การกระจายพันธุ์

ด็อกเตอร์รำมะนามองตามหลังด็อกเตอร์ธานินทร์ที่เดินตึงตังหน้าบึ้งบูดเป็นตูดคิงคองออกจาห้องปฎิบัติการไป หลังจากคุยโทรศัพท์กับหมอทินและสารวัตรสิทธาเมื่อครู่ เธอทำหน้ายุ่งเหยิงด้วยความสงสัยว่าพวกเขาคุยกันอีท่าไหนถึงทำให้อีตาด็อกเตอร์หัวยุ่งอารมณ์เสียได้ถึงขนาดนั้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอใส่ใจอยากจะรู้อะไรมากมาย ถ้าเทียบกับภาพที่แสดงอยู่บนจอมอนิเตอร์ตรงหน้า มันกำลังฉายภาพการไลฟ์สดสถานการณ์แบบเรียลไทม์โดยทีมปฏิบัติการภาคสนามของศูนย์วิจัยนี้ "นี่มันจะกลายเป็นวันสิ้นโลกมั้ยอ่ะ...ด็อกฯ" สกุณาถามขึ้นโดยไม่ละสายตาไปจากจอ "เหลวไหลน่ะ...ฉันว่าเธอดูหนังมากไปแล้วนะ...ยัยบ๊อง" ด็อกเตอร์รำมะนาเอ็ด แต่สายตาก็จับจ้องอย่างใจจดจ่ออยู่กับจอมอนิเตอร์ตลอดเวลาเช่นกัน

"ขอโทษนะคะ ด็อกเตอร์รำมะนาใช่ไหมคะ" เสียงพูดเป็นการเป็นงานดังขึ้นจากข้างหลัง นักวิจัยสาวหันกลับไปมองก็พบกับผู้หญิงสูงวัย รูปร่างป้อมค่อนข้างเจ้าเนื้อในชุดนักวิทยาศาตร์ยืนยิ้มแป้นส่งให้เธอ แวบแรกที่ด็อกเตอร์สาวมองหน้าหญิงผู้มาใหม่ เธอรู้สึกเหมือนกับจะคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนี้มาก่อนอย่างแปลกประหลาดและไม่น่าจะเป็นไปได้ "คะ...อํอ ค่ะ ฉันรำมะนาค่ะ มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ" เธอตอบพร้อมกับชำเลืองใองจอมอนิเตอร์เป็นพักเพราะไม่อยากจะพลาดสิ่งที่เกิดขึ้นในจอ และไม่อยากเสียมารยาทด้วย "ศาตราจารย์คงเดชให้ฉันมาเชิญคุณกับผู้ช่วยไปที่ห้องแลปของท่านค่ะ" นักวิทยาศาสตร์เจ้าเนื้อพูด ทำให้ด็อกเตอร์สาวเกิดอาการเอ๊ะขึ้นมา เธอเหลียวมองไปทั่วห้องแต่กลับไม่พบว่าศาตราจารย์คงเดชจะอยู่ตรงไหนในห้องเลย อ้าว...หายไปไหนตั้งกะเมื่อไหร่เนี่ย...เธอคิดอย่างงุนงง

"อํอ...ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันตามไปนะคะ" ด็อกเตอร์รำมะนาตอบแต่ก็อดใจจะหันกลับไปมองไลฟ์สดไม่ได้ ณ ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนที่กำลังไลฟ์อยู่นั้น หลบอยู่หลังบังเกอร์ของทหารที่ถูกอาบด้วยแสงสีน้ำเงินไปทั่ว มีชายในชุดพรางถืออาวุธหนักอยู่ในมือวิ่งกันวุ่นวายตัดผ่านหน้ากล้องไปมาให้ควั่ก แม้ว่าจะถ่ายจากระยะไกล แต่ก็พอจะมองเห็นรายละเอียดได้พอสมควร แสงวูบวาบสีเขียวสลับแดงจำนวนมากมายพุ่งฉวัดเฉวียนไปมาในอากาศอย่างอิสระเหมือนโคมลอยที่มีชีวิต แต่ก็ไม่ยักจะเข้ามากรายใกล้บังเกอร์ทหารเลยสักตัวเดียว

ในขณะที่บนถนนกลางสี่แยกไฟแดงย่านธุรกิจของเมืองก็เต็มไปด้วยร่างแข็งทื่อนับร้อยๆ ของคนที่นักวิจัยสาวมั่นใจว่าพวกเขาได้ตายไปแล้วหลายสิบคนเดินไปเดินมาเต็มถนนไปหมด และมีแสงสีเขียวสลับแดงสว่างวาบๆ ออกมาจากใบหน้าตลอดเวลา จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น "พวกเขาออกมาทำไมน่ะ!" เสียงผู้ชายจากข้างหลังกล้องร้องตะโกนลั่น แล้วภาพก็จับไปที่ชายหญิงสี่ห้าคนวิ่งหนีออกจากตึกแถวตรงหัวมุม พวกเขาวิ่งฝ่าฝูงซอมบี้เรืองแสงตรงเข้ามาที่บังเกอร์ โดยมีพวกที่อยู่เต็มถนนนั่นไล่ตามหลังมาติดๆ "บ้าจริง! รีบมาเร็วเข้า!" เสียงผู้ชายที่น่าจะเป็นทหารตะโกนเร่งพลางกวักมือหย็อยๆ "คำสั่งยิงมารึยังจ่า!" "ยังเลยครับผู้กอง!" "โธ่เว้ย! มัวทำอะไรกันอยู่วะ เดี๋ยวก็ได้ตายห่ากันทั้งเมืองพอดี!" ผู้กองทหารคนนั้นสำรากอย่างหัวร้อน

