"ยังไม่กลับอีกหรือคะด็อกฯ" เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาวตะโกนถามข้ามห้องมา ด็อกเตอร์รำมะนาเงยหน้าขึ้นจากการส่องกล้องจุลทรรศน์ สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดเอยู่ข้างหลังแว่นสายตากรอบหนาที่เธอเลือกจะหยิบมาสวมเป็นครั้งคราวสลับกับคอนแทกเลนส์ "เลิกเรียกฉันว่าด็อกซะทีเถอะ ยัยนกแก้วปากมอม" เธอตวัดสายตาขว้างค้อนวงใหญ่เข้าใส่ผู้ช่วยสาวขี้เล่นอย่างไม่ชอบใจ แต่สาวผู้ช่วยกลับทำหน้าเป็นและยิ้มระรื่นเข้าใส่ "นี่ก็จะสามทุ่มแล้วนะคะด็อก ยังไม่ได้เวลาเลิกงานอีกรึไง" สกุณาพูดโดยไม่ใส่ใจท่าทีของอีกฝ่ายพลางเก็บสัมภาระส่วนตัวบนโต๊ะทำงานของเธอใส่กระเป๋าเป้สะพายข้างใบเก่ง "งานคือชีวิตของฉันย่ะ" รำมะนาตอบพร้อมกับก้มลงแนบตาเข้ากับเลนส์กล้องจุลทรรศน์ตามเดิมในขณะที่มือข้างหนึ่งเขียนบันทึกลงในชาร์ตยุกยิกๆ ไปพร้อมๆ กัน
"ว่าแต่เธอเถอะ ทำไมยังไม่ไปๆ เสียทีล่ะ คิดจะเบี้ยวนัดอีตาปากมะเขือเปราะนั่นรึไง" เธอแซะผู้ช่วยสาวโดยที่ไม่คิดที่จะละสายตาออกจากงานตรงหน้า สกุณาหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ "แหม ทำตัวเป็นแม่แก่ปากร้ายอีกแล้วนะด็อก แต่พูดตรงๆ นะ อุตส่าห์มีผู้หลงเข้ามาติดกับทั้งที แถมยังเป็นคนมีสีอีกต่างหาก ฉันไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ หรอกย่ะ" เธอโต้กลับอย่างอารมณ์ดี ด็อกเตอร์รำมะนาสะดุดกับคำพูดนั้น เธอเหลือบตาขึ้นมองผู้ช่วยสาว แล้วก็ต้องอดขำจนต้องแอบยิ้มออกมาที่มุมปากไม่ได้ "ผู้ตาบอดตาใสล่ะสิไม่ว่า" ด็อกเตอร์สาวค่อนแคะ "เป็นตำรวจแต่ปากไวเป็นตะไกรตัดหญ้าอย่างนั้น จะไม่ทำผู้ร้ายไหวตัวทันซะก่อนหรือนั่น"
"แหมํ...ด็อกฯเจ้าขา... เขาก็แค่ปากลั่นบ่อยไปหน่อยเท่านั้นเองนะ ไม่เห็นจะแปลกเลยเจ้าคะ ใครๆ ก็เป็นกัน ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวเมื่อไหร่" สาวอารมณ์ดีเถียง "อะโหะ มีเดือดเนื้อร้อนใจแทนกันซะด้วย ยัยนกแก้วบ้าๆ บอๆ เอ๊ย" รำมะนาพึมพำแซะเบาๆ อย่างเอือมระอาในความก๋ากั่นของหญิงสาวเพื่อนร่วมงาน ก่อนที่จะยืดตัวขึ้นบิดไล่ความเมื่อยขบจากการที่ต้องก้มตัวส่องกล้องอยู่เป็นเวลานานพลางขยับแว่นตาหนาเตอะให้เข้าที่เข้าทางพร้อมกับปรายตามองตรงไปที่ผู้ช่วยสาวซึ่งกำลังทำสีหน้ายุ่งเหยิงและสองมือก็ค้นข้าวของบนโต๊ะทำงานดูวุ่นวายคล้ายกับจะหาอะไรบางอย่างอยู่
"แล้วนั่นหาอะไรอยู่ล่ะ ทำไมไม่ไปเสียที" ด็อกเตอร์สาวเอ่ยถามขึ้น "โทรศัพท์ของฉันน่ะสิ เอาไปวางไว้ตรงไหนแล้วเนี่ย" สกุณาตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา "สติสตังไม่เหลือแล้วสินะผู้ช่วยฉัน" ด็อกเตอร์รำมะนาพึมพำเบาๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เบามากพอที่จะรอดพ้นจากการได้ยินของผู้ช่วยสาวของเธอไปได้ "ไม่เห็นจะเกี่ยวกับสติสตังตรงไหนเลยนะด็อกฯ" สกุณาตอบกลับทันควัน ตามติดมาด้วยเสียงสองที่แสดงความดีอกดีใจจนเกินเบอร์เหมือนถูกสลากได้รางวัลเป็นช้อนส้อมรุ่นลิมิเตทอีดิทชั่น "อ้า...