ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกคนที่อยู่ภายในบ้านเกิดเหตุก็อดถูกพาออกจากพื้นที่เพื่อส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป แถบกั้นพื้นที่สีขาวสลับแดงก็ถูกขึงติดตั้งไว้รอบตัวบ้านที่เกิดเหตุ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าพื้นที่นี้ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาตและเป็นเขตกักกันเชื้อขั้นสูงสุด เพื่อกันไม่ให้เหล่าชาวบ้านชาวช่องที่อยากรู้อยากเห็นบุกเข้าไปทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุโดยไม่ตั้งใจ ที่สนามข้างบ้านถูกจัดทำโดมปลอดเชื้อเฉพาะกิจที่ทำจากผ้าพลาสติกหนา คลุมทุกตารางนิ้วของสวนข้างบ้านเอาไว้อย่างมิดชิด ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านเต็มไปด้วยกลุ่มคนราวสิบคนในชุดพีพีอีแบบที่มีหน้ากากกันพิษครอบตรงส่วนครึ่งล่างของใบหน้าเอาไว้อีกต่างหาก ซึ่งมันมิดชิดจนขนาดที่ว่า ต่อให้มองทะลุแว่นตาใสแจ๋วเข้าไปได้ก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครเป็นใคร ถ้าหากไม่มีป้ายชื่อสต๊าฟที่แขวนคอของแต่ละคนบอกเอาไว้ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะยุ่งวุ่นวายกับงานอยู่ตลอดเวลา พากันเดินเข้าๆ ออกๆ อุโมงค์ที่เชื่อมต่อกับโดมปลอดเชื้อกันเป็นว่าเล่นเหมือนเดินเข้าออกห้างสรรพสินค้า
"ทำไมจะต้องใส่ชุดอลังการงานสร้างแบบนี้ด้วยวะเนี่ย ทั้งร้อนทั้งอึดอัดจะตายชัก" หมอทินบ่นอุบขณะพยายามยัดขาข้างที่เหลือเข้าไปในชุดป้องกันด้วยท่าทีจำยอมเนื่องจากการถูกคำสั่งบังคับ "แล้วนี่พวกคุณมาจากหน่วยงานไหนเนี่ย มาวุ่นวายกับสถานที่เกิดเหตุได้ไงกัน ใครส่งพวกคุณมากันแน่" สิบคำถามที่ไม่มีสักตัวช่วยของหมอทิน ไม่ได้รับความสนใจที่จะไขข้อข้องใจของเขาเลยสักนิด "อย่าถามอะไรมากมายเลยน่าหมอ นี่ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานล่ะก็ ผมคงจะส่งคุณออกไปจากที่นี่นานแล้ว เพราะฉะนั้น รีบใส่ชุดนั่นให้เสร็จแล้วเข้าไปทำงานของคุณซะ...ได้โปรด" เป็นคำตอบที่แสนจะไร้ซึ่งเยื่อใยไมตรีจากปากของชายร่างยักษ์ในชุดพีพีอีเต็มยศ ที่คอของเขามีป้ายสต๊าฟแขวนอยู่ และมันบอกว่าเขาชื่อด็อกเตอร์ธานินทร์ ปราบวิญญู มีต้นสังกัดที่ชื่อแปลกประหลาดและยาวเฟื้อยไม่คุ้นตาติดหราอยู่ข้างใต้ชื่อของเขา ศูนย์วิจัยสิ่ง...อะไรสักอย่างซึ่งหมอทินอ่านไม่ทันเพราะหมอนั่นดูเหมือนจะเป็นไฮเปอร์ที่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา โดยมีเจ้าหน้าอีกสองสามคนเดินสวนสนามกันเข้าๆ ออกๆ จากอุโมงค์พลาสติกเพื่อนำเอาสิ่งของบางอย่างมาส่งให้อีตาด็อกเตอร์ธานินทร์เก็บยัดใส่ในกล่องเก็บความเย็นกล่องเบ้อเร่อที่เขาเฝ้าอยู่ นั่นยิ่งทำให้หมอทินเกิดคำถามมากมายหลายประเด็น ปะทุปุ๊ป๊ะขึ้นมาในหัวเหมือนข้าวโพดคั่วป็อปคอร์นในกระทะตั้งไฟ