"เห้ยๆๆ ระวังๆ!" เหมือนจะเป็นเสียงของคนถือกล้อง เขาโฟกัสภาพไปที่กลุ่มคนที่วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตทั้งห้า ชายวัยรุ่นสองคนที่นำอยู่หน้าสุด สามารถเข้ามาในรัศมีของแสงสีน้ำเงินได้สำเร็จ แต่ที่เหลืออีกสามคนนั้น คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคนถูกดวงไฟพุ่งเข้าใส่ เธอดิ้นรนผลักไสมันออกจะตัวและกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะล้มลงนอนดิ้นเร่าๆ ลงไปบนพื้นถนน ส่วนผู้ชายอีกสองคนที่วิ่งรั้งท้ายก็ถูกฝูงคนมีแสงบนหน้าวิ่งเข้าชาร์จและกัดเข้าที่ต้นคอ "คุณพระกล้วยช่วยทอด!" สกุณายกมือปิดปากอุทานเสียงดังอย่างลืมตัว ในขณะที่ด็อกเตอร์สาวยืนนิ่งมองด้วยความตกตะลึง "นี่มันต้องเป็นวันสิ้นโลกจริงๆ ด้วย!" สกุณาร้องอย่างหวาดหวั่น ด็อกเตอร์รำมะนาพูดอะไรไม่ออก เธอเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ในสิ่งที่ผู้ช่วยสาวของเธอพูด แต่เธอก็ยังไม่สะดวกใจจะยอมรับมันอยู่ดี เกือบจะสามนาทีที่หญิงสาวยืนนิ่งงันมองภาพในจอมอนิเตอร์ที่ยังจับอยู่ที่ภาพคนสามคนดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนพื้นถนนอย่างน่าสงสาร

ทันใดนั้นหญิงสาวก็ต้องตาเบิกกว้างอีกครั้งเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า หญิงที่ถูกกระสือกัดคนนั้นอยู่ๆ ก็นอนหงายแอ่นตัวขึ้น ก่อนที่หน้าอกของเธอจะระเบิดออกจนซี่โครงบานเป็นฟลาวเว่อร์บลูม แล้วหัวที่เรืองแสงสีเขียวสลับสีแดงก็ลอยแยกออกจากตัว พร้อมกับกระดูกสันหลังและพวงไส้ทั้งยวงและเส้นสายเล็กๆ มากมายขยับยึกหยึยอยู่ในอากาศ จากนั้นหัวที่เกิดใหม่นั้นก็พุ่งขึ้นไปรวมฝูงกับพวกที่บินวอนอยู่ก่อนหน้า ส่วนผู้ชายอีกสองคนที่ดิ้นกระแด่วอยู่ก็พลันหยุดการเคลื่อนไหวลงไปชั่วเสียวินาที ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่ม ขยับตัวอีกครั้งด้วยท่วงท่าแข็งทื่อและมีแสงสีเขียวสลับแดงวูบขึ้นบนใบหน้า ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกลายสภาพไปเป็นพวกซอมบี้โดยสมบูรณ์แล้ว

"ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะด็อกเตอร์ แต่ศาตราจารย์คงเดชกำลังรอพบพวกคุณอยู่นะคะ" เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีก "คะ..." คราวนี้ด็อกเตอร์รำมะนายอมละสายตาหันไปมองเธออย่างเต็มตา พร้อมกับความแปลกใจว่าทำไมเธอถึงยังยืนอยู่ที่เดิมอีกล่ะ แต่หญิงสูงวัยร่างป้อมก็เพียงแต่เยิ้มแป้นส่งมาให้ "อ๋อ...ค่ะๆ ขอโทษที ไปกันเถอะยัยนก" เธอตอบรับอย่างเงอะงะแล้วหันไปคว้าข้อมือผู้ช่วยของเธอ "โปรดตามฉันมาทางนี้ค่ะ" นักวิทยาศาสตร์สูงวัยกล่าวอย่างสุภาพก่อนจะขยับเดินนำไปที่ประตูเชื่อมที่เปิดออกสู่โถงทางเดินสีขาวสว่างไสวและดูไซไฟเหมือนในหนังเปี๊ยบ จะว่าไปแล้วด็อกเตอร์รำมะนาก็นึกสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า ทำไมศาตราจารย์ผู้เฒ่าคนนั้นถึงได้ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เป็นนินจาฮาโตริปิ๊กาจูอย่างนั้น เธอไม่รู้เลยจริงๆ ว่าชายสูงวัยได้ทันออกจากห้องปฏิบัติการไปอีตอนไหน อาจจะเป็นเพราะมัวแต่สนใจอยู่กับภาพข่าวมากเกินไปจนไม่ทันสังเกตเห็นตอนที่เขาเดินออกไปละมั้ง...เธอคิด