มาหลบอยู่นี่เองลูกแม่...หาตั้งนาน" ทำเอาด็อกเตอร์สาวเผลอยิ้มออกมาแบบเซ็งๆ ปนขบขันและแอบถอนใจเฮือกส่ายหน้าน้อยๆ "โอเค ฉันไปก่อนนะด็อกฯ อย่าอยู่ดึกนักล่ะ ไปล่ะ...บาย" สกุณาจัดการกับข้าวของของเธอเสร็จก็ฉวยกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายบ่าอย่างคล่องแคล่วแล้วเดินตัวปลิวพริ้วไหวไปเปิดประตูห้องแล็ป "ย่ะ แล้วไม่ต้องเอาเบอร์โทรใครติดมาฝากฉันอีกนะยะ" รำมะนาโบกมือกึ่งลากึ่งไล่ส่ง ผู้ช่วยสาวหน้าเป็นหันกลับมาตอบโต้คารม "งั้นก็ตามมาห้ามฉันสิยะ คุณด็อกเตอร์แม่แก่ แบร่..." เธอทำหน้าทะเล้นและแลบลิ้นหลอกแล้วรีบดึงประตูปิดทันทีและเดินจากไป
"โชคดีปีมะโว้เถอะย่ะ" นักวิจัยสาวอวยพรประชดไล่หลัง แต่ก็อดจะยิ้มน้อยๆ ส่งให้บานประตูที่ปิดลงไม่ได้ ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับถอนใจเบาๆ แล้วกลับมาสู่โหมดเคร่งเครียดของเธออีกครั้ง เธอหยิบแผ่นแก้วบางใสของสไลด์ตัวอย่างในกล่องเก็บความเย็นขนาดพกพาขึ้นส่องดูกับแสงจากหลอดฟลูออเรสเซ็นท์ "นี่พวกแกเป็นตัวอะไรกันแน่" เธอพึมพำถามมันเบาๆ หัวคิ้วหลังกรอบแว่นขมวดมุ่นจนปูดเป็นปม เพราะเธอกำลังพยายามเค้นสมองคิดหาสิ่งที่จะมาเทียบเคียงเพื่ออธิบายเจ้าสิ่งแปลกประหลาดที่เธอกำลังถือไว้ในมือนี้ให้ได้ชัดเจนที่สุด แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่มีข้อมูลใดๆ ในหัวที่พอจะใช้ได้เลยสักนิดเดัยว "ทำไมองค์กรอะไรนั่นถึงได้ให้ความสำคัญกับพวกแกขนาดนั้นนะ เจ้าตัวลึกลับ" เธอพร่ำถามคำถามกับมันเป็นครั้งที่ร้อยแล้วมั้งสำหรับคืนนี้
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้น เมื่อเธอหันไปมองก็พบว่าชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของแว่นตากรอบบางทรงสี่เหลี่ยมกำลังเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มทักทาย "เป็นไงบ้างครับ ด็อกเตอร์ ตัวอย่างไปถึงไหนแล้ว" หมอทินเอ่ยทักทายเป็นประโยคคำถาม "ที่นิติเวชนี่เขาทักทายกันอย่างนี้ทุกคนเลยรึเปล่าคะหมอ" หญิงสาวอดใจที่จะกระแหนะกระแหนไม่ได้ ชายหนุ่มหัวเราะแห้งๆ ให้กับคำพูดนั้น "โธ่ ด็อกเตอร์" เขาทำเสียงละห้อย "เรียกชื่อเถอะค่ะ หวังว่าจะจำชื่อฉันได้นะคะคุณหมอทิน" เธอรีบปรับน้ำเสียงให้ฟังดูอ่อนลงและเป็นกันเองมากขึ้น เพราะเธอรู้สึกว่ากำลังชกใต้เข็มขัดเขาหนักมือไปหน่อย "เอ่อ...ครับ เห็นคุณสกุณาบอกว่าคุณเจอของดีเข้าให้ มันคืออะไรหรือครับ" ชายหนุ่มถามพร้อมกับเดินมายืนข้างๆ นักวิจัยสาว รำมะนาขมวดคิ้วน้อยๆ เกิดความรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมากับคำถามนั้น "ยัยนกแก้วนกขุนทองจอมปากมากเอ๊ย มันน่า..." เธอบ่นพึมพำเบาๆ แต่ก็ยังเบาไม่พอที่จะพ้นไปจากหูหมอทิน "น่าอะไรหรือครับ?!" เขาถามพร้อมกับขมวดหัวคิ้วอย่างแรงจนหางของมันชี้เด่ขึ้นไปสุดปลายฟ้านำหน้าหญิงสาวไปหลายองศาพร้อมกับมองหน้าเธออย่างงงๆ "อ้อ เปล่าค่ะ ฉันแค่หวังว่าจะเป็นคนบอกข่าวนี้กับคุณด้วยตัวเอง แต่..." เธอยักไหล่ "ช่างเถอะ มาดูกันดีกว่าว่าฉันเจออะไรเข้า" เธอตัดบทแล้ววกกลับมาเข้าเรื่อง
