ข้างขึ้นคืนแรม

บทที่​ 8

คิรามาถึงที่เกิดเหตุบริเวณท่าเรือเมืองชายทะเล มองศพที่สามซึ่งแขวนอยู่กับขอบท่า สภาพห้อยหัว เนื้อเปื่อยยุ่ย กลิ่นเหม็นเน่าของศพคละเคล้ากับกลิ่นคาวทะเล จ่าชำนาญแยกตัวไปอาเจียน แม้แต่หมออนาวินที่หมกมุ่นคลั่งไคล้การถ่ายรูป ก็ทนลั่นชัตเตอร์ได้ไม่ถึงครึ่งกลักฟิล์ม 

“ชาวประมงขับเรือกลับมาตอนเช้าก็เห็นสภาพนี้แล้วครับ” นายตำรวจในท้องที่ให้ข้อมูล 

คลื่นกระแทกริมเขื่อนอย่างบ้าคลั่ง คิราแยกมาสูบบุหรี่บรรเทาเครียด ขณะที่อนาวินแพทย์หนุ่มเดินมาส่งงาน…

“ผู้ตายถูกพันธนาการด้วยเทคนิคกลเชือกแบบหน่วยรบพิเศษ สันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจอย่างช้าๆ ดูสภาพศพน่าจะตายนานเกินสัปดาห์” 

“วันนี้ขึ้นกี่ค่ำนะหมอ”

หมออนาวินกดมือถือดูแล้วตอบ “ขึ้น 8 ค่ำ”

“ศพน่าจะตายวันคืนแรม 15 ค่ำ เป็นช่วงที่น้ำขึ้นพอดี” คิราวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว​ “ผู้ตายถูกมัดให้ลอยคลอกับน้ำทะเลในช่วงที่น้ำขึ้นสูง พอน้ำลดระดับลง เขาก็อยู่ในสภาพห้อยหัวพอดี”

“ฆาตกรต้องการให้มีคนมาพบศพในสภาพห้อยหัวอย่างนั้นเหรอ” หมอหนุ่มกล่าว​ "ถ้ามีความเชื่อมโยงกับ​สองศพก่อนหน้านี้​ ถ้าเป็นคนเดียวกันน่าจะทิ้งลายเซ็นต์ไว้เหมือนทุกครั้ง" 

"เราต้องหาตัวอักษรโบราณให้เจอ”

จ่าชำนาญเดินเซๆเข้ามารับคำสั่ง​ สีหน้ายังไม่หายจากอาการผะอืดผะอม

… 

หลังจากการคันหาอย่างบ้าคลั่ง​ ฝ่าคลื่นพายุและลมฝนชายทะเลที่ซัดโหมกระหน่ำ​ร่วมหลายชั่วโมง​ ในที่สุด… 

“เจอแล้วครับ" 

"อยู่บนตัวเหยื่อเลยคราวนี้​ เพราะศพเน่ามากเราเลยมองไม่เห็น"

หมออนาวินเปิดดูรูปที่ถ่ายไว้บริเวณหน้าผากผู้ตาย

"หาแทบตายสุดท้ายก็มาอยู่ตรงนี้เอง"

"คราวนี้แปลว่าสาม”  คิรากดดูคำแปลจากกูเกิล

“ศพลุงสัปเหร่อเจอเลขสี่ แสดงว่าศพที่ท่าเรือนี่ตายก่อน” 

“รูปพรรณสัณฐานยังระบุไม่ได้ว่าเป็นใครเพราะสภาพศพขึ้นอืดมาก” หมอบอก

“ผมพอจะตีวงแคบเข้ามาแล้วว่า​ผู้ตายเป็นใคร” คิราหยิบแฟ้มเอกสารออกมาเปิด “น่าจะเป็นนักโทษที่ติดคุกมาระยะหนึ่ง​ เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว ญาติบอกเขาหายตัวไปตั้งแต่สองสัปดาห์ก่อน”

คิราเงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม สีหน้าลำบากใจที่จะต้องพูด

“ออกหมายเรียกอดีตเหยื่อในคดีข่มขืนของผู้ตายทุกคน …มาให้การ ในฐานะผู้ต้องสงสัย”