สองข้างทางที่เดินไปนั้น พวกเธอต้องผ่านห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์กรุกระจกใสมากมายหลายห้อง เรียงรายอยู่ทางด้านซ้ายไปตามทางเดิน ส่วนทางด้านขวามือเป็นผนังสีขาว มีประตูแอร์ล็อคสีต่างๆ ติดตั้งอยู่เป็นช่วงๆ นักวิจัยสาวรู้สึกทึ่งจัดกับความใหญ่โตของสถานที่ และเธอยังคิดว่าศูนย์วิจัยนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะใช้สถานที่สุดล้ำยุคนี้เพื่อการวิจัยสิ่งที่เธอและคนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลที่มีไว้หลอกเด็ก แต่ตอนนี้เธอกลับปฎิเสธไม่ออกเพราะหลักฐานมันเต็มตาคาใจเธออยู่ทนโท่ "คุณทำงานอยู่ที่นี่มานานแล้วหรือคะ" สกุณาสาวช่างพูดเริ่มใช้ความเฟรนลี่ของเธอเข้าตีสนิทกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นแม่ ปล่อยให้ด็อกเตอร์รำมะนาเดินตามต้อยๆ อย่างเงียบๆ อยู่ข้างหลังคนเดียว

เมื่อเดินมาถึงห้องปฏิบัติการที่อยู่ตรงข้ามกับประตูแอร์ล็อคสีส้ม เธอก็ชะลอฝีเท้าลงอย่างจงใจ ปล่อยให้นักวิทยาศาตร์เจ้าเนื้ที่ถูกสกุณาชวนคุยจนเพลินเดินทิ้งระยะห่างออกไปไกลขึ้นอีก มีอะไรบางอย่างในห้องกระจกปฏิบัติการนั้นดึงดูดความสนใจของเธอ นักวิจัยสามคนที่ใส่ชุดปฏิบัติการสีขาวสะอาดตาและสวมแมสปิดบังใบหน้าอยู่ พวกเขากำลังง่วนอยู่กับร่างของตัวอะไรก็ไม่รู้ที่ดูคล้ายกับมนุษย์ทั้งรูปร่างและขนาด แต่มีสีผิวกระดำกระด่างช้ำเลือดช้ำหนอง หน้าตาคล้ายคนปนค้างคาวที่มีจมูกใหญ่เกินเบอร์ ปากของมันยื่นยาวเต็มไปด้วยเขี้ยวมากมายดูน่ากลัว มีแผ่นพังผืดสีดำเป็นเงาขนาดใหญ่คล้ายปีกทรงกลมถูกนอนทับเอาไว้เพราะเจ้าตัวนั้นนอนหงายเหยีดยาวอยู่บนเตียงผ่าตัดขนาดใหญ่ที่ยกเอียงด้านกัวขึ้นสี่สิบห้าองศา ขาที่ใหญ่ดูทรงพลังกับแขนยาวเก้งก้างของมันถูกมัดตรึงเอาไว้อย่างแน่นหนา มือและเท้าขนาดใหญ่มีเล็บยาวแหลมดูอันตรายของมันยังขยับยุกยิกไปมาได้อยู่ นั่นหมายความว่ามันไม่ได้ตายหรือสลบอยู่แน่ๆ ดูท่าแล้วด็อกเตอร์รำมะนาคิดว่ามันคงจะกำลังเมายาอะไรสักอย่างที่พวกเขาฉีดใส่มันอยู่แน่ๆ

นักวิจัยหนึ่งในสามนั้นเงยหน้ามองมาทางที่เธอยืนดูอยู่ ด็อกเตอร์รำมะนาหน้าชาและใจหายวูบพร้อมกับคิดว่าความเป็นคนแปลกหน้าของเธออาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับพวกเขาเสียแล้วรึเปล่านะ เธอส่งยิ้มแหยๆ ไปให้เป็นเชิงขอโทษ แต่นักวิจัยคนนั้นกลับทำเฉยเมยทั้งที่มองมาอยู่อย่างนั้น เขาชี้โบ๊ชี้เบ๊ข้ามหัวเธอไปทำเหมือนมองไม่เห็นว่าเธอยืนอยู่ตรงนี้ ด็อกเตอร์รำมะนาทำคิ้วย่นด้วยความสงสัย "อย่าบอกนะว่ากระจกนี่เป็น..." เธอพึมพำกับตัวเอง และด้วยความที่เป็นนักวิทยาศาสตร์โดยสายเลือดของเธอ มันจึงจำเป็นอย่างมาดที่จะต้องพิสูจน์ทุกอย่างที่คลุมเคลือและน่าสงสัยทั้งหมดในโลกนี้ เธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อนในชีวิต เพื่อพิสูจน์ทราบสิ่งที่น่าสงสัยตรงหน้า ด็อกเตอร์รำมะนาเริ่มต้นทำหน้าตาประหลาดๆ อย่างที่พวกนักแสดงตลกชอบทำกันใส่กระจก เธอมั่นใจว่าต่อให้คนข้างในนั่นจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นก็ตาม แต่ถ้ามองมาเจอกับตาเหล่หน้าเบี้ยวปากจู๋อย่างที่เธอกำลังทำอยู่นี้ล่ะก็ จะต้องมีอาการสะดุดตาบ้างสิน่า แต่นักวิจัยคนนั้นกลับยังชี้นู่นนี่นั่นของเขาไปแบบไม่มีอาการบอกให้รู้เลยว่าเขาจะเห็นเธอเลยสักนิด "นั่นไง...ว่าแล้วกระจกสองทางจริงๆ ด้วย...มิน่าล่ะ" นักวิจัยสาวพูดกับตัวเองอย่างโล่งใจ

