เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของหมอทินดังขึ้น ฟังดูเร่งเร้าและร้อนรนยังไงพิกล เขารีบล้วงมันออกมาดูแล้วหัวใจก็พองโตขึ้นมาจนคับอก "ริณ!" เขาอุทานด้วยความดีใจพลางสไลด์รับสายทันที "ริณ! คุณเป็นไงบ้าง โอเคใช่มั้ย!" ชายหนุ่มละล่ำละลักถามเร็วปรื๋อ "ทิน! คุณอยู่ไหนคะ!" น้ำเสียงจากต้นสายฟังดูไม่สู้ดีนัก "ผมอยู่ที่ เอ่อ..." เขาชะงักเมื่อนึกถึงชื่อของสถานที่ที่แสนจะยาวเหยียดกับชื่อย่ออันประหลาดล้ำของมันแล้วก็เกิดตัดสินใจไม่ถูกว่าจะพูดชื่อไหนดีที่ภรรยาสาวสุดที่เลิฟของเขาฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ "ผมอยู่ที่ศูนย์วิจัยน่ะครับ" เขาตัดสินใจตอบแบบกลางๆ ไปก่อน "แล้วคุณล่ะ อยู่ที่บ้านคุณแม่ เป็นไงบ้างครับ" เขาถาม "ฉันเพิ่งกลับมาถึงบ้านของเราเมื่อกี้นี้เองค่ะทิน" คำตอบของปลายสายทำเอาหมอทินใจหายวูบ "อะไรนะ! ได้ไง!...ก็ไหนคุณบอกว่าต้องอยู่ดูอาการคุณแม่อีกสี่ห้าวันไม่ใช่เหรอ!" เขาถามด้วยความตกใจ เหลือบตามองคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องปฏิบัติการสุดล้ำนี่ ก็เห็นว่าพวกนั้นกำลังนิ่งเงียบเหมือนรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป โดยเฉพาะศาตราจารย์คงเดช
"มันไม่สำคัญแล้วล่ะค่ะทิน" ไอริณพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ จนหมอทินจับสังเกตุได้ เขาอ้าปากตั้งใจจะถามถึงสาเหตุแต่เธอก็พูดขึ้นมาอีกด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป "ขอโทษที่โทรมากวนเวลางานของคุณนะคะ แต่ฉันกลัวค่ะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้างนอกนั่นวุ่นวายกันไปหมด มีคนวิ่งไล่กันแล้วก็มีแสงสีเขียวๆ แดงๆ ลอยวูบวาบเต็มไปหมดเลย" น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูตื่นกลัวจริงอย่างที่เธอบอก และเมื่อรวมเข้ากับสิ่งที่เธอพูด มันก็กลายเป็นคลื่นแห่งความตื่นตระหนกขนาดมหึมาถาโถมเข้าใส่หมอทิน "ริณ...ฟังผมนะ คุณรีบไปปิดประตูหน้าต่างทุกบานในบ้านให้สนิท..." หมอทินรวบรวมสติแล้วบอกเธอไป "ทำไมล่ะคะ เกิดอะ..." "รีบทำตามที่ผมบอก เสร็จแล้วรอผมอยู่ในบ้าน ผมจะไปรับ ไม่ว่าจะยังไง คุณต้องห้ามออกมาจากบ้านเด็ดขาด โอเคนะริณ!"
ชายหนุ่มกดวางสายพร้อมกับทำหน้าตื่นหันไปหาศาตราจารย์คงเดชซึ่งกำลังมองมาที่เขาอยู่ก่อนแล้ว ใน ขณะที่คนอื่นๆ ก็เริ่มกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ ชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากพูดแต่ก็ถูกชายสูงวัยชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน "ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเลวร้ายกว่าที่ผมคิดนะ" เขาพูดเสียงเครียด ย่นคิ้วเข้าหากันจนทำให้ดูแก่ลงไปกว่าเดิมสักยี่สิบปี "ผมมีรถให้คุณยืมไปใช้ได้นะ แต่เกรงว่าคุณจะต้องขับมันด้วยตัวของคุณเองนะคุณหมอ ทีมเจ้าหน้าที่ภาคสนามของเราถูกส่งลงพื้นที่เร่งด่วนไปหมดแล้ว" ศาสตราจารย์เฒ่าพูด หมอทินมองหน้าชายสูงวัยด้วยความฉงนสนเท่ห์ที่เขาพูดออกมาได้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง "ถ้าถึงกับต้องส่งทีมไปจนเกลี้ยงศูนย์อย่างนี้ ผมเดาว่าเรื่องนี้คงจะต้องใหญ่มากแน่ๆ เลยใช่มั้ยครับ ศาตราจารย์" สารวัตรสิทธาเอ่ย ชายสูงวัยยืนนิ่งเป็นเชิงยอมรับ "ถ้างั้นผมจะไปกับหมอเอง" นายตำรวจหนุ่มเสนอตัว "ฉันไปด้วย" ด็อกเตอร์รำมะนาพูด "งั้นฉันก็...ไปด้วยก็ได้" สกุณาพูดบ้าง แต่ดูจากทรงแล้วเธอก็เพียงแค่ตามน้ำมาเท่านั้นเอง "อย่าเลย" หมอทินห้าม "คุณสองคนรออยู่ที่นี่จะปลอดภัยกว่า เราไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นเป็นไปยังไงถึงไหนกันแล้ว ผมไปกับสารวัตรก็พอ" เขาพูดเสียงเครียดและทำหน้าจริงจัง "ที่ไม่ให้พวกผู้หญิงไปด้วยนี่ ไม่ใช่ว่ากลัวเมียจะเข้าใจผิดหรอกใช่มั้ย...หมอ" สารวัตรสิทธาหรี่ตาพูดอย่างล้อเลียน "ไม่ตลก! มันใช่เวลาจะมาเล่นมั้ยเนี่ย!" สกุณาแยกเขี้ยวขู่ฟ่อเอ็ดเขาพร้อมประเคนฝ่ามืออรหันต์ใส่แขนนายตำรวจหนุ่มดังเพี๊ยะ!