เขาคลั่งใคล้ดอกเตอร์สิรีมาก ตอนเด็ก เขาเคยเจอเธอในงานวิชาการที่แม่ของเขาไปเป็นวิทยากร แม่เป็นดาวเด่นของงานนั้น …แต่ดวงตาเขาจับจ้องแค่เธอ 

“มากับใครคะ คุณแม่เหรอคะ” เธอถามขณะที่เขาเอาหนังสือไปให้เซ็นต์

“โอ้โห อายุเท่านี้ก็อ่านเล่มนี้แล้วเหรอ เก่งจังเลยค่ะ”

ตามจริง เธออายุน้อยกว่าแม่เขาไม่กี่ปี แต่ดูสาวกว่ามาก ผมดำมันยาว ชุดสีขาวดำเรียบง่าย ไม่แต่งหน้า  เสียงของเธอนิ่งเย็นพอๆกับแววตา คำพูดคำจาเธอใจดีแต่ลึกซึ้ง เขาจดจำทุกอริยาบถของเธอ

นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาเคยเห็นเธอ

เสียงโทรศัพท์ดัง! ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ …แม่ของเขาติดต่อมา เวฬาดูวันที่บนจอมือถือและจดจำได้ว่า วันนี้ครบรอบวันตายน้องสาวเขา

เขาเลือกไปเยี่ยมหลุมศพน้องในรอบบ่าย เพื่อเลี่ยงที่จะไม่ต้องเจอสามีแม่ แม่ของเขาต้องอยู่รอตั้งแต่รอบเช้าถึงบ่าย เพื่อให้ทุกคนมาเยี่ยมน้องครบ เขาเคยบอกแม่หลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนเขาก็ได้ เขาสะดวกใจกว่าที่จะมาคนเดียว แต่แม่ก็อยู่รอทุกปี

วันนี้ฝนตก… แม่ของเขากางร่มสีดำรออยู่ไกลๆ

เขาวางดอกกุหลาบสีดำตรงหน้าหลุมศพ น้องสาวเขาเคยบอกชอบสีนั้น… เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใคร ฉลาดและแหลมคมเหมือนหนามกุหลาบ ใจเด็ดและหนักแน่นเหมือนสีของมัน

“ถ้าน้องยังอยู่ก็คงอายุครบ 27 ปีแล้ว”  แม่พูด

เขาพยักหน้า

“ปีนี้เราอายุเท่าไหร่แล้วนะ”

“34 แล้วครับ” …แม้แต่อายุลูกตัวเอง เธอก็จำไม่ได้ 

“อือ…” หากเป็นไปได้ เธอคงไม่อยากจำวันที่เขาเกิดมาด้วย

“แล้วเมื่อไหร่จะแต่งงานล่ะ” เธอถามขณะเดินออกจากหลุมศพไปพร้อมเขา

“อีกนานเลยครับ” 

“รีบแต่งงานซะนะ แม่อยากได้หลานสาว” …เธอไม่ถามว่าเขามีแฟนหรือเปล่าด้วยซ้ำ

พอไม่มีน้องแล้ว เธอก็เพิ่งมารอหวังมีหลานจากเขา​ 

“ผมไม่อยากมีลูกครับ”...เธอคงไม่รู้ว่าต่อให้น้องยังมีชีวิตอยู่​ ก็มีหลานให้แม่ไม่ได้

“อือ… ก็พอเข้าใจนะ​ กว่าเด็กคนนึงจะโตมา​ มันยากจะตาย” 

และเขาเกลียดการพูดจาเหมือนรู้ทุกอย่าง แต่ไม่แยแสของเธอ

“ดูแลรักษาสุขภาพนะครับ” เขารีบเดินมาเปิดประตูให้เธอขึ้นรถอย่างระมัดระวัง และโค้งหัวลาอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เอ้อ…รักษาสุขภาพเช่นกันนะ” เธอเหมือนมีอะไรจะพูด  แต่ก็ไม่พูด  “อือ…แม่ไปนะ  แล้วเจอกัน”

“ครับ เดินทางกลับดีๆนะครับ” เขาดึงประตูปิดให้เธออย่างเบามือ 

เขายืนกางร่มส่งเธอ ตัวตรงแน่วชะเง้อมองอย่างสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ รอจนเจ้าของไปลับตา ก่อนจะทิ้งร่มลงพื้น เดินตัวเปียกกลับไปที่รถ…เขาอยากให้ฝนช่วยชำระล้างความเกลียดชังที่หนักอึ้งในใจ