จู่ๆ นักวิจัยคนนั้นก็เดินมาทางประตูแอร์ล็อคพร้อมกับถอดแมสออกจากใบหน้า "อ้าว...ด็อกเตอร์ธานินทร์หรอกรึ" เธอพึมพำเบาๆ แล้วประตูแอร์ล็อคก็เปิดออกค้างอยู่อย่างนั้น ด็อกเตอร์รำมะนาคิดหาคำพูดที่จะบอกถึงเหตุผลที่เธอต้องมายืนอยู่ตรงนี้อย่างเร่งด่วน แต่ทว่าด็อกเตอร์หัวยุ่งร่างยักษ์ก็ยังไม่ยอมโผล่ออกมาเสียที แต่ดูเหมือนว่าจะหันไปพูดอะไรแปลกๆ กับสองคนที่เหลือ "ตอนนี้ผมคิดว่าเราพร้อมใช้งานพวกกองกอยที่ถูกฝึกแล้วล่ะนะ ผมเพิ่งจะส่งมันสองตัวลงไปในพื้นที่ที่กำหนดเมื่อเช้านี้เอง เจ๋งไปเลยไหมล่ะ" ด็อกเตอร์ธานินทร์พูดเหมือนกับจะอวดอะไรบางอย่างตามนิสัยของเขา และคำพูดของเขาทำให้เธอเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาอย่างไม่อาจจะหักห้ามใจได้ หญิงสาวจึงรีบขยับตัวเอาหลังแนบกับกระจกข้างๆ ประตูทันที

"อะไรนะคะ!" เสียงผู้หญิงพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ นักวิจัยสาวจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของด็อกเตอร์ปริมลดานั่นเอง "ได้ไง!...เรายังไม่มีผลวิจัยมารองรับเลยนะคะ แล้วถ้าเกิดศาตราจารย์คง..." เธอแย้งไม่ทันจะจบประโยคก็ถูกแทรกขึ้นเสียก่อนจากเสียงห้าวๆ ของผู้ชายอีกคน "ก็นี่ไง เราจะทำให้กรณีนี้กลายเป็นงานวิจัยชิ้นโบว์แดงของเราไงล่ะ" แน่นอนว่าด็อกเตอร์รำมะนาต้องจำได้ว่านั่นคือเสียงของด็อกเตอร์ชัชชัย เขาพูดอย่างกระตือรือร้น "นี่คุณก็รู้เห็นเป็นใจไปกับเขาด้วยงั้นเหรอ" น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูตกใจเป็นเครั้งที่สองกับสิ่งที่ได้ยิน "ก็ทำไมล่ะ โอกาสที่เราจะสร้างผลงานมาถึงแล้วนะ ที่ข้างนอกนั่น คุณจะปล่อยให้มันหลุดมือไปเฉยๆ เหรอปริม" ด็อกเตอร์ชัชชัยพูดเหมือนพยายามหว่านล้อม "ใช่...และเราก็มีกองกอยที่ผ่านการฝึกมาแล้วเป็นกองร้อย ผมคิดว่าด้วยจำนวนที่เรามีอยู่นี้ มันก็มากพอที่จะจัดการกับพวกกลายพันธุ์พวกนั้นได้สบายๆ เลยแหละ" ด็อกเตอร์ธานินทร์เสริมอย่างมั่นอกมั่นใจ

"แต่ตอนนี้ผมจำเป็นต้องพาไอ้โง่สองคนนั่นออกมาจากพื้นที่ให้ได้ก่อนที่จะกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยล่ะนะ" ด็อกเตอร์ธานินทร์พุด "อะไรนะ! มีคนเข้าไปในนั้นเหรอ!" คราวนี้ด็อกเตอร์ชัชชัยถามด้วยเสียงตกใจ "ก็แค่ไอ้โง่ที่ดื้อด้านสองคนเท่านั้นแหละ เอาน่ะ...เดี๋ยวผมจะจัดการเรื่องนี้เอง ส่วนคุณสองคนก็จัดการตามแพลนของเราให้ดีก็แล้วกัน อ้อ...แล้วอีกเดี๋ยวพวกนั้นจะมารับกระหังนั่นไปห้องสังเกตพฤติกรรมแล้ว เร่งมือกันหน่อย" ด็อกเตอร์ธานินทร์พูด "แต่ศาตราจารย์..." ด็อกเตอร์ปริมลดายังคงพยายามจะโต้แย้ง "เอาเถอะน่า เดี๋ยวเราค่อยบอกให้เขารู้หลังจากที่งานของพวกเราสำเร็จแล้วก็ได้ ถึงตอนนั้นเขาก็จะไม่มีอะไรที่จะขวางทางพวกเราได้แล้วล่ะ" ด็อกเตอร์ธานินทร์สรุปตัดบทปิดท้ายก่อนที่เขาจะเดินผ่านประตูแอร์ล็อคออกมาโดยมีโทรศัพท์แนบติดอยู่กับหู ตรงไปหาประตูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม โดยที่ไม่ได้หันมองไปทางอื่นเลย "เยส! ติดซะที ว่าแต่พวกคุณยังอยู่อีกเหรอเนี่ย! อึดเหมือนกันเนอะ" อยู่ๆ ด็อกเตอร์ธานินทร์ก็ร้องออกมา ดูเหมือนว่าจะดีอกดีใจที่สามารถโทรติดต่อกับใครบางคนได้ ด็อกเตอร์รำมะนายืนนิ่งและจ้องมองแผ่นหลังของชายร่างยักษ์ด้วยหัวใจที่ตื่นระทึก กลัวว่าถ้าเขาจะหันมาเห็นเธอเข้าแล้วเธอจะตอบคำถามเขายังไง แต่ด็อกเตอร์หัวฟูก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะรับรู้ว่ามีคนยืนมองเขาอยู่ข้างหลัง เขาเพียงแค่กดเปิดแอร์ล็อคแล้วเดินออกไปเท่านั้น "ก็บอกมาเช่... เกิดอะไรขึ้น!" เสียงสำรากของชายร่างยักษ์ถูกตัดฉับเมื่อประตูเลื่อนปิดเข้าที่