แม้จะไม่ได้เห็นหน้าคร่าตาแต่ดูจากท่าทีที่เย็นชาของหมอนั่นแล้ว ชายหนุ่มก็พอจะจินตนาการได้ว่าคงจะเป็นพวกด็อกเตอร์สติไม่สมประกอบเจ้าของหน้าตาเทอะทะใบหน้าสี่เหลี่ยมและมีรอบเย็บยึดผิวหนังที่มาจากคนละแหล่งเข้าไว้ด้วยกัน ป่วยการเปล่าที่จะไปเซ้าซี้เอาคำตอบกับแฟร็งเก้นสไตล์แบบนั้น ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะหุบปากเงียบและตั้งหน้าตั้งตาสวมชุดอบไอร้อนสึขาวนี่จนเสร็จเรียบร้อย "อย่าลืมแขวนป้ายสต๊าฟนี่ด้วยนะหมอ" ชายร่างยักษ์พูดเสียงอู้อี้ผ่านหน้ากากกันพิษมาเตือนเขา พร้อมกับวางป้ายชื่อที่เขาเพิ่งจะเขียนชื่อหมอทินลงไปเอาไว้บนโต๊ะสนามหน้าเต็นท์ "จ้าาาา...เค้ารู้แล้วจ้า ตะเอง!" หมอทินตอบแกมประชด ก่อนที่จะเดินงุ่มง่ามออกจากเต็ยท์ตรงไปยังทางเข้าอุโมงค์ปลอดเชื้อ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่อีกคนที่ยืนเฝ้าอยู่เป็นคนเปิดผนึกอุโมงค์ให้เขาเข้าไป
เขาเดินผ่านละอองน้ำยาฆ่าเชื้อที่ถูกพ่นเป็นฝอยลงมาจากท่อเล็กๆ ด้านบนของอุโมงค์ที่ยาวไม่เกินสามเมตร ตรงเข้าไปหาซีปล็อคอีกชั้นก่อนที่จะเข้ามาในตัวโดม ซึ่งมันกลายเป็นสถานที่ที่น่าอึดอัดเอามากๆ จนเขาอยากจะหันหลังกลับออกไปเสียบัดนาว ในโดมแคบๆ นี้มีคนที่เข้ามาทำงานอยู่ก่อนแล้วสามคน แต่ละคนกำลังก้มๆ เงยๆ สำรวจร่างสามร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น และดูเหมือนว่าพวกเขาจะพยายามเก็บบางอย่างจากร่างเที่ไร้หัวเหล่านั้นอยู่อย่างขะมักเขม้น! "ได้เรื่องอะไรบ้างไหมครับด็อกเตอร์" หมอทินเอ่ยถามคนในชุดป้องกันที่เขาเดินเข้าไปหา "คะ?...เอ่อ ฉันสกุณาค่ะคุณหมอ ด็อกฯอยู่ทางโน้นค่ะ" หญิงสาวในชุดป้องกันมิดชิดตอบกลับเสียงอู้อี้ ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความขบขันพลางชี้นิ้วไปทีป้ายสต๊าฟของเธอ "อ้าว...คุณนกหรอกเหรอ มาด้วยเหรอเนี่ย โทษที" หมอทินทำท่าทางเงอะงะและกำลังนึกเขินที่ตัวเองเผลอปล่อยไก่ไปตัวเบ้อเริ่ม
"แหม งานแบบนี้จะขาดนกน้อยสาวแสนสวยคนนี้ได้ไงล่ะคะหมอ ได้โดนด็อกเตอร์แม่แก่บ่นจนหูชาตายไปเลยน่ะสิ" เธอพูดอย่างคนอารมณ์ดี "ย่ะ...ปากดีจริงๆ เลย รีบทำงานให้เสร็จเถอะ ฉันจะกลายเป็นไก่อบขี้เกลืออยู่แล้วเนี่ย" เสียงอู้อี้ของหญิงสาวอีกคนพูดแทรกขึ้น "อีกอย่าง...ป้ายชื่อเขามีไว้ให้มอง ไม่ได้มีไว้เมินนะคะคุณหมอ" ด็อกเตอร์สาวที่ถูกพาดพิงถึงพูดมาจากทางข้างหลัง หมอทินหันกลับไปมองทันที "นั่นคุณตัวจริงใช่มั้ย ด็อกเตอร์รำมะนา" เขารู้ว่ากำลังถามคำถามที่ทำให้ตัวเองดูเป็นตัวประหลาดที่น่าตลก แต่ก็นั่นแหละ เพื่อความแน่ใจก็ถามๆ ไปก่อน ดีกว่าที่จะต้องหน้าแตกภาคสองล่ะน่ะ "เปล่าค่ะ...