…เขาเกลียดชังตัวเขาเอง

เกลินทนไม่ไหวจนต้องกรีดร้อง แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เพราะเขาปิดปากเธออยู่

เขาผลักไสเธอลงบนพื้น กระชากเธอขึ้นมา ลากถูลู่ถูกังไปตามมุมต่างๆ เธอเหมือนลูกบอลที่กระเด้งไปมาทั่วห้องตามแรงผลักของเขา

เขาลากเธอออกไปที่ระเบียง บีบเค้นเธอทุกส่วนอย่างไม่ออมมือ กัดกลืนผิวเนื้อของเธอ ร่างของเธอเปียกโชกไปทั้งตัวด้วยเหงื่อและน้ำลาย

“พอแล้วค่ะ หนูเจ็บ” เธอพยายามผลักร่างเขาออกหลายรอบ แต่เขาก็ดันตัวเข้ามาอีก

ร่างคนสองคนขยุ้มกันอยู่ตรงระเบียงเหมือนแมงมุมกับเหยื่อ

“อาจารย์คะ แรงเกินไปแล้วค่ะ” เธอบิดตัวหนี แต่ไม่ได้ผล เขาล็อคเธอไว้แน่นเหมือนคีม

“หนูบอกให้พอไง” เธอหันมาตบหน้าเขา 

ฉาด! หน้าเขาชา แดงก่ำ แต่ใช่ว่าจะหยุด เขาจิกหัวเธอมาจูบ ลากเธอกลับมาที่ห้องนอน จับคว่ำกับเตียง เอามือไขว้หลัง แล้วพันธนาการด้วยเนคไทค์

“พอซักที หนูเจ็บ หนูเจ็บ หนูทนไม่ไหวแล้ว” เธอกรีดร้องและดิ้นรนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เขาวางกรรไกรเตรียมไว้ข้างตัวเธอ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็หยิบมาตัดพันธนาการที่มือเธอ

ทันทีที่สองมือเป็นอิสระ เธอลุกขึ้นคว้ากรรไกร และจ่อคมกรรไกรที่ลำคอเขา กดลงบนเนื้อ

‘เอาเลยสิ’ เขาภาวนาให้เธอกล้าลงมือสักที แต่เธอไม่ทำ เธอทิ้งกรรไกรลงและทรุดตัวลงสะอื้นกับพื้น

เวฬาอุ้มเธอขึ้นมากอดไว้เหมือนเด็ก โยกตัวไปมาเบาๆสลับกับจุมพิตแผ่วที่หน้าผาก แก้ม เปลือกตา และไรผม

“โอ๋ๆ ขอโทษนะ พอดีวันนี้ผมเครียดไปหน่อย”

เธอขดตัวเป็นกุ้งในอ้อมกอดของเขา และร้องไห้เสียงดังไม่หยุด เขาทำได้เพียงกอดเธอไว้อย่างรู้สึกผิด

เวฬามองดูรูปถ่ายที่เรียงรายบนตู้โชว์ในผนัง​ ส่วนใหญ่เป็นรูปถ่ายคู่ที้งนั้น​ เขาที่เป็นทารกในอ้อมกอดแม่  เขาในอ้อมอกพี่เลี้ยง​ เขาและน้องสาวตัวเล็กที่นั่งตักอยู่​ 

หลังมี​ sex​ กัน​ เขามักจะเล่าเรื่องวัยเด็กของตัวเองให้เกลินฟังเสมือนนิทานก่อนนอน