ด็อกเตอร์รำมะนาถอนใจอย่างโล่งอก เธอรีบเดินไปตามทางอย่างเร็ว ด้วยเกรงว่าถ้าเกิดมาด็อกเตอร์คนใดคนหนึ่งโผล่ออกมาเจอเธอกำลังทำภารกิจสอดรู้สอดเห็นอยู่ล่ะก็ มันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีงามเป็นแน่แท้ เธอเร่งฝีเท้าพร้อมกับมองหาหญิงสาวต่างวัยทั้งสองที่ไม่รู้ว่าเดินไปถึงไหนกันแล้ว พร้อมกันนั้นในหัวสมองก็มีแต่สิ่งที่เธอเพิ่งจะไปแอบได้ยินมาอัดแน้นเต็มเอี๊ยด "พวกนั้นวางแผนอะไรกันอยู่นะ?" เธอพึมพำถามตัวเอง "แล้วใครกันที่เป็นไอ้โง่...แล้วไอ้ไง่ที่ว่านั่นเข้าไปในอะไร ทำไมด็อกเตอร์ชัชชัยถึงได้ดูตกใจเบอร์ใหญ่ขนาดนั้น" เธอเดินไปถามตัวเองไปเหมือนคนสติไม่เต็มเต็ง แทบจะไม่รู้ตัวว่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนดูยุ่งเหยิงและก้มหน้าจ้องพื้นงุดๆ ขณะเดินเกือบจะประตูแอร์ล็อคบานถัดไป

"ฮาโหลวววว! โย่ว...โย่ว ด็อกฯ!" เสียงเจื้อยแจ้วของสกุณาดังขึ้น ด็อกเตอร์สาวเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นสกุณายืนอยู่หน้าประตูแอร์ล็อคที่เปิดค้างไว้ กำลังทำมือเป็นสัญลักษณ์ไอเลิฟยูแบบคว่ำเป็นสาวกฮิพฮอพเรียกเธออยู่ โดยที่ไร้เงาของนักวิทยาศาสตร์หญิงสูงวัยคนนั้น "อะไรกันด็อกฯ ไหงเครียดเเบอร์นั้นล่ะ ทำหน้ายังกะปวดท้องเมนส์งั้นแหละ" สกุณามองมาที่เธอและมีสีหน้าแปลกใจปรากฎขึ้น ด็อกเตอร์สาวจึงได้รู้ตัวตอนนี้เอง เธอรีบแกะปมย่นบนหน้าผากออกแทบไม่ทันปรับสีหน้าลงมาอยู่ในโหมดปกติ "เปล่านี่...ว่าแต่ เจอศาตราจารย์คงเดชรึยังล่ะ" เธอตอบเฉไฉไปเรื่องอื่น ด็อกเตอร์สาวบอกได้เลยว่ายัยนกแก้วนกขุนทองของเธอไม่ได้เชื่อตามที่เธอพูดเลยสักนิด "เชิญข้างในเลย คุณผู้หญิง" เสียงจากคนที่เธอถามหาดังออกมาจากภายในห้อง

มันเป็นห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์สีขาวสะอาดขนาดใหญ่กว่าทุกห้องที่เธอผ่านมา มีกล่องลูกบาศก์ที่ทำจากกระจกขนาดใหญ่หลายกล่องตั้งอยู่กระจายตามจุดต่างๆ ของห้อง แต่ละกล่องถูกรายล้อมไปด้วยโต๊ะทำงานและเครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่บางชิ้นก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต มีต้นไม้ขนาดเล็กหน้าตาเหมือนพืชตระกูลบอนปลูกอยู่ในกระถางสีดำตั้งประดับอยู่ตรงหัวมุมโต๊ะเสียด้วย มีอย่างหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมองหาก็ต้องเห็นเพราะมันเด่นสะดุดตามาก มัยคือแผนที่นำทางระบบดิจิตอลเรียลไทม์จอมหึมาติดอยู่บนผนังห้องด้านใน กำลังแสดงภาพแผนที่ของเมืองอุโมงค์ซิตี้อย่างละเอียดยิบทุกตรอกซอกซอยเลยก็ว่าได้ มีแสงสีเขียวกะพริบวิบวับระบุตำแหน่งจำนวนมากมายกระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วแผนที่ ราวกับจะเรียกร้องความสนใจให้ต้องหันไปมอง