สิบนาทีต่อมา ชายหนุ่มทั้งสองก็เข้ามานั่งอยู่บนรถกระบะโฟร์วีลสี่ประตูยกสูงสีดำสนิทติดโลโก้บอกชื่อเจ้าของไว้ที่ข้างตัวรถว่าอาร์ซีเอฟเอช ตัวรถภายนอกติดไฟตัดหมอกเอาไว้เสียรอบคัน ทั้งซ้ายขวาหน้าหลังไม่เว้นแม้กระทั่งหลังคารถที่แหงนหลอดไฟขึ้นฟ้าราวกับจะส่องไปให้ถึงดวงจันทร์งั้นแหละ ส่วนภายในก็ประหลาดไม่แพ้กัน แผงคอนโซลทั้งแผงเต็มไปด้วยหน้าจอเล็กๆ และปุ่มสีสันต่างๆ ละลานตาไปหมด ทุกอย่างอยู่ในสถานะออฟไลน์เกือบทั้งหมด จะมีก็เพียงไฟเลี้ยงระบบที่จำเป็นบางดวงเท่านั้นที่เปิดอยู่ "เจ้าแม่บาร์บี้เป็นพยาน นี่มันรถแบคทูเดอะฟิวเจอร์ชัดๆ!" หมอทินอุทานอย่างทึ่งจัดเมื่อได้เห็นมันครั้งแรก
นาฬิกาดิจิตอลบนคอนโซลบอกเวลา 22.30 น. ตลอดเวลาที่นั่งมาในรถ โดยมีสารถีอาสากิตติมศักดิ์เป็นถึงร้อยตำรวจเอกเป็นคนขับ หมอทินเฝ้าแต่ครุ่นคิดวนไปวนมาเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา เขาพยายามมองหาจุดที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การพบศพผู้หญิงไร้หัวศพแรกเมื่อสี่วันก่อนมาจนถึ่งศพล่าสุดที่พบเมื่อช่วงสายๆ ของวันนี้ เขาไม่อยากจะปักใจเชื่อว่านั่นจะเป็นฝีมือของสิ่งที่เรียกว่ากระสืออะไรนั่นเลยสักนิด แต่หลักฐานการมีตัวตนของมันก็ดูหนักแน่นจนเขาปฎิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน ทั้งภาพจากคลิปทั้งสองคลิปที่ได้เห็นและตัวเป็นๆ ของมันในกล่องกระจกยักษ์นั่น มันยังติดตาเขามาจนถึงตอนนี้ ไหนจะรปภที่ถูกกระสือนั่นกัดจนตายแล้วกลับฟื้นคืนมาเป็นซอกบี้นั่นอีกล่ะ เขาพบจุดเชื่อมโยงระหว่างกระสือกับรปภซอมบี้อยู่อย่างหนึ่งซึ่งก็คือ แสงสีแดงสลับเขียวที่เปล่งออกมาจากดั้งจมูกของพวกมันซึ่งมีลักษณะเดียวกันเป๊ะ ว่าแต่...เขารู้สึกว่าเคยเห็นแสงอะไรแบบนั้นมาก่อนจากที่ไหนสักที่แน่ๆ หมอทินทำหน้านิ่วพยายามคิดแต่ก็คิดไม่ออก
"หมอ...คิดอะไรอยู่เหรอ" เสียงสารวัตรสิทธาดังขึ้นดึงหมอทินออกจากห้วงความนึกคิด ชายหนุ่มขยับตัวไล่ความเมื่อยขบพลางชำเลืองมองหน้านายตำรวจหนุ่มแวบหนึ่ง "อืม ก็นิดหน่อย...มีอะไรรึเปล่าสารวัตร" เขาตอบแล้วถามกลับด้วยสีหน้างงๆ ชายหนุ่มเหลือบมองเวลาบนแผงคอนโซลแล้วตกใจตัวเองนิดๆ ที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าหมกอยู่กับความคิดวุ่นวายของตัวเองจนออกจะป่ามาอยู่บนถนนที่ตรงเข้าเมืองตอนไหนก็ไม่รู้ และตอนนี้เวลามันก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนเกือบครึ่งแล้ว "ผมว่ามันแปลกๆ อยู่นะหมอ ดูข้างนอกนั่นสิ" เขาบุ้ยปากไปทางด้านนอกตัวรถ หมอทินมองตามไปแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรนอกจากถนนสี่เลนโล่งๆ ในแสงสีส้มของไฟส่องทางบนเกาะกลางถนนนั่นเลย "อะไรที่ว่าแปลกล่ะ สารวัตร" เขาขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ "คุณไม่สังเกตเหรอว่าทำไมถึงไม่มีรถขาออกจากเมืองสวนทางเรามาเลยสักคันน่ะ นี่เราก็เข้าเขตชุมชนแล้วนะ ปกติมันไม่เคยเงียบแบบนี้เลยนะ" นายตำรวจหนุ่มพูดพลางมองออกไปทั้งสองข้างทางอย่างไม่สบายใจ หมอทินจึงมองไปอีกครั้ง คราวนี้เขาก็พบว่าถนนทั้งสายมันเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ไม่มีรถขาออกสวนมาสักคันเหมือนอย่างที่สารวัตรหนุ่มพูดจริงๆ "เออ...จริงด้วย ทำไมมันถึงได้เงียบอย่างนี้นะ" หมอทินพูดพร้อมกับสอดส่ายสายตามองไปทั่ว เขารู้สึกสังหรณ์ใจอะไรบางอย่างขึ้นมาดื้อๆ ในขณะที่ในใจเริ่มจะร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเป็นห่วงหญิงคนรัก
ทันใดนั้นเสียงริงโทนจากโทรศัพท์ของสารวัตรสิทธาก็ดังขึ้น นายตำรวจหนุ่มรีบตบไฟให้สัญญาณก่อนจะบังคับรถให้จอดลงที่ไหล่ทาง "โทรไม่ขับไง...ผมต้องรักษากฎหมายนะหมอ" สารวัตรหนุ่มออกตัวเมื่อเห็นว่าหมอทินหันไปมองหน้าเขาอยู่ หมอทินเลิกคิ้วแล้วยักไหล่ "ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย" เขาพูด สารวัตรสิทธาดึงโทรศัพท์จากกระเปําเสื้อแจ็กเก็ตออกมาดู "เบอร์ใครวะ!?" นายตำรวจหนุ่มพึมพำทำหน้างงๆ ก่อนจะสไลด์รับสาย หมอทินอดคิดไม่ได้ว่านายตำรวจหนุ่มท่าจะถูกสาวคนรักโทรตามจิกแน่ๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด เมื่อเห็นสีหน้าของสารวัตรหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน "คุณได้เบอร์ผมมาได้ไงวะ!" นายตำรวจหนุ่มหน้าเครียดระดับสิบเด้งตัวขึ้นนั่งหลังตรงแน่วตะคอกเสียงลั่นท่าทางไม่พอใจอย่างแรง จนหมอทินต้องพลอยทำหน้าตื่นตามไปด้วย "มะ...มีอะไรเหรอ!" เขาละล่ำละลักถาม
สารวัตรหนุ่มเหลือบมองหน้าเขาแล้วดึงโทรศัพท์ออกจากหู เปลี่ยนมาเปิดสปีกเกอร์โฟนแทน "มันไม่สำคัญหรอกว่าผมจะได้มันมายังไง แต่ที่ผมโทรมาตรก็เพื่อจะบอกพวกคุณว่า ตอนนี้การแพร่เชื้อมันลุกลามไปกันใหญ่จนต้องปิดเมืองกันแล้ว!" เสียงอู้อี้ของด็อกเตอร์ธานินทร์ดังออกมา "หมอนี่มาได้ไงวะเนี่ย!" หมอทินถามเสียงดังเพราะความฉุนที่พุ่งขึ้นจมูกอย่างกะทันหัน ทันทีที่ได้ยินเสียงแสลงหูนั้น เขามองหน้าสารวัตรหนุ่มอย่างมีคำถาม แต่สารวัตรหนุ่มก็ทำหน้าเครียดส่งมาเป็นคำตอบ "ทีมของเรารายงานมาเมื่อสิบนาทีก่อน ตอนนี้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปกันใหญ่จนเรารับมือไม่ไหวแล้ว!" ดูเหมือนว่าที่ต้นสายจะไม่ใส่ใจกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเป็นเพราะไม่เห็นว่าหมอทินเดือดดาลแค่ไหนกับเสียงเย็นชา เย่อหยิ่งและขิงเก๋งที่พูดอยู่ปาวๆ นี่ก็เป็นได้ "ไม่ต้องเยิ่นเย้อพะเรอเกวียนจะได้มั้ย บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น!" เขาตะคอกใส่โทรศัพท์อย่างลืมตัว จนสารวัตรสิทธาต้องเอ่ยปราม "ใจเย็นหมอ"