"ผมเคยเกลียดพี่เลี้ยงของผม​ ผมเกลียดกลิ่นเหงื่อ​ เนื้อตัวมันๆ​ อาหารเหม็นๆที่เธอกิน​ เกลียดมือของเค้าที่ชอบดีงผมออกไปจากแม่​ ผมชอบหยิก​ ชอบตีเค้า​ เวลาเค้าอุัมผมไม่ให้ตามแม่ไปทำงาน​ แต่พอแม่เลิกงานกลับบ้านช้า​ ผมก็ต้องคลานไปหนุนตักเค้า​ ต้องยอมทนดมกลิ่นเสื้อผ้าอับๆ​ของเค้า จากนั้นก็เริ่มชินกับการกลับบ้านมาเจอหน้าเค้า​ทุกวัน​ กินอาหารที่เค้าเตรียมให้กิน​ มองเค้าทำความสะอาดห้อง​ ซักชั้นใน​ ซักถุงเท้าให้​ เขาแก่มากละ​ ไม่ค่อยพูด​ หันมายิ้มอย่างเดียว​ รู้สึกตัวอีกทีก็มีแค่เค้ากับผมอยู่ในห้องนี้กันสองคน​ แม่ไม่กลับบ้านอีกเลย​ และพอผมขึ้นมอต้น​ แม่ก็มีน้อง​ ผมจำได้ว่าวันนึงกลับมาบ้าน​ มีคนมาส่งอาหารให้ที่คอนโด​ พี่เลี้ยงไม่อยู่แล้ว​ พี่เลี้ยงถูกแม่เรียกตัวไปเลี้ยงน้องต่อ​ ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นแบบถาวร วันนั้นผมเพิ่งรู้ว่า… คำว่าพี่เลี้ยงของเขาเป็นชื่ออาชีพ​ ไม่ได้หมายถึง… พี่เลี้ยงของผม"

"อยู่นี่คนเดียวมาตลอดเลยเหรอคะ"

"แม่กับพี่เลี้ยงแวะมาบ้าง​ แม่พาพี่เลี้ยงมาทำความสะอาดห้​อง​ บ่นโน่นบ่นนี่​ แล้วก็กลับ​ ไม่เคยค้าง"

"ตอนนี้พี่เลี้ยงคุณอยู่ไหนคะ"

"เขาแก่มาก​แล้วตั้งแต่ตอนเลี้ยงผม​ เขาตายหลังจากน้องผมตายไม่กี่ปี​ เขาไปสบายนะ​ เป็นโรคคนแก่​ หลับแล้วก็จากไปเลย​ ไม่ทรมาน"

เกลินพอรู้ว่าน้องสาวของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว​… ก่อนวัยอันควร

"ทำไมน้องอาจารย์ถึงทำแบบนั้นคะ"

… และเขามักจะหลับไปก่อนนิทานจบเสมอ

“หนูรักอาจารย์นะคะ” เธอพูดขณะซุกจมูกลงบนแผ่นอกเขา

“อือ…ขอบคุณครับ” เขาลืมตาขึ้นมาจูบหน้าผากเธออย่างสะลึมสะลือ แล้วหลับต่อ

“อาจารย์รักหนูบ้างไหมคะ” 

เขาไม่ตอบ…

เธอซุกหน้าลงกับอกเขาอีก และทำให้ผิวเขาชื้นเปียกเพราะน้ำตาที่ไหลออกมา

“หนูอยู่ตรงนี้ตลอดไปได้ไหมคะ” เธอเลื่อนหัวไปทางซ้าย เพื่อฟังเสียงหัวใจของเขา 

“อืมม…”

เมื่อเขาใกล้จะหลับ เสียงของเธอ คล้ายดังก้องมาจากที่ไกล เสียงนั้นฟังดูมีมนตร์ขลัง ดั่งคำมั่นสัญญาของปีศาจ

“หนูจะทำทุกอย่างเพื่อคุณค่ะ”

นิดาพาเกลินมายังศูนย์อภิบาลอาชญากรหญิงที่มีสภาวะบกพร่องทางจิต 

เคสที่พูดคุยวันนี้ดูปกติดีกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ​ เธอชอบทำงานฝีมือ​ ถักนิตติ้ง​ โครเชต์  ดินปั้น​ เธอยังฝากให้เกลินช่วยโปรโมตงานศิลปะของเธอลงโลกโซเชียลด้วย

"หนูๆ​ ช่วยเปิด​ tik​ tok​ ให้เจ้าหน้าที่ศูนย์หน่อยสิ​ จะได้ให้เค้าลงขายผลงาน​ หาเงินซื้อเครื่องออกกำลังกายเข้ามาในศูนย์" 

"หนูเล่น​ tik​ tok​ ไม่เป็นค่ะ" 