ศาตราจารย์คงเดชยืนมองแผนที่นั้นอยู่ เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่ตรงหน้ากล่องที่อยู่ตรงกลางห้อง หญิงสาวทั้งสองเดินเข้าไปหาเขาด้วยอาการตื่นตะลึงกับสิ่งที่ถูกขังอยู่ภายในกล่องเหล่านั้น ซึ่งมันทำให้ความร่าเริงไม่เลือกเวลาของสกุนาเหือดหายไป เปลี่ยนมาเกาะแขนนักวิจัยสาวและแอบอยู่ข้างหลังเธอแทน ด็อกเตอร์รำมะนาถึงกับต้องนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกถึงเล็บมือที่จิกลงมาบนเนื้อแขน "โอ๊ย...ยัยนกกะปูดบ้า! เนื้อฉันจะหลุดติดมือหล่อนแล้วนะยะ!" เธอเอ็ดพร้อมกับพยายามแกะมือเหนียวหนึบออกจากแข่ง "นะ...นั่นมันอะไรกันคะศาตราจารย์" สกุณาถามขึ้นอย่างหวาดๆ เมื่อเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังศาตราจารย์เฒ่า "นั่นสิ...มันเป็นห้องสังเกตพฤติกรรมย่อส่วนหรือไงคะ" ด็อกเตอร์รำมะนาถามบ้าง เธอรู้สึกหงุดหงิดเอามากๆ ที่ผู้ช่วยสาวยึดเอาแขนของเธอไปกอดเสียแน่น แกะยังไงก็แกะไม่ออกราวกับหยอดกาวตราช้างเอาไว้ แถมยังเบียดกับเธอจนแทบจะสิงร่างอยู่แล้ว พร้อมกับทำหน้าตื่นจ้องเขม็งไปที่กล่องกระจกด้งยดวงตาที่เบิกโพลง "จะกลัวอะไรนักหนาเนี่ย! ไม่มีอะไรทำร้ายเธอได้หรอกน่า!" เธอหันไปเอ็ดเสียงเขียว

"นี่เป็นห้องทำงานของผมเอง ผมใช้ที่นี่ทำการทดลอง และในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการที่จะหาวิธีหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อเคอคูมาเนียกลายพันธุ์พวกนั้นให้ได้เร็วที่สุด" ชายสูงวัยตอบโดยไม่หันกลับมามองพวกเธอเลย ด็อกเตอร์รำมะนามองเข้าไปในกล่องกระจก เธอเห็นร่างของผู้ชายในชุดรปภเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังยืนก้มหน้าหันข้างนิ่งสนิทอยู่ มีรอยแผลเหวอะฉกรรจ์ที่ต้นคอคล้ายกับเนื้อส่วนนั้นถูกกระชากออกไป หญิงสาวมองร่างนั้นด้วยความรู้สึกปนเปกันระหว่างความหวาดหวั่นกับความอยากรู้อยากเห็น เธอคิดว่าเข้าใจความรู้สึกของสกุณาดี ก็ใครจะไม่หวาดกลัวกับสิ่งที่เคยทำให้ต้องเฉียดตายเพราะถูกมันไล่งับคอกันล่ะ...

จู่ๆ สกุณาก็บีบแขนด็อกเตอร์สาวแน่นยิ่งขึ้นไปอีกพร้อมกับส่งเสียงร้องกรี้ดเบาๆ ด็อกเตอร์รำมะนาหันไปมองก็เห็นว่าหญิงสาวทำตาเบิกโพลงหนักกว่าเดิม จ้องมองไปที่ร่างในกล่องลูกบาศก์ด้วยสีหน้าตื่นกลัวสุดขีด "ด็อกฯ นะ...นั่น! มะ...มันขยับ!" สกุณาพูดปากคอสั่น นักวิจัยสาวหันมองตามไป แล้วเธอก็ใจหล่นวูบ รปภซอมบี้ตัวนั้นมันหันมาทางพวกเธออย่างช้าๆ พริบตานั้นมันก็กระโจนเข้ามา ทำเอาสกุณาผงะถอยหลังกรูดและปล่อยแขนของเธอให้เป็นอิสระเสียที แต่กล่องกระจกก็ช่วยกันมันเอาไว้ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่มันทำได้ก็คือเอาหน้าแนบและสองมือตะกายกระจกแกรกๆ พยายามหาทางออกมาวิ่งไล่งาบคอพวกเธออย่่งดุร้าย อึดใจต่อมาสกุณาก็ขยับกลับมายึดแขนของเธอไปดอกไว้อีกครั้งหลังจากที่ตั้งสติกลับคืนมา และรู้ว่ามันไม่มีทางที่จะออกมาจากกล่องกระจกนั่นได้เลย...ถ้าไม่มีใครปล่อยมัน "คุณพาเขามาที่นี่นี่เอง... ทำไมคะ?" ด็อกเตอร์รำมะนาเอ่ยถาม