อันที่จริง ฉันเป็นเอเลี่ยนจากดาวอัลฟา 40715 เอสปลอมตัวมาต่างหากล่ะ" เธอให้คำตอบยียวนกวนประสาทกลับมา ทำให้เขาอดที่จะพ่นลมออกจมูกดังพรืดด้วยความขบขันไม่ได้ กับเสียงอู้อี้เหมือนพูดออกมาจากรูของตัวอะไรสักอย่างที่มาจากดวงจันทร์ "โอเคๆ ผมเชื่อแล้วล่ะว่าคุณเป็นมนุษย์ต่างดาวตัวจริงเสียงจริง" ชายหนุ่มจบประโยคด้วยเสียงหัวเราะที่ก็อู้อี้ไม่ต่างกัน
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ต่อปากต่อคำกัน เสียงห้าวที่ก็อูัอีัอีกเสียงก็ดังขึ้นจากประตูซีปล็อคทางเข้าโดม "นี่มันต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้่เลยเหรอเนี่ย" เป็นน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนคนพูดกำลังหงุดหงิดไม่ชอบใจกับชุดที่ถูกบังคับให้ต้องสวมใส่เอาเสียเลย "อ้อ...สารวัตรเองหรอกหรือ" หมอทินเอ่ยทักทายหลังจากที่เขาเพ่งมองป้ายชื่อแขวนคอของผู้มาใหม่อยู่ชั่วอึดใจ "อย่าบ่นนักเลยน่า อีตาปากมะเขือเปราะ" นักวิจัยสาวดีกรีด็อกเตอร์พูดขัดขึ้น "ทั้งหมดนี่ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองทั้งนั้นแหละ คุณศาลาวัด" เสียงของเธอฟังดูเหมือนยุงขี้หงุดหงิดที่มาบินงู้งิ้อยู่ที่ข้างหู แถมยังมีแววประชดประชันอยู่หน่อยๆ อาจจะเป็นเพราะว่าจริงๆ แล้ว เธอเองก็ไม่ชอบใจนักที่ถูกบังคับให้สวมชุดที่น่าอึดอัดนี่อยู่เหมือนกัน ก็แหงํล่ะ...มีคนสติดีที่ไหนจะชอบใส่ชุดบ้าๆ นี่บ้างล่ะ หมอทินคิด "ให้ตายเถอะ...ใครพอจะบอกได้ไหมว่าทำไมไอ้หมอคิงคองคะนองรักข้างนอกนั่นถึงต้องบังคับให้พวกเราต้องใส่ชุดบ้าๆ นี่ด้วย ร้อนจนง่ามแฉะหมดแล้วเนี่ย!" สารวัตรหนุ่มยังไม่วายจะงอแง
"ใจเย็นสิคะสารวัตร เคสนี้มันอาจจะมีอันตรายจากการติดเชื้อก็ได้ ป้องกันไว้ก่อนก็ไม่เสียหายนี่คะ" หมอทินคิดว่าผู้ช่วยนักวิจัยสาวคงตั้งใจจะพูดปลอบเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่เสียงที่ออกมาจากช่องอากาศของหน้ากากกันพิษนั้นกลับทำให้ฟังเหมือนการสื่อสารกันระหว่างนักบินอวกาศกับหอบังคับการภาคพื้นดินไปเสียฉิบ "กระทรวงวิทยาศาสตร์ได้รับการร้องขอจากหน่วยงานองกรณ์ข้ามชาติมาให้ดำเนินการเรื่องนี้น่ะสิ แล้วหวยก็มาออกที่พวกเรานี่ไงล่ะ" ด็อกเตอร์รำมะนาพูดแทรกขึ้น "งั้นเชียว!... ผมรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ แต่มันจะใหญ่จนถึงขนาดองค์กรข้ามชาติต้องสนใจเข้าแทรกแซงเลยเหรอ!?" นายตำรวจหนุ่มถามอย่างแปลกใจเบอร์ใหญ่มาก