แล้วเสียงที่พูดต่อก็เปลี่ยนโทนไปเป็นเย็นชาราวกับน้ำแข็งแอนตาร์กติก "นี่ผมกำลังช่วยพวกคุณอยู่นะ กรุณาสุภาพดีผมหน่อย" แน่นอนว่าหมอทินจับสัญญานความโกรธขึ้งในน้ำเสียงนั้นได้ และเขากำลังอ้าปากจะตอบโต้ด้วยถ้อยคำเผ็ดๆ ร้อนๆ แต่งก็ถูกสารวัตรสิทธาเบรคเอาไว้เสียก่อน ด้วยการแตะไหล่เบาๆ พลางส่ายหน้า "คุณจะบอกอะไรพวกเรารึ" นายตำรวจหนุ่มถามเสียงเย็นพอกัน ทำให้ต้นสายเงียบไปอึดใจหนึ่งเหมือนกำลังข่มอารมณ์ตัวเองอยู่เช่นกัน ก่อนจะพูดต่อ "ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแบบทบทวีคูณจนเราคุมไม่อยู่แล้ว และมันกำลังกระจายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสิบห้านาทีก่อน...รัฐบาลได้ประกาศมาตรการล็อคดาวน์เมืองแล้ว พวกเขาส่งกองกำลังทหารติดอาวุธเข้าไปควบคุมพื้นที่ นั่นแปลว่าทุกเส้นทางเข้าออกของเมืองจะถูกปิดกั้น ผมเกรงว่าพวดคุณจะต้องเปลี่ยนเส้นทางไปใช้เส้นทางเลี่ยงเมืองและตรอกซอกซอยกันแล้วล่ะ" ด็อกเตอร์หัวยุ่งพูดพร้อมกับทุ่มความตื่นตระหนกลงมาใส่หัวหมอทินโครมเบ้อเร่อ
หมอทินเหลือบมองหน้าสารวัตรหนุ่มแวบหนึ่ง เขาเห็นความกดดันขนานเดียวกันทับหัวตำรวจอยู่เช่นกัน สารวัตรสิทธาเหมือนตั้งท่าจะพูดอะไรสักอย่างแต่เขาก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน "แต่ไม่ต้องห่วง พวกคุณมีผมอยู่ทั้งคน ผมจะส่งแผนที่เส้นทางลับไปให้พวกคุณเอง รับรองว่าพวกทหารไม่มีทางรู้ว่ามีเส้นทางนี้อยู่" ด็อกเตอร์ธานินทร์พูดให้ความสำคัญกับตัวเอง และมันทำให้หมอทินถึงกับหน้าอุ่นรุมๆ ขึ้นอย่างช้าๆ "ส่งแผนที่มางั้นเหรอ!...ยังไงล่ะ! เอาเลย...ส่งมากับนกฮูกเลยสิ!" เขาประชด "โอ้...ไม่ยักรู้ว่าหมอก็เป็นติ่งแฮรี่ ป๊อกเด้อกับเขาด้วยนะเนี่ย" ฝ่ายนั้นสวนกลับมาทันควันเช่นกัน ทำเอาดีกรีความร้อนของหน้าหมอทินพุ่งปรี๊ดทะลุขีดแดงและควันพุ่งออกหูจนอยากจะแหกปากตะเบ็งให้สุดเสียง ให้สาสมกับความเกรียนของไอ้หมอนั่น
แต่ก่อนที่จะสงครามน้ำลายผ่านสายโทรศัพท์จะบานปลายไปกว่านี้ หน้าจอและปุ่มต่างๆ ที่มีอยู่บนแผงคอนโซลก็พากันเปล่งแสงและมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้เองอย่างน่าตื่นตะลึง รวมถึงเครื่องเนวิเกเตอร์ที่เคยหน้าจอมืดดำก็ส่งเสียงดังขึ้นเสียก่อน 'ปิ๊บๆ' จากนั้นเครื่องก็บู๊ตตัวเองขึ้นมาได้เองโดยไม่มีใครไปแตะต้อง ปรากฏโลโก้อาร์ซีเอฟเอชสว่างวาบขึ้นมาชั่วอึดใจ แล้วภาพแผนที่พร้อมหมุดหมายก็ปรากฏขึ้นมาเต็มจอ "เริ่มต้นระบบนำทางอาร์ซีเอฟเอช" เสียงผู้หญิงที่ฟังดูเป็นการเป็นงานแต่ไร้ชีวิตชีวาและความรู้สึกพูดตามออกมา ชายหนุ่มทั้งสองหันมองหน้ากันด้วยความทึ่งจัดปลัดบอก "สุโก้ย!" พวกเขาอุทานขึ้นพร้อมกัน "นี่คือเส้นทางลับที่ทีมภาคสนามของเราทำไว้ มันจะพาพวกคุณหลบด่านตรวจของทหารไปยังถนนเข้าเมืองได้ภายในเวลาสามสิบนาที"ด็อกเตอร์ธานินทร์อธิบาย "แน่ใจนะว่ามันจะไม่พาเราไปโผล่ขั้วโลกเหนือน่ะ!" หมอทินอดใจไม่อยู่ที่จะแดกดันเข้าไปอีกหนึ่งดอก "ถ้าคุณคิดว่ามีเวลามากพอล่ะก็นะ จะให้ผมส่งแผนที่ไปให้ตอนนี้เลยมั้ยล่ะ โชคดีนะคุณหมอ" ฝั่งนั้นตอกกลับมาทันควันเช่นกัน ก่อนที่สายจะถูกตัดไป "หน็อย!" หมอทินเข่นเขี้ยวคำรามอย่างเจ็บใจ