"เพราะเขาเป็นความรับผิดชอบโดยตรงขององค์กรของเรา คุณผู้หญิง" ชายสูงวัยตอบและคราวนี้เขาหันกลับมาประจันหน้ากับเธอ ในแววตาที่อ่อนโยนนั้นมีความวิตกกังวลปนเปื้อนอยู่ "ยังไงคะ" เธอรู้สึกว่ากลายเป็นคนโง่ที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะบอกเลยสักนิด "ปณิธานของเราก็คือ การหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับจัดการกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของคนทั่วไป โดยหลีกเลี่ยงการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของพวกมัน" ด้วยความที่ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ไม่เข้าใจหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หญิงสาวชักจะฉุนตะหงิดๆ "ทั้งๆ ที่พวกมันกำลังไล่กัดคนจนตายไปไม่รู้เท่าไหร่ปล้วที่ข้างนอกนั่นงั้นหรือคะ! ทั้งกระสือทั้งซอมบี้พวกนั้นน่ะ" เธอพูดเสียงกระด้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"ใจเย็นก่อนคุณผู้หญิง มันมีความแตกต่างกันอยู่มากนะ ระหว่างกระสือดั้งเดิมกับพวกกลายพันธุ์พวกนัันน่ะ" เขาหันไปมองซอมบี้ที่ตะกายกระจกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หญิงสาวต้องกะพริบตาเน้นๆ พร้อมกับสะบัดหัวเสียหนึ่งที่เพื่อขับไล่ความมึนคง "ปกติแล้วพวกกระสือและโพงจะไม่โจมตีมนุษย์ก่อน นอกเสียจากว่าจะถูกเรารุกล้ำอาณาเขตหากินหรือไปทำร้ายพวกมันเข้า พวกมันมีนิสัยค่อนข้างจะสันโดษ ไม่ชอบสังคมกับตัวอื่น พวกคุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างกระมังว่า คนที่เป็นกระสือหรือโพงมักจะแยกตัวเองออกห่างจากสังคมมนุษย์..." "ค่ะ...ใช่ ฉันเคยได้ยินมาอยู่นั้น" อยู่ๆ สกุณาก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำเอาด็อกเตอร์สาวหันขวับไปมองหน้าด้วยความประหลาดใจต่อท่าทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างปุบปับอย่างนั้น ดูเหมือนว่าสิ่งที่ศาตราจารย์เฒ่าพูดมานั้น จะทำให้สกุณาคลายความหวาดกลัวลงได้อย่างน่าประหลาด ด็อกเตอร์รำมะนาหรี่ตามองหน้าผู้ช่วยสาวที่มีแววความอยากรู้อยากเห็นผุดขึ้นมาแทนที่อย่างไม่ค่อยจะวางใจ เพี้ยนไปแล้วมั้งน่ะ ไบโพล่าร์ชัดๆ เลยยัยนี่...เธอคิด "นี่คุณกำลังจะบอกว่า เขาเป็นพวกกระสือกลายพันธุ์พวกนั้นด้วย...งั้นหรือคะ" สกุณาเริ่มตั้งคำถามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วพลางชี้นิ้วไปที่รปภซอมบี้

คงไม่ใช่แค่เธอคนเดียวหรอกที่รู้สึก เมื่อมองไปที่ชายสูงวัยแล้วเห็นว่าเขาก็กำลังมองสกุณาอย่างอึ้งๆ อยู่เหมือนกัน "อํอ...ใช่ ใช่เลยคุณผู้หญิง...เขาเป็นอย่างนั้น" ศาตราจารย์คงเดชตอบ "แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์คะศาตราจารย์" ด็อกเตอร์เตอร์รำมะนาถาม ศาสตราจารย์เฒ่าส่ายหน้าช้าๆ "ผมเชื่อว่าทีมของเราจะหาคำตอบได้เร็วๆ นี้แหละ" "แปลว่าคุณก็ไม่รู้ งั้นสินะคะ" ด็อกเตอร์สาวพบว่าน้ำเสียงของตัวเองไม่น่าจะทำให้ชายสูงวัยปลื้มใจนัก "เรากำลังหาสาเหตุกันอย่างเร่งด่วนอยู่ในตอนนี้" เสียงของเขาแข็งขึ้นนิดหน่อย "การกลายพันธุ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ ปรสิตพวกนี้มันอาศัยอยู่ในพืชตระกูลว่านชนิดหนึ่งที่มีหัวอยู่ใต้ดิน ตั้งแต่โบราณนานมาแล้วมีความเชื่อว่าการได้ทาตัวหรือสักผิวหนังด้วยสารสกัดจาดหัวว่านชนิดนี้แล้ว จะทำให้เกิดคงกระพันชาตรีฟันแทงไม่เข้า ผมสัณนิษฐานว่าความเชื่อนี้แหละที่เป็นต้นกำเนิดของโพงตัวแรกของโลก"

ศาตราจารย์คงเดชพูดเป็นตุเป็นตะมาซะขนาดนี้ ทำเอาหญิงสาวถึงกับมึนตื้บไปเหมือนกัน แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นมันก็สมเหตุสมผลไม่น้อย "เดี๋ยวนะคะ ฉันคิดว่าเรากำลังพูดกันเรื่องกระสือเสียอีก แล้วโพงอะไรนี่มาเกี่ยวกันได้ยังไงล่ะคะ" ผู้ช่วยนักวิจัยสาวท้วงขึ้น ชายสูงวัยเหลียวมองหน้าสกุณา "เกี่ยวเป็นอย่างยิ่งทีเดียวล่ะ...คุณผู้หญิง" เขาตอบพร้อมรอยยิ้มอันสุขุมลุ่มลึก "โพงคือคำที่ใช้เรียกตัวโฮสต์ที่เป็นเพศชาย และแน่นอน...เราเรียกโฮสต์เพศหญิงว่ากระสือไงล่ะ ประเดินคือโฮสต์พวกนั้นต่างก็มีเชื้อปรสิตเคอคูมาเนียอยู่ในตัวเหมือนกันทั้งนั้น..." "เดี๋ยวนะคะ!?" ด็อกเตอร์รำมะนาโพล่งแทรกขึ้น "ปรสิตนั่นมันมีชื่อเรียกด้วยหรือคะ ศาตราจารย์!?" เธอย่นคิ้วเอียงคอถามอย่างแปลกใจ ศาตราจารย์ผู้สูงวัยหัวเราะหึๆ "แน่นอน...คุณผู้หญิง ชื่อทางวิทยาสาสตร์ก็มักจะแปลกประหลาดและฟังยากแบบนี้เสมอนั่นแหละ เพราะว่าพวกมันมีการวิวัฒนาการที่รวดเร็วมาก และพวกมันฟักตัวอยู่ในเนื้อหัวว่านที่มีลักษณะคล้ายกับหัวขมิ้น ผมเลยถือโอกาสตั้งชื่อให้มันว่าเคอคูมาเนียพาราไซทิสไงล่ะ เท่ห์มากไปเลยใช่ไหม" ชายสูงวัยพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจก่อนจะมองไปที่ต้นไม้ที่อยู่ในกระถางตรงมุมโต๊ะ