"ดูจากสภาพศพแล้วก็ไม่น่าจะเป็นฆาตกรรมธรรมดาหรอก ถ้าถึงกับต้องส่งฉันมาเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจล่ะก็ ฉันว่ามันเกินธรรมดาไปหลายเบอร์เลยแหละ มันอาจจะหมายความว่า พวกเขาคิดว่าศพพวกนี้อาจจะมีอะไรที่เป็นอันตรายซ่อนอยู่ล่ะมั้ง นั่นเลยทำให้พวกเราต้องมาทนเป็นไก่อบไอน้ำอยู่ในชุดบ้าๆ นี่ไงล่ะ" นักวิจัยสาวพูดยืดยาวเหมือนกับจะระบายความอึดอัดขัดใจของเธอออกมาเสียบ้าง ขณะที่เธอก้มหน้าก้มตาใช้คีบคีบชิ้นตัวอย่างที่บรรจงตัดออกมาใส่ลงไปในแคปซูลปลอดเชื้อ "แถมท่านรัฐมนตรียังโทรมากำชับฉันด้วยตัวเองเลยนะว่า ให้เก็บข้อมูลทุกอย่างให้เป็นความลับสุดยอดซะอีกด้วย เจํงดีไหมล่ะ" เธอพูดจบก็ขยับตัวย้ายไปทำงานกับศพต่อไปที่อยู่ข้างๆ กัน
"งั้นเชียว!? มิน่าล่ะ ถึงได้มีคำสั่งให้กันพวกกู้ภัยออกไปให้หมด เชื่อไหมล่ะว่าพวกนั้นบ่นกันขรมจนหูผมนี่ชาไปหมด แถมผมยังหาเหตุผลมาตอบพวกเขาไม่ได้อีกต่างหาก ผมนี่กลายเป็นไอ้โง่ไปเลยครับ" ถึงจะฟังอู้อี้จนแทบจะจับใจความลำบากไปหน่อย แต่จากใจความที่พูดออกมานั้นมันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มควบคุมมันไม่อยู่เสียแล้ว "ใจเย็นๆ สารวัตร" หมอทินปราม "ไปกินรังแตนที่ไหนมา ไม่มีใครเขาว่าอะไรคุณสักหน่อย ขนาดพวกเราเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ถึงต้องมีคำสั่งด่วนลงมาอย่างนี้" เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มให้รื่นหูเพื่อหวังให้ความร้อนในหัวของนายตำรวจหนุ่มลดลงบ้าง แต่ก็นั่นแหละ หน้ากากบ้านี่มันก็ทำให้ความพยายามของเขาแทบจะไม่ประสบความสำเร็จอย้างที่ตั้งใจไว้เลย
"คุณเป็นคนเจอศพพวกนี้เป็นคนแรกนี่ ใช่ไหม" นายตำรวจหนุ่มหันมาหาหมอทิน "แล้วคุณเห็นอะไรบ้างไหม อย่าง...คนที่น่าสงสัยอะไรพวกนี้น่ะ" คำถามของเขาทำให้หมอทินรู้สึกว่าถูกสอบปากคำเข้าให้แล้ว เขายักไหล่เป็นเชิงปฎิเสธ "ไม่นะ ก็...พอผมมาถึง พวกเขาก็นอนหัวหายกลายเป็นศพอยู่นี่แล้ว" เขาตอบ "ผมเห็นมีคนบาดเจ็บหลายคนอยู่นะ แต่พวกเขาพากันวิ่งหนีอะไรก็ไม่รู้ไปคนละทิศละทาง เหลือไว้แต่คนที่อยู่ในบ้านนั่นแหละ คุณต้องไปถามพวกเขาแล้วล่ะ" หมอทินพูดจบ สารวัตรหนุ่มก็ถอนใจเฮือกใหญ่ "ผมถามแล้ว...แต่ไม่มีใครมีสติพอจะให้ปากคำได้เลยสักคน ไม่รู้ว่าเจออะไรกันเข้าถึงได้ช็อกกันขนาดนั้น คงต้องรอให้ให้พวกเขาสงบลงกว่านี้หน่อย งานนี้พวกสหวิชาชีพมีหัวปวดกับเด็กพวกนั้นแน่ๆ" เขาพูดด้วยความหนักใจ "ชาวบ้านแถวนี้ให้การว่าพวกเขาได้ยินเสียงกรีดร้องเอะโวยวายกันดังลั่น และมีคนวิ่งออกมาจากบ้าน" สารวัตรสิทธาพูด "ใช่ เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังโจมตีพวกเขางั้นแหละ" หมอทินพูดพลางมองไปที่เจ้าหน้าที่ในชุด พีพีอีอีกคนกำลังแหวกซิปล็อคและมุดเข้ามา