หลังจากที่เธอยืนกอดอกเฝ้าดูหมอนิติเวชหนุ่มที่ก้มลงแนบสองตาเข้ากับเลนส์พลางหมุนปรับระยะและโฟกัสอยู่ชั่วอึดใจ "นี่มัน...อะไรครับ" หมอทินเงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์ เธอก็เห็นว่าหัวคิ้วก็ยังคงผูกโบแดงที่ไม่รู้ว่าจะแสลงใจด้วยรึเปล่าอยู่อย่างเดิม "นี่มันมาจากชิ้นเนื้อที่คุณแอบเก็บมาเมื่อคืนจริงเหรอ" เขาถามพลางมองหน้านักวิจัยสาว ซึ่งเธอก็มองตอบไปไม่มีการโกง "ใช่ค่ะ ฉันไม่รู้ว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้องค์กรข้ามชาติหน้าบ้าบออะไรนั่นเข้ามาแทรกแซงรึเปล่า" สิ่งที่เธอพูดมา มันทำให้หมอทินอึ้งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นอีก "แล้ว...คุณคิดว่ามันเป็นอะไรล่ะครับ" ด็อกเตอร์รำมะนายักไหล่ก่อนจะส่ายหน้า
"ไม่รู้สิ คือ...ฉันเองก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน" เธอหยิบแผ่นสไลด์ตัวอย่างอีกแผ่นขึ้นส่องดูกับแสงไฟพลางขยับแว่นตาที่สวมอยู่ให้เข้าที่เข้าทาง ส่วนหมอทินก็กลับไปแนบตากับกล้องส่องอีกครั้งพลางพยายามปรับความละเอียดและกำลังขยายให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น "มันเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ประเภทปรสิตนะ แต่ว่ามันก็มีส่วนที่เป็นเส้นใยและสารคลอโรฟิลล์ที่พบในพืชเป็นส่วนประกอบหลักของมันด้วย ทีแรกฉันก็คิดว่ามันเป็นจำพวกเดียวกับเห็ดราคอดีเซ็ปหรืออะไรทำนองนั้น แต่ก็ไม่ใช่ " เธอลดแผ่นสไลด์ตัวอย่างลงแล้วจ้องหน้าหมอทิน ซึ่งเขาเองก็มองและกำลังตั้งใจฟังเธอพูดอยู่ "ฉันแปลกใจจริงๆ นะที่พวกเขามีคำสั่งลงมาให้ฉันตรวจพิสูจน์อะไรพวกนี้น่ะ อย่างกับว่าพวกเขารู้อยู่แล้วว่าพวกเราจะต้องเจอมันอยู่ในตัวศพพวกนั้นน่ะ"
"อะไรที่ทำให้คุณคิดอย่างนั้นล่ะครับ" หมอทินถาม ด็อกเตอร์สาวโคลงหัวน้อยๆ "คุณเชื่อไหมล่ะ ตัวอย่างที่คุณเก็บมาก็มาจากศพหัวขาดก่อนหน้านี้ก็มีลักษณะเหมือนที่เราไปเก็บมาเมื่อวานเปี๊ยบเลย" เธอไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่กลับเป็นฝ่ายถามกลับไปซะงั้น หมอทินยืดตัวขึ้นยืนตัวตรงก่อนจะพยักหน้า "ใช่...แต่เคสของผมมันอยู่ห่างกับเคสของเราเกือบกิโลเลยนะ ทำไมหรือครับ" เขาตอบพร้อมกับถามกลับ "แล้วตามตัวศพพวกนั้นก็ไม่มีร่องรอยของเลือดที่เลอะเทอะหรือนองบนพื้นเลยสักหยดเหมือนกันด้วยใช่ไหม" นักวิจัยสาวพูดต่อ "คุณกำลังจะบอกอะไรผมกันแน่ด็อกเตอร์" หมอทินพูดขัดขึ้น หญิงสาวเห็นความหงุดหงิดผุดขึ้นมาในสีหน้าของเขา "ใจเย็นๆ สิคะหมอ ฉันว่า...