เมื่อทั้งสองหนุ่มกลับขึ้นมาอยู่บนถนนอีกครั้ง บรรยากาศภายในรถก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความตึงเครียดไหลทะลักเข้าท่วมและอัดแน่นอยู่ในทุกอณูอากาศ หมอทินจ้องนิ่งอยู่กับจุดสีเขียวที่กะพริบเป็นจังหวะสม่ำเสมอในหน้าจอเนวิเกเตอร์ "คุณคิดไหมว่าพวกเขากำลังติดตามเราอยู่อย่างไม่คาดสายตาเลยน่ะ" หมอทินเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้น หลังจากที่พวกเขาพากันนั่งเป่าสากแข่งกันมาเกือบสิบกิโลเมตร เพื่อเข้าไปขลุกอยู่กับความนึกคิดของตัวเอง "ไม่เห็นจะแปลกอะไรนี่หมอ ถ้าพวกเขามีเทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดนั้นได้ กับอีแค่จีพีเอสติดรถมันก็เป็นเรื่องจิ๊บๆ พื้นๆ ไม่ใช่รึไง" สารวัตรสิทธาตอบ "แต่ ที่มันแปลกก็เห็นจะเป็น หมอนั่นไปเอาเบอร์โทรผมมาจากไหนวะหมอ" นานตำรวจหนุ่มตั้งข้อสงสัยพลางหันมามอง หมอทินย่นคิ้วและคิดตามแล้วพยักหน้างึกงักอย่างยอมรับ "อาจจะมีใครบอกเขาก็ได้นี่ แต่ช่างหมอนั่นเหอะสารวัตร อย่าไปพูดถึงเลย รมณ์เสียว่ะ" หมอทินพูดพลางขยี้จมูก มองไปที่เนวิเกเตอร์ "แต่ผมว่า...เส้นทางในแผนที่นี่มันใช้เวลามากเกินไปหน่อยนะ... สารวัตร ไอริณอาจไม่มีเวลารอได้นานขนาดนั้นก็ได้" ความรู้สึกวิตกกังวลก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วเมื่อเขาคิดและเอ่ยถึงไอริณขึ้นมา
สารวัตรสิทธาถอนหายใจเฮือก "อันที่จริงผมก็พอจะรู้เส้นทางซิกแซ็กเข้าเมืองอยู่บ้างหรอกนะ แล้วมันก็ใช้เวลาน้อยกว่าที่พวกเขาให้มานี่เกือบครึ่ง...แต่" นายตำรวจหนุ่มพูดค้างคา "มีแต่ด้วยเหรอ!?...แต่อะไร!" หมอทินหูผึ่ง ดีดตัวขึ้นนั่งตัวตรงถามอย่างกระตือรือล้น "แต่มันต้องผ่านเข้าไปในป่ารกและถนนก็ยิ่งกว่าโลกพระจันทร์ในวันฝนตกน่ะสิ ถ้าเราไปทางนั้นมีหวังต่อมลูกหมากของคุณกับผมต้องเด้งขึ้นมาอยู่แทนที่ลูกกระเดือกแน่ๆ ต่อให้เป็นโฟร์วีลนี่ก็เถอะ...แต่ถ้าคุณโอเคผมก็โอเคนะ แล้วแต่คุณเลย...ผมมันยังไงก็ได้อยู่แล้ว" สารวัตรสิทธาพูดเปิดทางให้หมอทินเป็นคนตัดสินใจ "งั้นเชียว?" หมอทินกระแทกแผ่นหลังเข้าใส่พนักพิงทำคิ้วย่น เขากำลังชั่งน้ำหนักตัวเลือกใหม่ที่สารวัตรหนุ่มเพิ่งให้มากับเส้นทางที่มาจากด็อกเตอร์ธานินทร์