ด็อกเตอร์นำมะนาส่งแคปซูลเก็บความเย็นส่งให้คนนั้นรับไปโดยที่ไม่มีการพูดจาทักทายใครเลยสักเอะ ก่อนที่จะเดินกลับออกไปเงียบๆ ท่ามกลางสายตาของทุกคนภายในโดม "อะไรของเขาวะ ไม่พูดไม่จา เข้ามาแล้วก็ออกไป" สารวัตรสิทธาบ่นงึมงำ พลางมองมาที่หมอทินอย่างงงๆ หมอหนุ่มยักไหล่แต่ไม่ได้พูดตอบอะไรออกมา "ฉันว่าอีตานั่นคงเป็นพวกต่อต้านสังคมแหละ" สกุณาเริ่มเม้าท์มอยทันทีที่คล้อยหลัง "มีอย่างที่ไหน พูดด้วยก็ไม่พูดด้วยตั้งแต่เข้ามาละ ไร้มนุษย์สัมพันธ์ระยะสุดท้ายจริงๆ" เธอพูดขณะที่ก้มหน้าก้มลงไปวุ่นวายอยู่กับการเตรียมแคปซูลเก็บความเย็นอันใหม่ "ตายแล้ว...นี่ฉันทำงานอยู่กับผู้หญิงปากร้ายกับผู้ชายมะเขือเปราะเหรอเนี่ย" ด็อกเตอร์รำมะนาแซะ "ตกลง พวกนั้นมาจากหน่วยงานไหนกันแน่นะ" หมอทินเปรยออกมาโดยไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร "เท่าที่ปะติดปะต่อเรื่องมา ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะเป็นคนจากองค์กรข้ามชาติล่ะ" สกุณาเป็นคนรับสมอ้างตอบคำถามลอยๆ นั้น "งั้นเชียว!" หมอทินพูดกลั้วหัวเราะด้วยความรู้สึกขบขันกับสิ่งที่เธอพูด
"จริงจังนะคะเนี่ยคุณหมอ คิดดูสิ เคสนี้มีคนตายแบบแปลกๆ แล้วพวกเขาก็เรียกทีมปรสิตวิทยามาใส่ชุดพีพีอีนี่ แถมยังมีพวกคนแปลกๆ เข้ามาควบคุมการทำงานของพวกเราอีก ไม่แน่ว่าพวกนั้นอาจจะมาจากองค์กรที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวหรืออะไรสักอย่างทำนองนั้นก็ได้นะคะ" เธอพล่ามพูดอย่างเมามัน "เพ้อเจ้อเป็นตุเป็นตะใหญ่แล้ว ยัยนกแก้วนกขุนทอง!" ด็อกเตอร์รำมะนาขัดคอขึ้น "พูดไปเรื่อย แคปซูลน่ะ...ได้รึยัง" เธอเอ็ดผู้ช่วยสาวเสียงเข้ม "เอาน่าด็อกเตอร์ อย่างน้อยเธอก็ช่วยให้พวกเราคลายเครียดได้นะ" หมอทินยังคงขำไม่หยุด "ช่วยให้ประสาทกินเร็วขึ้นสิไม่ว่า ไหนล่ะแคปซูล" นักวิจัยสาวพูด "ค้าาาา...นี่ค่ะ ด็อกเตอร์แม่แก่ จริงจังตลอด" สกุณายังอดจะแหย่ไม่ได้เมื่อเธอส่งสิ่งที่ถูกทวงถามไปให้ ในขณะที่สารวัตรหนุ่มกลับนิ่งเงียบไปเหมือนกับกำลังคิดอะไรอยู่ "นั่นน่ะสิ แล้วองค์กรข้ามชาติอะไรนั่นมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วยนะ" ในที่สุดเขาก็พูดสิ่งที่กำลังคิดอยู่ออกมา
สิบนาทีต่อมา ร่างที่ปราศจากหัวทั้งหมดถูกยกใส่ลงในถุงซิปบรรจุศพเรียบร้อยก่อนที่จะถูกลำเลียงออกจากโดมกักกันเชื้อไปขึ้นรถตู้สีดำ มีโลโก้แปลกตาของหน่วยงานที่หมอทินไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิตติดหราอยู่ข้างตัวรถ มันเป็นแบบเดียวกับที่ติดอยู่บนป้ายชื่อแขวนคอของพวกเขาทุกคนด้วย "อ้าว...นี่รถหน่วยงานไหนล่ะเนี่ย ไม่ได้เอาศพไปนิติเวชกันหรอกรึ" เขาถามพร้อมกับถอดหน้ากากกันพิษออก เผยให้เห็นหัวที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเหมือนเพิ่งจะไปตกน้ำป๋อมแป๋มมาจากไหนสักที่