นี่อาจจะเป็นการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่โลกไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนเลยก็ได้นะ" อยู่ๆ เธอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาปุบปับกับสิ่งที่กำลังจะพูดออกไป "หมายความว่าไงครับ" หญิงสาวเห็นหมอนิติเวชหนุ่มทำหน้าเหมือนถูกรถสิบล้อบรรทุกเครื่งหมายคำถามคว่ำใส่ "เจ้าพวกนี้มันเหมือนจะเป็นจุลชีพนักล่าที่กินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร แต่ในขณะเดียวกันมันก็สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงให้กลายเป็นอาหารของมันได้ด้วย เหมือนพวกสาหร่ายหรืออะไรเทือกนั้นเลย แต่ที่น่าประหลาดก็คือ เซลล์ที่คล้ายพืชพวกนี้กลับมีปฏิกิริยาในเชิงลบกับรังสียูวีซะงั้น และเซลล์ส่วนที่เป็นสัตว์ก็ดเหมือนกับกำลังพยายามต่อต้านตัวของมันเองงั้นแหละ พิลึกชะมัดเลยว่ามั้ย" ในที่สุดเธอก็ตอบคำถามของเขาได้เสียทีหลังจากโยกโย้อยู่เป็นนานสองนาน
"คุณกำลังจะบอกว่า นี่คือสิ่งมีชีวิตที่เป็นลูกครึ่งระหว่างพืชกับสัตว์งั้นเหรอ" เขาผูกหัวคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม "บางทีฉันจะต้องใช้เวลาทำความรู้จักมันให้มากกว่านี้อีกหน่อย แต่ก็ใช่ พวกมันเป็นอย่างนั้น แล้วเชื่อมั้ยว่าทุกตัวอย่างที่คุณส่งมามันก็เป็นลักษณะเดียวกันนี้ทั้งหมดเลยนะ ที่สำคัญ...พวกมันมีปฎิกริยาต่อฮีโมโกลบินของมนุษย์โดยเฉพาะเลย ซึ่งนั่นไม่ใช่ลักษณะจำเพาะของพวกฟันกัสแน่ๆ พูดตรงๆ คือ พวกเห็ดราไม่ได้กินเลือดคนหรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตเป็นอาหารและไม่ได้สังเคราะห์แสงด้วยตัวเองด้วย" เธอสาธยาย "แต่เจ้านี่ พวกมันกินเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังมีชีวิตอยู่ของมนุษย์เป็นอาหาร แต่จะไม่ตอบสนองต่อเลือดของสัตว์ ดูนี่สิ" หญิงสาวใช้ไซริ้งค์ที่มีเข็มฉีดยาขนาดเล็กดูดเอาเลือดจากถุงเก็บเลือดที่แปะฉลากบอกกรุ๊ปเลือดเอมาหยอดลงบนแผ่นตัวอย่าง ก่อนจะสอดมันเข้าไปที่แท่นส่อง "คุณดูเองเถอะค่ะ" เธอถอยออกห่างพลางผายมือเชิญหมอหนุ่ม
"ให้ตาย! มันกำลังกลืนกินเม็ดเลือดทั้งเป็นจริงๆ ด้วย!" ชายหนุ่มอุทานพร้อมกับหมุนปุ่มปรับกำลังขยายภาพอยู่ยิกๆ จนเธอคิดว่าภาพที่ได้นั้นน่าจะเบลอจนดูไม่รู้เรื่องไปแล้ว "ใช่ไหมล่ะ" ด็อกเตอร์รำมะนามองหน้าเขาอย่างขอความเห็น "ไม่แค่นั้นนะ พวกมันยังมีความสามารถในการเรืองแสงในที่มืดเหมือนพวกหนอนถ้ำเรืองแสงด้วย น่าทึ่งไหมล่ะ" หญิงสาวรู้สึกว่ายิ่งพูดเธอก็ยิ่งตื่นเต้นจนแทบจะเก็บทรงไม่ไหว ตรงข้ามกับหมอทิน เธอเห็นเขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่เชื่อและไม่เข้าใจในสิ่งทีเธอพยายามอธิบาย "ถึงว่าสิ ศพของพวกนั้น" เขาทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้และเปรยออกมาดังๆ หลังจากที่นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่
"อะไรคะ" คราวนี้ด็อกเตอร์รำมะนากลับเป็นฝ่ายผูกโบที่คิ้วใส่เขาบ้าง "ที่ศพพวกนั้น...แทบจะไม่มีเลือดเหลืออยู่ในร่างกายเลย เป็นไปได้ไหมว่าเจ้านี่ทำให้การติดเชื้อในร่างกายของคนพวกนั้นและ..." หมอทินพูดค้างคา "พวกเขาก็ถูกเจ้าสิ่งนี้กินเม็ดเลือดจากข้างในตัว" ด็อกเตอร์รำมะนาพูดต่อให้กลายเป็นประโยคจบที่สมบูรณ์แบบ "แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือ พวกมันเข้าไปอยู่ในร่างกายของศพได้ยังไง" ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดและเริ่มขยับเท้าเดินไปมา "อันนี้ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน" ด็อกเตอร์สาวเห็นด้วย "จากพื้นที่ที่พบศพ ก็ไม่มีอะไรที่จะบ่งชี้ว่าจะเป็นสาเหตุของการแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของผู้ตายเลยสักอย่าง" คำพูดของเธอยิ่งทำให้หมอทินหน้ายุ่งเหยิงหนักเข้าไปอีก