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ในเวลาไม่ถึงสิบห้าวินาทีต่อมา "ผมไม่อยากปล่อยให้ริณอยู่คนเดียวนานเกินไปว่ะสารวัตร อีกไกลมั้ยกว่าจะถึงเส้นทางที่คุณว่า" เขาพูดออกไป นายตำรวจหนุ่มเหลือบมองมาที่เขาแวบหนึ่งแล้วยิ้มที่มุมปาก "เอาจริงดิ คุณแน่ใจนะ" สารวัตรสิทธาถามย้ำ หมอทินทำสีหน้าจริงจังหันไปมองหน้าสารวัตรหนุ่มแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ สารวัตรสิทธาหัวเราะขึ้นเบาๆ "เอ้า...เอาไงก็เอา แต่พยายามขมิบต่อมลูกหมากของคุณหน่อยก็แล้วกัน" เขาพูดติดตลกแต่สีหน้ากลับเคร่งเครียด "คุณเองก็เหมือนกัน อันที่จริงมันก็ดีนะ...ถ้ามันเด้งขึ้นมาอยู่ตรงคอหอย อย่างน้อยมันก็ตรวจหาได้ง่ายขึ้นหน่อยโดยไม่ต้องขึ้นเตียงขาหยั่งล่ะน่า สารวัตร" หมอทินพูดอย่างแน่วแน่ สารวัตรหนุ่มหัวเราะในลำคอ "หึๆๆ อยากจะเห็นสีหน้าหมอนั่นตอนโดนขัดใจจัง" หมอทินได้ยินอย่างนั้นก็แค่นเสียงออกจมูกพลางยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
ห้านาทีต่อมา สารวัตรสิทธาก็พาหมอทินเข้ามาเขย่าตัวขึ้นลงจนหัวสั่นหัวคลอนเป็นตุ๊กตาหัวด๊อกแด๊ก อยู่บนถนนดินลูกรังแคบๆ ที่เต็มไปด้วยหลุมน้อยใหญ่เต็มหน้าถนนมาตั้งแต่สิบเมตรแรกที่เลี้ยวเข้ามา ด้วย ความเร็วเต็มพิกัด...สามสิบกิโเมตรต่อชั่วโมง สองข้างทางมืดมิดราวกับขับรถมุดเข้าถ้ำ และรกเรื้อไปด้วยพงหญ้าสูงท่วมหัว ต้นพืชชนิดเถาเลื้อยขึ้นมาปกคลุมจนแทบมองไปเห็นพื้นถนนที่เป็นดินแห้งๆ แล้ว โชคดีหน่อยก็ตรงที่ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูแล้ง ด้วยสภาพถนนแบบนี้หมอทินไม่อยากจะคิดถึงตอนฝนตกเลยจริงๆ ว่ามันจะทุลักทุเลหนักกว่าตอนนี้สักแค่ไหน ความมืดที่ครอบคลุมพื้นที่ทำให้นายตำรวจหนุ่มจำเป็นต้องเปิดไฟสูงมาตลอดตั้งแต่ปากทาง นี่ก็นั่งเด้งดึ๋งกันมาเกือบจะสิบนาทีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหลุดพ้นจากถนนนรกโลกพระจันทร์นี้ได้เสียที "ทำไมมันถึงได้ทั้งรกทั้งมืดขนาดนี้ล่ะ สารวัตร" หมอทินเอ่ยถาม เสียงของเข้าสั่นไปตามแรงโยกที่โยนตัวเขาไปมาไม่มีเว้นวรรค "ก็มันไม่ค่อยจะมีใครผ่านเข้ามานี่หมอ มันเป็นทางเข้าไร่เส้นเก่าของพวกชาวบ้านน่ะ" สารวัตรหนุ่มตอบ "นี่ถามจริง คุณแน่ใจนะว่าเลี้ยวเข้ามาถูกทาง นี่เรากำลังเข้ารกเข้าพงจนจะมองไม่เห็นทางอยู่แล้วเนี่ย!" หมอทินถามพลาวหันไปมองหน้านายตำรวจหนุ่มอย่างไม่สบายใจ "แน่ใจสิหมอ เลยข้างหน้านี้ไปก็จะพ้นดงหญ้านี่แล้ว" สารวัตรหนุ่มตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของสารวัตรสิทธาดังขึ้นมาอีกครั้ง "หึๆๆ นั่นไง โทรมาแล้ว" สารวัตรหนุ่มอมยิ้มพูดพลางหัวเราะในลำคอ "ช่วยรับหน่อยหมอ ผมไม่ว่าง" เขาร้องบอก หมอทินรีบหยิบมันขึ้นมาดู "ไหนดูซิว่าไอ้ยักษ์น้ำแข็งนั่นจะว่ายังไง" เขาพูดก่อนจะสไลด์รับสายและไม่ลืมเปิดสปีกเกอร์โฟนเสร็จสรรพ แต่แล้วเขาก็ต้องทำหน้ายู่กับเสียงตะโกนดังเกินเบอร์ที่ออกมาจะสปีกเกอร์โฟน "พวกคุณทำบ้าอะไรเนี่ย! ทำไมไม่ไปตามเส้นทางที่ผมส่งให้! รู้ตัวบ้างมั้ยว่าทำอะไรลงไป!" เสียงด็อกเตอร์ธานินทร์โวยวายอย่างเดือดดาลดังลั่นราวกับมุดหัวทะลุลำโพงออกมาแหกปากด้วยตัวเอง แต่คราวนี้หมอทินเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว เขาเหลือบมองหน้านายตำรวจหนุ่มพร้อมรอยยิ้มสะใจ "นี่คุณด็อกฯ" หมอทินบรรจงกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ "เท่าที่ผมจำได้ ไม่มีใครร้องขอความเมตตาจากคุณเลย คุณเจ้ากี้เจ้าการยัดเยียดแผนที่ของคนมาให้เราเองไม่ใช่รึไง" เขานึกแปลกใจที่ตัวเองสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขนาดนี้ "อะไรนะ...พูดงี้ได้ไงหมอ ไม่อยากจะเชื่อเลย" ด็อกเตอร์ธานินทร์พูด
หมอทินแทบจะมองเห็นสีหน้าของหมอจอมเย็นชาที่คงกำลังอ้าปากค้างกลางอากาศได้เลย สารวัตรสิทธายิ้มเจ้าเล่ห์ ขยิบตาพร้อมยกนิ้วโป้งให้หมอทิน "ให้ผมคุยเองเถอะ" เขาพูด หมอทินยอมถอยไปเอาหลังแนบพนักพิงด้วยความรู้สึกดีที่ได้แกงด็อกเตอร์หัวยุ่งจอมขี้เก๊ก เขาเหลือบมองหน้าชายที่นั่งข้างๆ ก็เห็นว่าหน้าของนายตำรวจหนุ่มอยู่ๆ ก็ตึงเปรี๊ยะขึ้นกะทันหัน ไม่ใช่จากการสนทนากันต้นสายอย่างแน่นอนเพราะเขายังไม่ทันจะพูดอะไรสักคำ สายตาจับจ้องอยู่กับทางข้างหน้าที่กลายเป็นป่าหญ้ารกชัฎขวางหน้ารถอยู่ ทำท่าราวกับเพิ่งสังเกตุเห็นอะไรเข้า "ผมคิดว่าเส้นทางนี้มันจะไปถึงได้เร็วกว่าน่ะด็อกเตอร์ คือ...เราไม่อยากให้คนรอต้องรอนานเกินไปน่ะ" สารวัตรสิทธาพูดกับด็อกเตอร์ธานินทร์พูดเสียงเคร่งเครียดและตื่นตัวแปลกๆ จนหมอทินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น
เขามองตามสายตาของนายตำรวจหนุ่มออกไปในแสงไฟหน้ารถ ก่อนจะเลื่อนสายตามาที่ความมืดนอกหน้าต่างทางฝั่งของเขา แว่บหนึ่งที่เขาเห็นแสงสีแดงเจิดจ้าสองดวงสว่างวาบขึ้นมาจากข้างนอกนั่น ก็น่าจะเป็นแสงสะท้อนจากไฟแผงควบคุมนั่นแหละ...เขาคิด "มันก็ใช่...เชื่อเถอะว่าผมก็รู้ว่ามีเส้นทางนี้อยู่ แต่ที่ผมไม่เลือกทางนี้ให้พวกคุณก็เพราะมันมี...ตึ๊ดๆๆๆ" น้ำเสียงที่ด็อกเตอร์หัวยุ่งพูดมา ฟังออกชัดเจนว่าเขากำลังหงุดหงิดไม่พอใจ แต่มันก็ค้างคาอยู่แค่นั้น หมอทินหันขวับไปมองหน้าจอโทรศัพท์ "อ้าว! เวร...สายหลุดไปซะละ!" นายตำรวจหนุ่มสบถ หมอทินมองดูที่มุมบนด้านขวาของโทรศัพท์ก็พบว่า แถบสัญญาณหายเกลี้ยงไม่เหลือสักขีด "โอเค...อย่างน้อยหมอนั่นก็ไม่ได้แกล้งทำเป็นสายหลุดล่ะ" หมอทินถากถาง "เลยไม่ต้องได้รู้กันเลยว่าตกลงมันมีอะไรของมัน...เฮ้อ!" สารวัตรหนุ่มบ่นเปื่อยๆ อย่างไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร "ช่างเถอะสารวัตร ผมเชื่อใจคุณ...ไปต่อเถอะ" หมอทินพูด
