป็นแรงผลักดันที่ทรงพลังก็คือความทะเยอทะยานของคนเรานี่แหละ" "คุณพูดเหมือนจะรู้ว่ามันเป็นฝีมือใครงั้นแหละ ศาตราจารย์" ด็อกเตอร์รำมะนาตั้งข้อสังเกต เธอหรี่ตามองชายสูงวัยอย่างประเมินความคิดของเขา ศาตราจารย์เฒ่าตวัดสายตามามองเธอพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก "อันที่จริงผมเองก็ระแคะระคายมาสักพักแล้วล่ะ เพียงแต่ยังไม่แน่ใจเพราะยังหาหลักฐานอะไรไม่ได้" เขาพูด "ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องขอให้คุณช่วยยืนยันข้อสัณนิษฐานของผมสักหน่อยนะ คุณผู้หญิง" "ว่าไงนะคะ!" หญิงสาวทำหน้างงงวยแล้วชี้นิ้วใส่ตัวเอง "ฉันหรือคะ!?" ศาตราจารย์คงเดชไม่ตอบอะไร ศาตราจารย์เฒ่าก็หมุนจอมอนิเตอร์บนโต๊ะให้หันมาทางเธอ

มันเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าห้องวิจัยกระจกสองทาง ก่อนที่จะถึงห้องทำงานของศาสตราจารย์เฒ่า เธอเห็นตัวเองยืนอยู่ข้างประตูแอร์ล็อคหันหน้าเข้าหากระจกและกำลังทำท่าทางบ้าๆ บอๆ แปลกๆ ใส่กระจกอยู่ "นั่นคุณนี่คะด็อกฯ" สกุณาทักขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่ด็อกเตอร์สาวไม่ชอบใจเอาเสียเลย "แล้วนั่นทำอะไรนั้นล่ะน่ะ พิลึกเขียว" ผู้ช่วยนักวิจัยสาวตั้งข้อสังเกตุ พลางเหลือบแลสายตาล้อเลียนมามองหน้าเธอ นักวิจัยสาวรู้สึกหน้าร้อนผ่าวของมาแบบปุบปับ นึกอับอายกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำบ้าบออะไรอย่างนั้นลงไป ก็นั่นแหละ...ใครมันจะไปคิดว่าจะมีวงจรปิดติดอยู่ตรงนั้นด้วยล่ะ

อึดใจต่อมาเมื่อประตูแอร์ล็อกเปิดออก หญิงสาวเห็นภาพตัวเองเดินถอยเอาหลังไปแนบกระจก ครู่ต่อมาด็อกเตอร์ธานินทร์ก็โผล่ออกมาจากประตูและตรงไปยังแอร์ล็อกฝั่งตรงข้าม "ผมอนุมานเอาจากท่าทางของคุณแล้ว ผมคิดว่าคุณต้องได้ยินอะไรดีๆ ที่พวกเขาไม่อยากให้ผมรู้...ใช่ไหมคุณผู้หญิง" ศาตราจารย์คงเดชเอ่ยถามขึ้น "ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนที่ผมได้ให้คำตอบในสิ่งที่คุณต้องการจะรู้เถอะนะ บอกผมหน่อยว่าคุณได้ยินพวกเขาคุยอะไรกัน" ศาตราจารย์ผู้สูงวัยพูดขึ้นมาโดยจ้องมองหน้าหญิงสาวอย่างจงใจกดดัน ทำเอาด็อกเตอร์รำมะนารู้สึกตัวหนักๆ ขึ้นมาทันใด

หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นด้วยสายตาอย่างหนัก ทั้งที่สายตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเป็นมิตรยิ่งกว่าสายตาคู่ไหนในโลกที่เคยมองมาที่เธอ เธออึดอัดจนแต่ก็ไม่อาจที่จะทำเฉไฉไปทางไหนได้อีกแล้ว "ฉะ...ฉ้นบังเอิญได้ยินด็อกเตอร์ธานินทร์พูดถึงเรื่องการใช้กองกอยจัดการกับสถานการณ์ข้างนอกนั่นน่ะค่ะ...ศาตราจารย์" หญิงสาวตัดสินใจพูดความจริวออกไป เธอพบว่าตัวเองก้มหน้างุดเหมือนเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่จับได้ว่าแอบฟังคนอื่นคุยกัน ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเธอถึงได้ไม่กล้ามองหน้าชายสูงวัยตรงๆ อย่างนี้ "ขอบคุณมากนะคุณผู้หญิงที่ยอมพูดความจริงกับผม" น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนของชายสูงวัยดังขึ้น เป็นเหมือนสายลมโชยพัดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลงได้อย่างน่าประหลาด ด็อกเตอร์รำมะนาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าชายสูงวัย "ถึงแม้ผมจะรู้ความเป็นไปภายในศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นอย่างดี แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ผมระแคะระคายมานิดหน่อยว่ามีใครบางคนกำลังดำเนินการอะไรบางอย่างโดยที่ไม่ต้องการให้ผมรู้" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำเคร่งเครียดจริงจังและวางอำนาจอยู่ในที

"ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจของผมที่มีให้กับคนใกล้ชิดบางคน บางครั้งมันก็อาจจะทำให้เขาทำบางสิ่งบางอย่างที่เกินขอบเขตของตัวเองไปในทางที่...เสี่ยงอันตรายร้ายแรงได้เหมือนกัน" ชายสูงวัยพูด มีความขมชื่นเจืออยู่ในน้ำเสียง "คุณหมายถึงเอ่อ...ด็อกเตแร์ธานินทร์หรือคะ ศาตราจารย์" ด็อกเตอร์รำมะนาตัดสินใจถามออกไปตรงๆ นึกโมโหตัวเองที่หยุดความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่เคยได้เลย ศาตราจารย์คงเดชลุกยืนขึ้นช้าๆ ก่อนจะตวัดสายตาไปทางด้านหลังของเธอ หญิงสาวคิดว่าเธอสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเขาแปรเปลี่ยนไปสู่โหมดมาคุอย่างฉับพลัน และเมื่อเธอหันมองตามไป ก็พบกับร่างเล็กของด็อกเตอร์ปริมลดายืดอยู่ที่ประตูทางเข้า

เลือกตอน
1 งานเลี้ยงวันเกิด
2 เก็บตัวอย่าง
3 ห้องปฏิบัติการปรสิตวิทยา
4 ผู้ติดเชื้อ
5 เทียบเชึ
6 ศูนย์วิจัยอาร์ซีเอฟเอช
7 งานวิจัย
8 รายงานข่าวด่วน
9 ทางลัด
10 การกระจายพันธุ์
11 ความลับที่ถูกเปิดเผย
12 กองกอย
13 หมู่บ้านชลัดดาวิลล์
14 ไอริณ
15 S.O.S
16 กระสือและซอมบี้
17 เก็บกวาด
18 ทางเลือกจองคุณหมอ
19 การสอบสวน
20 ความแตกต่าง
21 องค์กรคู่ปรปักษ์
22 เทอเทิลแอนด์สเนล
23 สะกดรอยตาม
24 ปฏิบัติการปริศนา
25 ฐานวิจัยลับ
26 ทะลายรัง
27 โคตรว่านโพง
28 พ่อ แม่ ลูก
29 การลักพาตัว
30 ด็อกเตอร์ธานินทร์
31 คนทรยศ
32 คลังแสง
33 กองกอยวอริเออร์
34 พี่น้องเคลียร์ใจ
35 ล่าถอย
36 ปั๊มน้ำมัน
37 ด่านทหาร
38 หอพักหญิง
39 อุโมงค์ซิตี้
40 บันไดหนีไฟ
41 จตุรัสกลางเมือง
42 ทหารรับจ้าง
43 อุโมงค์ระบายน้ำ
44 ตึกใบหนาด
45 บนดาดฟ้า
เลือกตอน

อัพเดทถึงตอนที่ 45

1
งานเลี้ยงวันเกิด
2
เก็บตัวอย่าง
3
ห้องปฏิบัติการปรสิตวิทยา
4
ผู้ติดเชื้อ
5
เทียบเชึ
6
ศูนย์วิจัยอาร์ซีเอฟเอช
7
งานวิจัย
8
รายงานข่าวด่วน
9
ทางลัด
10
การกระจายพันธุ์
11
ความลับที่ถูกเปิดเผย
12
กองกอย
13
หมู่บ้านชลัดดาวิลล์
14
ไอริณ
15
S.O.S
16
กระสือและซอมบี้
17
เก็บกวาด
18
ทางเลือกจองคุณหมอ
19
การสอบสวน
20
ความแตกต่าง
21
องค์กรคู่ปรปักษ์
22
เทอเทิลแอนด์สเนล
23
สะกดรอยตาม
24
ปฏิบัติการปริศนา
25
ฐานวิจัยลับ
26
ทะลายรัง
27
โคตรว่านโพง
28
พ่อ แม่ ลูก
29
การลักพาตัว
30
ด็อกเตอร์ธานินทร์
31
คนทรยศ
32
คลังแสง
33
กองกอยวอริเออร์
34
พี่น้องเคลียร์ใจ
35
ล่าถอย
36
ปั๊มน้ำมัน
37
ด่านทหาร
38
หอพักหญิง
39
อุโมงค์ซิตี้
40
บันไดหนีไฟ
41
จตุรัสกลางเมือง
42
ทหารรับจ้าง
43
อุโมงค์ระบายน้ำ
44
ตึกใบหนาด
45
บนดาดฟ้า

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!