"เราได้รับคำส่งให้ส่งศพพวกนี้ไปกับพวกเขาน่ะ" สารวัตรสิทธาตอบมาจากทางด้านหลังของเขา หมอทินหันกลับไปมองก็เห็นว่านายตำรวจนอกเครื่องแบนายนั้นได้สลัดชุดป้องกันออกทิ้งไปแล้ว กำลังฉีกผ้าเย็นออกจากซองมาเช็ดหน้าตาและรอบคอด้วยสีหน้าโล่งใจ ต่างกับสีหน้าของหมอทินที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ มีเครื่องหมายเควสชั่นมาร์คอันเท่าบ้านแปะหราอยู่บนหน้าผากของเขา "ห๊ะ! ไปไหน...ได้ไง!" ความงุนงงสงสัยเบ่งบานอยู่บนใบหน้าของหมอทิน สารวัตรหนุ่มมองตาเขาอย่างเพลียๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากยักไหล่ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าเขาเองก็จนปัญญาที่จะรู้ได้เช่นเดียวกัน "เท่าที่ผมรู้น่ะนะ มีคำสั่งลงมาจากรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ถึงผู้กำกับโดยตรงเลยน่ะสิ" น้ำเสียงของนายตำรวจหนุ่มก็มีแววคลางแคลงอยู่ไม่น้อยไปกว่าหมอทินเลย
"คำสั่งเหรอ ทำไม...คำสั่งอะไรหรือคะ แล้วนั่นรถใครล่ะน่ะ" คราวนี้เป็นนักวิจัยสาวที่เพิ่งจะมุดออกจากโดมมาสมทบ เธอดึงหน้ากากออกจากใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เผยให้เห็นใบหน้าที่ไม่สวยอะไรมากนักแต่ดูโฉบเฉี่ยวของเธอ "นั่นพวกเขาจะเอาศพพวกนี้ไปเหรอ" เธอตั้งคำถามที่ไม่ได้เจาะจงว่าถามใคร พร้อมกับกวาดตามองไปที่รถคันนั้นสลับกับใบหน้าชายหนุ่มทั้งสอง "ผมก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าที่คุณเห็นนี่หรอกนะ" หมอทินรับหน้าที่เป็นผู้ตอบ "เมื่อกี้ฉันได้ยินคุณพูดถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์ พวกนี้เป็นคนของกระทรวงหรือเปล่าคะ สารวัตร" คราวนี้เธอหันไปถามนายตำรวจหนุ่มพร้อมกับจ้องตาเขาแบบตรงๆ ด้วยสายตาคาดคั้น ในขณะที่ผู้ช่วยสาวของเธอที่เดินตามมาติดๆ กำลังเก็บของซุกเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายข้างของเธอ
"แต่ไม่น่าจะใช่...นั่นไม่ใช่รถของกระทรวงแน่ๆ" เธอพูดช้าๆ โดยไม่ยอมละสายตาไปจากเขา "ฉันว่า...รถนั่น มาจากองค์กรข้ามชาติล่ะ ใช่มั้ยคะสารวัตร" ทั้งสองจ้องตากันนิ่งอยู่เป็นครู่ แล้วสารวัตรสิทธาหลบสายตาและหันไปอีกทาง ถอนใจยาวๆ บอกให้รู้ว่าเขากำลังรู้สึกอึดอัดใจ "ไม่เอาน่าด็อกเตอร์ คุณก็รู้ว่าผมต้องทำตามคำสั่ง ผมพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้หรอก" เขาพูด "คุณทำงานของคุณ ผมก็ทำงานในส่วนของผม เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป โอเค...ผมต้องไปสอบปากคำพยานต่อแล้ว ขอตัวก่อนนะ" เขาพูดตัดบท ว่าแล้วนายตำรวจหนุ่มก็ผละออกไปจากวงสนทนาและเดินตรงไปที่รถตำรวจที่จอดอยู่หน้าบ้าน ปล่อยให้หมอทินยืนงงในดงเควสชั่นมาร์ค