ขณะที่สองหมอหนุ่มสาวกำลังแข่งกันขมวดคิ้วอย่างเอาเป็นเอาตายนั่นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ ดังขึ้นขัดจังหวะ แต่มันก็ดังมากพอที่จะสะกิดให้ทั้งคู่หันไปมองแทบจะพร้อมกัน ชายสูงวัยใส่แว่นตากรอบเหลี่ยมหนาเตอะรูปร่างผอมบางเจ้าของเส้นผมสีขาวแซมดำดูกระเซอะกระเซิงและหนวดเคราสีเดียวกันก็เปิดประตูเข้ามาโดยที่ไม่รอให้คนข้างในเชื้อเชิญให้เสียเวลา เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนแถมมีการผูกไทด์ลายพร้อยทั้งเส้นที่ไม่ได้เข้ากันกับเสื้อเชิ๊ตลายทางเลยสักนิด ขอบเอวกางเกงถูกดึงขึ้นไปสูงกว่าระดับที่มันควรจะอยู่ มีเข็มขัดหนังสีดำเส้นเล็กๆ รัดเอวเอาไว้จนแทบจะกิ่วค่อด กับรองเท้าผ้าใบคู่ใหญ่ดูเทอะทะเกินกว่าที่เท้าของเขาจะต้องการ ดูไปแล้วท่าทางออกจะสติเฟื่องอยู่ไม่น้อย เขาสวมเสื้อกาวน์สีขาวที่ดูสะอาดสะอ้านทับแฟชั่นแปลกพิลึกของเขาเอาไว้อีกที นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชายที่น่าจะวัยเกินแซยิดคนนี้ดูดีขึ้นมาได้บ้าง
"สวัสดี ผมต้องขอโทษด้วยที่เข้ามาขัดจังหวะ" ชายสูงวัยเอ่ยปากทักทายด้วยสีหน้าระรื่นและดูเป็นกันเองมากเกินไปมากมายหลายเลเวลสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน "ขอโทษนะคะ มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า" ด็อกเตอร์รำมะนาจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเธอไม่สบอารมณ์กับการจู่โจมแบบกะทันหันของชายแปลกหน้าสูงวัยผู้นี้ "โอ้...แหม๋ๆๆ โปรดอภัยต่อความเซ่อซ่าไร้มารยาทของคนแก่ๆ อย่างผมด้วยเถอะนะคุณผู้หญิง ผมควรจะแนะนำตัวเองเสียก่อนสิถึงจะถูก...จริงมั้ย" ชายสูงวัยกล่าวพลางค้อมหัวน้อยๆ เป็นเชิงแสดงการขอโทษ "สวัสดี ผมคือศาตราจารย์คงเดช ปราบวิญญู แห่งศูนย์วิจัยและกักกันสิ่งมีชีวิตอันอาจจะเป็นภัยต่อมนุษยชาติ... หรือจะเรียกชื่อย่อสั้นๆ แต่ฟังดูดีมากๆ ว่า 'อาร์ซีเอฟเอช' ก็ได้นะ" "ศูนย์วิจัยอะไรนะ!" สองหนุ่มสาวอุทานสวนขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน เมื่อชายแปลกหน้าแนะนำตัวจบ นักวิจัยสาวทำหน้าเหวอ หันมองหน้าหมอทินด้วยความงุนงงและเธอก็พบว่าหมอหนุ่มก็ทำหน้างงเต้กไม่แพ้กันกับเธอ ก่อนที่ทั้งคู่จะพูดขึ้นมาพร้อมกันอีกเป็นซ้ำสอง "คุณเป็น..." คราวนี้ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน แล้วก็เป็นหมอทินที่ยอมถอยออกอย่างสุภาพบุรุษ "โทษที...เชิญคุณก่อนเลยครับ" เขาผายมือให้กับเธอ "เอ้าๆ ทำไมต้องแย่งกันพูดขนาดนั้นล่ะ..." ชายสูงวัยฉีกยิ้มร่าเริงอวดฟันขาววาววับพลางยกมือขึ้นปราม