"นี่อย่าบอกนะว่าซอมบี้ตัวนี้คือโพง..." สกุนาถามอย่างตื่นตะลึง ชายสูงวัยยิ้มก่อนจะพยักหน้าหน้าช้าๆ "ถูกต้อง คุณผู้หญิง ลองสังเกตดูที่ดั้งจมูกของเขาดีๆ สิ" เขาตอบรับและชี้ชวน ด็อกเตอร์รำมะนามองไปตามที่ชายสูงวัยบอก แล้วเธอก็ต้องคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจที่เห็นว่าดั้งจมูกของมันมีมีลักษณะโปร่งใสจนสามรถมองเห็นโพรงจมูกที่ติดกับกระโหลกได้อย่างชัดเจน และเธอคิดว่าเห็นเหมือนแสงสีเขียวสลับแดงจางๆ วูบวาบออกมาจากโพลงนั่นด้วยอย่างน่าพิศวง มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกสกุณากระตุกชายเสื้อ "ใกล้ไปมั้ยด็อก!" เสียงร้อนรนของสกุณาดังอยู่ที่ข้างหู

ฮอต

Comments

eli♤♡♡

eli♤♡♡

แอดสุดยอดไปเลย อย่าหยุดเขียนนะ 🤗

2023-08-03

0

ISIMPFORMITSUKI

ISIMPFORMITSUKI

เศร้าเสียใจ

2023-08-03

1

ทั้งหมด
เลือกตอน
1 งานเลี้ยงวันเกิด
2 เก็บตัวอย่าง
3 ห้องปฏิบัติการปรสิตวิทยา
4 ผู้ติดเชื้อ
5 เทียบเชึ
6 ศูนย์วิจัยอาร์ซีเอฟเอช
7 งานวิจัย
8 รายงานข่าวด่วน
9 ทางลัด
10 การกระจายพันธุ์
11 ความลับที่ถูกเปิดเผย
12 กองกอย
13 หมู่บ้านชลัดดาวิลล์
14 ไอริณ
15 S.O.S
16 กระสือและซอมบี้
17 เก็บกวาด
18 ทางเลือกจองคุณหมอ
19 การสอบสวน
20 ความแตกต่าง
21 องค์กรคู่ปรปักษ์
22 เทอเทิลแอนด์สเนล
23 สะกดรอยตาม
24 ปฏิบัติการปริศนา
25 ฐานวิจัยลับ
26 ทะลายรัง
27 โคตรว่านโพง
28 พ่อ แม่ ลูก
29 การลักพาตัว
30 ด็อกเตอร์ธานินทร์
31 คนทรยศ
32 คลังแสง
33 กองกอยวอริเออร์
34 พี่น้องเคลียร์ใจ
35 ล่าถอย
36 ปั๊มน้ำมัน
37 ด่านทหาร
38 หอพักหญิง
39 อุโมงค์ซิตี้
40 บันไดหนีไฟ
41 จตุรัสกลางเมือง
42 ทหารรับจ้าง
43 อุโมงค์ระบายน้ำ
44 ตึกใบหนาด
45 บนดาดฟ้า
เลือกตอน

อัพเดทถึงตอนที่ 45

1
งานเลี้ยงวันเกิด
2
เก็บตัวอย่าง
3
ห้องปฏิบัติการปรสิตวิทยา
4
ผู้ติดเชื้อ
5
เทียบเชึ
6
ศูนย์วิจัยอาร์ซีเอฟเอช
7
งานวิจัย
8
รายงานข่าวด่วน
9
ทางลัด
10
การกระจายพันธุ์
11
ความลับที่ถูกเปิดเผย
12
กองกอย
13
หมู่บ้านชลัดดาวิลล์
14
ไอริณ
15
S.O.S
16
กระสือและซอมบี้
17
เก็บกวาด
18
ทางเลือกจองคุณหมอ
19
การสอบสวน
20
ความแตกต่าง
21
องค์กรคู่ปรปักษ์
22
เทอเทิลแอนด์สเนล
23
สะกดรอยตาม
24
ปฏิบัติการปริศนา
25
ฐานวิจัยลับ
26
ทะลายรัง
27
โคตรว่านโพง
28
พ่อ แม่ ลูก
29
การลักพาตัว
30
ด็อกเตอร์ธานินทร์
31
คนทรยศ
32
คลังแสง
33
กองกอยวอริเออร์
34
พี่น้องเคลียร์ใจ
35
ล่าถอย
36
ปั๊มน้ำมัน
37
ด่านทหาร
38
หอพักหญิง
39
อุโมงค์ซิตี้
40
บันไดหนีไฟ
41
จตุรัสกลางเมือง
42
ทหารรับจ้าง
43
อุโมงค์ระบายน้ำ
44
ตึกใบหนาด
45
บนดาดฟ้า

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!