ทันใดนั้นเอง มีอะไรบางอย่างกระแทกลงมาใส่หลังคารถอย่างแรงจนไหวยวบไปทั้งคัน "เขี่ย!" สารวัตรสิทธาร้องลั่นด้วยความตกใจ เขาเหยียบเบรกกระทันหันทำให้หมอทินหัวคะมำไปข้างหน้า ดีแต่ว่าเขาคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่จึงรอดพ้นการหน้าแหกเพราะกระแทกเข้ากับแผงคอนโซลไปอย่างหวุดหวิด "อะไรวะสารวัตร!" หมอทินแหกปากลั่นเมื่อดีดตัวกลับมานั่งหลังตรงแน่ว แหงนมองหลังคาตาเหลือกด้วยความตื่นตระหนก "กิ่งไม้เหรอ!?" เขาถามอย่างแพนิค "ไม่รู้สิ แต่ไม่น่าจะใช่หรอก!" นายตำรวจหนุ่มตอบ "ถ้างั้นมันอะไรล่ะสารวัตร!" เขาถาม แต่สารวัตรสิทธาไม่ตอบอะไร จัดการปลดสายเบลท์แล้วทำท่าจะเปิดประตูออกไป หมอทินถึงกับตาเหลือกรีบคว้าแขนเอาไว้อย่างไว "จะทำอะไรน่ะ" เขาถามเสียงตื่น "จะลงไปดูไง" นายตำรวจหนุ่มตอบพร้อมกับเปิดประตูผลัวะออกแล้วดึงแขนของเขาจนหลุดจากมือหมอทิน ก่อนจะพาตัวเองออกไปนอกรถอย่างรวดเร็ว "อย่าออกไป สารวัตร!" หมอทินร้องห้าม แต่ไม่ทันเสียแล้ว
เกิดเสียงสวบสาบดังขึ้นจากพงหญ้ารกเรื้อรอบตัวรถ มันฟังดูคล้ายกับมีอะไรบางอย่างกำลังลังกระโดดไปรอบด้วยความเร็วคงที่ หมอทินสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกในแบบที่ไม่น่าจะมีได้ในช่วงกลางฤดูร้อนของประเทศนี้ เขาเหลียวหน้าเหลียวหลังมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง แล้วสายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับจุดสีแดงสี่จุดที่ด้านข้างรถฝั่งที่เขานั่งอยู่ มันเหมือนกับดวงตาของสัตว์ร้ายทั้งกำลังกระหายเลือดสีแดงวาวโรจน์ราวกับมีใครไปจุดไฟเอาไว้ "สะ...สารวัตร! สารวัตร!" เขาละล่ำละลักเรียกหาเพื่อนร่วมทางด้วยความตื่นตกใจจนพูดอะไรอย่าอื่นไม่ออก ตาเบิกกว้างจ้องแน่วติดหนึบอยู่กับดวงตาชวนขนแขนสแตนอัพนั่น
แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อตัวรถเกิดอาการไหวยวบยาบขึ้นอีกครั้ง สารวัตรสิทธานั่นเองที่ผลุนผลันมุดกลับเข้ามาข้างในแล้วกระชากประตูปิดตามอย่างร้อนรน หมอทินหันมองหน้านายตำรวจหนุ่มที่ตอนนี้ขาวซีดแต่ตื่นตัวอย่างเต็มที่ นั่ง ตัวตรงตามองไปข้างหน้า "อะไร! คุณเห็นอะไร!?" หมอทินทำเสียงกระซิบถาม นายตำรวจหนุ่มหันหน้ามามองหมอทินช้าๆ "มีตัวอะไรก็ไม่รู้อยู่ข้างนอกนั่น!" เขาตอบเสร็จก็หันมองกลับออกไปที่ป่าหญ้ารกทึบในแสงไฟหน้ารถอีก เควสชั่นมาร์คตัวเท่าควายผุดออกมาตรงกลางหน้าผากของหมอทินพร้อมกับความตื่นตระหนกที่ตัวโตพอๆ กัน "พูดเล่นรึเปล่าเนี่ย!?" เขาหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ดวงตาแดงก่ำนั่นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วจู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าสารวัตรสิทธาไม่ได้พูดเล่น หมอทินหันมองไปที่หน้ารถอย่างช้าๆ ตาของเขาเหลือกลานด้วยความตื่นผวา "ซวยแล้วสิ...สารวัตร!" หมอทินครางออกมาแผ่วเบาด้วยเสียงแหบแห้ง
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 45
Comments
namjoon_skyi
ชื่นชม
2023-08-03
0