"ขอโทษนะคะ แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อศูนย์วิจัย เอ่อ...อะไรนะ" ด็อกเตอร์รำมะนาเอ่ยไม่จบประโยค เธอหันไปหาหมอทินอย่างขอความช่วยเหลือ "ศูนย์วิจัยและกักกันสิ่งมีชีวิตที่อาจจะเป็นภัยต่อมนุษยชาติ คุณผู้หญิง" เป็นชายสูงวัยผู้อ้างตัวว่าเป็นถึงศาตราจารย์ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้เธอด้วยท่าทีสุภาพและรอยยิ้มอ่อนโยน "ลองเรียกชื่อย่อว่าอาร์ซีเอฟเอชสิ มันน่าจะช่วยอะไรได้บ้างนะ" ศาตราจารย์สูงวัยแนะ ทำเอาหญิงสาวรู้สึกว่าหน้าของเธอปั้นยากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่เธอทำได้ก็เพียงยิ้มเพลียๆ ส่งให้แทนคำขอบคุณ
"มันก็ไม่แปลกหรอกที่คุณจะไม่เคยได้ยิน เพราะอาร์ซีเอฟเอชเป็นองค์กรลับระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชัยตะวันออกเฉียงใต้ เราไม่สามารถจะเปิดเผยสถานะหรือตัวตนต่อสาธารณะชนได้ พวกเราทำงานกันอย่างลับๆ อยู่เบื้องหลังในทุกๆ พื้นที่ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ งานของเราก็คือสำรวจ เก็บตัวอย่างและวิจัยสิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากความเป็นธรรมดาสามัญที่ไม่มีอัฉริยะทางวิทยาศาตร์คนใดจะให้คำอธิบายได้ เพื่อกการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหล่านั้น" ศาสตราจารย์คงเดชสาธยายยาวเหยียด ทุกคำพูดที่ออกมานั้นมันทำให้หญิงสาวต้องผูกหัวคิ้วด้วยเงื่อนตายใส่หน้าผากตัวเองแน่นขึ้นทุกที และเธอก็คิดว่าหมอทินก็มีสภาพไม่ต่างกันกับเธอเลย "และที่ผมต้องมายืนอยู่ตรงนี้ก็เพราะว่า..."
หมอทินยกมือพร้อมกับพูดแทรกขึ้นขัดจังหวะ "เดี๋ยวๆๆ ขอโทษนะครับศาตราจารย์ เอ่อ...คงเดชใช่มั้ยครับ" เขาพูด "ผมไม่มีเจตนาที่จะหยาบคายหรอกนะ แต่คุณช่วยอธิบายให้เป็นภาษาที่เราเข้าใจง่ายๆ กว่านี้ได้ไหมครับ" ศาตราจารย์ผู้สูงวัยมองหน้าเขาแล้วหัวเราะหึๆ แต่ก็ไร้ซึ่งแววขุ่นเคืองใดๆ ปรากฏบนใบหน้า "คนหนุ่มก็ใจร้อนอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดาล่ะนะ" ดูเหมือนว่าเขาจะพูดกับหญิงสาวมากกว่าเพราะเขาปรายตามาหาเธอ "อย่าบอกนะว่าคุณมาจากองค์กรข้ามชาติที่มีหนังสือด่วนขอให้กระทรวงวิทย์ฯส่งให้พวกเราเข้าไปเก็บตัวอย่างพวกนั้นมาเมื่อวันก่อนน่ะ" ด็อกเตอร์รำมะนาตัดสินใจเอ่ยถามไปตามตรง
ชายสูงวัยดีดนิ้วเป๊ะพร้อมยิ้มแฉ่งอวดฟันขาวสะอาดที่ไม่น่าจะเป็นของคนอายุปูนนี้ได้ แต่มาคิดดูอีกทีมันก็ไม่แน่...นั่นอาจจะเป็นฟันปลอมครบเซ็ททั้งช่องปากเลยก็ได้ "โป๊ะเชะ...ถูกเผงเลย!" เขาตอบอย่างร่าเริงด้วยศัพท์วัยรุ่นยุคโบราณ "ผมคิดว่าผมคงจะต้องแนะนำอาร์ซีเอฟเอช ให้พวกคุณรู้จักมากขึ้นอีกสักหน่อยแล้วสินะ อืม... มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่หรอก...ว่ามั้ย?" ชายสูงวัยพูดเองเออเองเสร็จสรรพ ในขณะที่นักวิจัยสาวยืนมองชายสูงวัยทำด้วยความไม่สะบายใจและงงงวยกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่นี้ "แต่เรื่องมันอาจจะยาวกว่าที่ผมคิดนิดหน่อย เพราะฉะนั้น เราหาที่นั่งคุยกันก่อนดีไหม" ว่าแล้วศาตราจารย์ผู้สูงวัยก็จัดการลากเก้าอี้จากโต๊ะทำงานของสกุณาผู้ช่วยสาวของเธอมานั่งเองก่อนที่จะผายมือให้สองหนุ่มสาวทำตาม ราวกับว่าพวกเขากลับกลายเป็นแขกผู้มาเยือนเสียเองซะงั้น
"คณะนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์วิจัยของเราได้เริ่มการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว ตั้งแต่ปีค.ศ. 1940 ช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง จุดประสงค์ของโครงการก็คือ วิจัยสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ปกติของคนทั่วไป เพื่อต่อยอดพัฒนาไปเป็นอาวุธต่อต้านสงคราม" พูดมาถึงตรงนี้ ด็อกเตอร์รำมะนาเห็นสีหน้าของหมแทินมีแต่เควสชั่นมาร์คเดังคึํงดัํงขึ้นบนใบหน้าแข่งกันแบบรัวๆ และเธอก็ต้องยอมรับว่าเธอเองก็เกิดคำถามขึ้นในหัวเป็นตันๆ เช่นเดียวกัน "สิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหนือการรับรู้เหรอ...มันคืออะไรล่ะน่ะ" หมอทินโพล่งถามขึ้น เธอหันไปมองเขาพร้อมกับนึกขอบคุณที่เขาถามในสิ่งที่เธอเองก็ข้องใจเช่นกัน ศาตราจารย์ผู้สูงวัยหัวเราะหึหึ "สิ่งที่เราไม่เคยเห็น มันไม่ได้แปลว่าจะไม่มีอยู่จริงเสียหน่อยนะคุณหมอ สิ่งเหล่านี้มันอยู่กับพวกเรามานานแสนนานแล้ว ถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่า พวกมันอยู่กันมาตั้งแต่ก่อนที่มนุษย์เราจะเริ่มต้นอารยธรรมด้วยซ้ำไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเราเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เรารุกล้ำถิ่นที่อยู่ของพวกมันและขับต้อนพวกมันไปอยู่ในมุมมืดที่ห่างไกลจากการรับรู้ของพวกเราเอง จนในที่สุด พวกมันก็กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าเหลวไหลที่ผู้ใหญ่เอาไว้หลอกเด็กเท่านั้น" ศาตราจารย์ผู้สูงวัยตอบยาวเหยียด
"ที่คุณพูดมาทั้งหมดนี่ อย่าบอกนะว่าคุณกำลังหมายถึงเอ่อ...ผี" ด็อกเตอร์รำมะนาพูดอย่างไม่แน่ใจ ชายสูงวัยยิ้ม "ผมคิดว่าผมไม่เคยพูดเลยนะว่าพวกมันเป็นผีน่ะ คุณผู้หญิง ผีคือกลุ่มพลังงานที่ไม่มีมวลสารเป็นตัวเป็นตนและดวงตามนุษย์ก็ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้นอกจากจะอยู่ในเงื่อนไขพิเศษบางอย่างในบางสถานการณ์ ส่วนสิ่งที่ผมกำลังพูดถึงนี้ เราสามารถสัมผัสมันได้ด้วยมือและมองเห็นได้ด้วยตา พวกมันมีร่างกายและความคิดของตัวเอง" ทุกคำพูดที่ออกมาจากปากของศาสตราจารย์สูงวัยยิ่งสร้างความสับสนให้กับหญิงสาวหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ และหมอมินเองก็กำลังทำหน้าเหมือนคนแก้สแควรูทยกกำลังแปดไม่ออกอยู่เช่นกัน แต่ชายสูงวัยก็ยังคงพูดต่อไป ดูท่าทางเขาจะมีความสุขมากที่ได้พูดถึงเรื่องแปลกประหลาดนี้