ชายหนุ่มรีบจัดการถอดชุดอบเซาน่าพีพีอีออกจากตัวอย่างยากลำบาก หลังจากที่ได้รับการเตือนจากด็อกเตอร์ธานินทร์ผู้เย็นชาว่า ให้ทุกคนที่เสร็จงานของตัวเองแล้วออกไปจากพื้นที่ โดยที่เขาจะเป็นคนรับผิดชอบในการดูแลสถานที่นี้ต่อด้วยตัวของเขาเอง "อะไรของเขาเนี่ย ทำยังกับเป็นเจ้าของบ้านซะเองงั้นแหละ" เสียงค่อนแคะจากสาวอารมณ์ดีที่ตอนนี้่มีกลิ่นบูดๆ ปนมาหน่อยๆ ตามตูดใหญ่ๆ ของเขาไป แต่มันก็ไม่ได้สะกิดให้ชายร่างยักษ์หันมาสนใจได้เลยสักนิด เขาเดินไปขึ้นรถแวนคันนั้นแล้วปิดประตูขังตัวเองไว้ข้างใน "ยังมีความรู้สึกบ้างมั้ยเนี่ย หมอนี่" ชายหนุ่มพลอยผสมโรงไปกับเธอด้วย ก่อนที่เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของหมอทินจะดังขึ้นตอนที่เขาเพิ่งจะดึงขาข้างที่เหลือออกจากชุดป้องกันได้พอดี เขาโยนชุดนั่นทิ้งไปกองบนพื้นสนามหญ้าอย่างไม่ไยดี แล้วล้วงมือถือออกมาดูก็พบว่าเป็นหมออรรณพ เพื่อนร่วมงานของเขาที่สถาบันนิติเวชนั่นเอง
"ว่าไงณพ" เขากรอกเสียงลงไป "ไอ้หมอ!...แกอยู่ไหน" อีกฟากของสายสนทนาตอบกลับมาน้ำเสียงร้อนรน "ฉันออกพื้นที่อยู่ แกมีอะไรรึเปล่าวะ ทำเสียงแปลกๆ" เขาถาม "พวกเขาเข้ามาเอาศพนั่นไปแล้ว" "อะไรนะ!...ใครเอาไป เอาไปไหน!?" "ฉันไม่รู้ พวกนั้นบอกว่ามีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายศพนั่นไป แต่ไม่ยอมบอกว่าใครสั่งและไปที่ไหน ไม่บอกด้วยว่าเป็นใครมาจากไหน แต่มีกองกำลังทหารติดอาวุธมากับพวกเขาด้วยนะเว่ย!" หมอทินถึงกับอึ้งและนิ่งงันไปกับคำบอกเล่าที่คาดไม่ถึงนั้น "หมอ...คุณหมอคะ" เสียงนั้นปลุกเขาให้กลับมา เขาหันไปตามเสียงก็เห็นว่า ด็อกเตอร์รำมะนากำลังมองมาที่เขาอย่างมีคำถาม "เป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้นเหรอ" เธอถาม หมอทินมองหน้าเธอ โทรศัพท์ยังคาอยู่ที่หูทั้งที่คู่สนทนาตัดสายไปแล้ว เขาไม่มีคำตอบใดๆ ที่จะตอบเธอ มีเพียงสัญชาตญาณเท่านั้นที่กระซิบบอกเขาว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เสียแล้ว "ดูเหมือนว่านี่มันจะไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาเสียแล้วล่ะ ด็อกเตอร์" เขาพูด
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 45
Comments
Edith
อ่านเพลินมาก! สนุกจังเลยครับ! 👏
2023-08-01
0
kawaiko
รอคอยนิยายใหม่ของแอดอยู่เลยจ้า 😍
2023-08-01
0
Dzakwan Dzakwan
อะไรนี่! น่าอ่านมากๆ
2023-08-01
0