"แล้วมันคืออะไรกันแน่ล่ะครับ ศาตราจารย์ คุณยิ่งพูดผมก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าคุณต้องการจะบอกอะไรกับพวกเรากันแน่น่ะ" หมอทินโพล่งขึ้นด้วยท่าทีเหลืออด เขาคงจะทนฟังเรื่องอะไรก็ไม่รู้จากชายแปลกหน้ามานานเกินไปแล้วสินะ... ด็อกเตอร์รำมะนาคิด "โอเคๆ" ศาตราจารย์คงเดชยกมือในท่ายอมแพ้พร้อมกับกลั้วหัวเราะ "ผมเชื่อว่าพวกคุณคงเคยได้ยินเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมานานแสนนาน เกี่ยวกับพวกกระสือ กองกอย กลิ้งดงหรืออะไรทำนองนี้มากันแล้ว ไม่มากก็น้อยล่ะนะ" ชายสูงวัยเริ่มเรื่อง "เดี๋ยวก่อนนะ ที่พูดมายาวกว่าหางว่าวนี่ก็เพื่อจะนำเรื่องมาเข้าเรื่องผีงั้นหรือคะ"ด็อกเตอร์รำมะนาถามแทรกขึ้นอย่างพยยามจะอดทนพร้อมกับทำหน้าแปลกๆ เธอรู้สึกถึงความอึดอัดที่เอ่อล้นในใจว่ามันใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว เพราะชายสูงวัยคนนี้เป็นเหตุ
ชายสูงวัยส่ายหน้าน้อยพร้อมรอยยิ้มตามสไตล์ "อันที่จริงพวกมันไม่ใช่ผีหรอกนะคุณผู้หญิง แต่คนมักจะเรียกเหมารวมๆ กันไปหมด ก็ทำนองเดียวกันกับที่พวกวาฬ พะยูน โลมา ถูกเราเอาความเป็นปลาไปยัดใส่พวกมันนั่นแหละ ทั้งที่จริงแล้วพวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลต่างหากล่ะ...ตามทันมั้ย" เขาหยุดพูดอีก แล้วมองมาที่เธอและหมอทิน ด็อกเตอร์สาวมั่นใจว่าไม่มีส่วนไหนบนใบหน้าของเธอที่จะบอกว่าตามทันสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด "เหมือนกันเลย เรายัดเยียดความเป็นผีใส่พวกมัน ทั้งที่จริงแล้วพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยได้รับการจัดอันดับวงศ์และสปีชีส์เลยต่างหากล่ะ เพราะวิทยาศาตร์ไม่เคยยอมรับหรือแม้แต่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันเลยสักนืด"
"เอาล่ะ! พอที!" ด็อกเตอร์รำมะนายกสองมือขึ้นห้ามอย่างเหลือจะอด ในที่สุดความเส้นบางๆ ของความอดทนของเธอก็ขาดสะบั้น หน้าของเธอตึงเปรี๊ยะเต็มคาราเบล "ฉันฟังเรื่องเล่าของคุณมามากพอแล้ว ทีนี้...ช่วยบอกฉันหน่อย คุณมาที่นี่ต้องการอะไรคะ ศาตราจารย์คงเดช" เธอพูดเสียงเฉียบขาด ศาตราจารย์เฒ่าอึ้งไปนิดหน่อยแต่แล้วเขาก็กลับมาระบายรอยยิ้มใส่ใบหน้าของเขาต่อได้อีก "ก็ได้ครับคุณผู้หญิง" เขายังคงพูดอย่างสุภาพ "ผมเชื่อว่าพวกคุณได้หยิบอะไรที่ไม่ควรหยิบ ติดมือกลับมาจากสถานที่เกิดเหตุเมื่อคืนนี้ด้วยนะ" เขาพูดพร้อมกับหลุบตาลงมองไปที่กล่องเก็บความเย็นและแผ่นสไลด์ตัวอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ ทำเอาด็อกเตอร์สาวหน้าเสียทรงไปทันที เธอมองไปที่หมอทินอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ก็เห็นว่าเขาก็กำลังยืนตะลึงอ้าปากหวอมองชายสูงวัยอยู่ ไม่รู้ว่าเขาตกใจกับท่าทีของเธอหรือคำพูดของชายสูงวัยกันแน่ ศาตราจารย์คงเดชยิ้มอย่างเป็นต่อ "คุณไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่คุุณเอาออกมาจากตัวศพนั้นมันอันตรายแค่ไหน" ชายสูงวัยพูดเรียบๆ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 45
Comments
ProGaming
อ่านเรื่องของแอดตามมาเสมอ เยี่ยมมากเลยค่ะ👏
2023-08-01
0
Ma.Cristina Alvaro
ขี้หลงรัก
2023-08-01
0
swaggy
กำลังคอยอัพเร็วๆน้าค่ะ!!
2023-08-01
0