"โกหกน่า​ เด็กวัยรุ่นสมัยนี้​ ไม่เล่น  tik​ tok​ เป็นไปได้เหรอ" 

เธอหันไปหัวเราะร่วนกับนิดา​ เกลินมองเธอยิ้มๆ​ เธอรู้สึกละอายที่ต้องกรอกใบประเมิณสุขภาพจิต​ ให้คนที่ดูสุขภาพจิตดีกว่าเธอ​ เหมือนคนที่​อยู่ในนี้ควรเป็นเธอ​ โลกวิกลคนพิการก็แบบนี้​ ​ บางครั้งคนปกติก็มาอยู่ข้างใน​ และคนไม่ปกติเดินพล่านอยู่ข้างนอก​ 

เกลินหันไปมองนิดา​ เธอกำลังง่วนตรวจแผนการจัดกิจกรรมบำบัดของเจ้าหน้าที่​ ซึ่งยังเด็กและไฟแรงจึงเพิ่มเติมหลายกิจกรรมที่อินเทรนด์เป็นกระแสลงไป​ และนิดาได้แต่ขมวดคิ้วไม่พอใจตลอดเวลาที่พลิกดูเอกสาร

"กิจกรรมโยคะ​ 1​-2 ชั่วโมง​ วันจันทร์​ พุธ​ ศุกร์​ เปลี่ยนเป็นกิจกรรมเข้าจังหวะ​ เต้นแอโรบิค หรือคาดิโอ้หนักปานกลาง​ 20-30​ นาที​ ทุกวัน​ ดีต่อสุขภาพจิตคนไข้มากกว่าค่ะ" 

"หนูไปอ่านงานมา​ การนั่งสมาธิจะดีต่อสมอง" นักจิตวิทยารุ่นน้องมองนิดาเหมือนเป็นไอดอล

"ระบบการทำงานของสมองในคนไข้จิตเวชยากที่จะโฟกัสความคิดได้ค่ะ​ ต้องเปลี่ยนเป็นการให้ตระหนักรู้บ่อยๆว่าตัวเองกำลังทำอะไรจะเป็นประโยชน์ต่อเขามากกว่า​ ลองปรับตามนี้​ แล้วส่งมาใหม่นะคะ​"  นิดาทำงานอย่างเป็นมืออาชีพและมีสไตล์​​ ดุดันเคร่งครัด​ต่​อคนวิชาชีพเดียวกัน​ แต่อ่อนโยนยืดหยุ่นกับคนไข้​ 

"ลูกของชั้นชอบปั้นดินมากเลยนะ​ ครูเห็นยังบอกเลยว่ามีของ​ ถ้าโตขึ้นมา​ ป่านนี้ไปเรียนประติมากรรมแล้ว"  คนไข้ตรงหน้าชวนคุย

เกลินเปิดดูแฟ้มของเคส​ ลูกของเธอตายตั้งแต่ประถม​ โดยเดนมนุษย์คนหนึ่ง​ ระหว่างที่เธอพาลูกไปปฏิบัติธรรมที่วัด​ เธอเคยเป็นคนธรรมะธรรมโมมาก​ ไปถือศีลบวชชีพราหมณ์ในวัดป่าทุกปีในช่วงเข้าพรรษา​ ใครจะคิดว่า… จะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น

มีคนพบศพลูกของเธอในห้องน้ำวัด​ ขณะที่เธอกำลังนั่งสมาธิอยู่​ เธอเคยคิดว่าตัวเองบรรลุธรรมได้ถึงระดับขั้นสกิทาคามีแล้ว​ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น​ ทำให้เธอรู้ว่า… เธอเป็นปถุชนคนหนึ่ง​ ที่หนีบาปไปไม่พ้น

ผู้ชายคนนั้นฆ่าลูกเธอ​ แต่ไม่โดนโทษประหารชีวิต​ ด้วยเหตุสติฟั่นเฟือนจากพิษสุรา เขายังได้ลดโทษจำคุกตลอดชีวินลงด้วยการยอมรับทุกข้อกล่าวหา​ ให้การเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่​ และมามอบตัวเร็วเพราะกลัวโดนรุมประชาฑัณฑ์

เขาบอกไม่ตั้งใจทำเด็กตาย​ เด็กล้มหัวฟาดพื้นห้องน้ำเองระหว่างหนี​ ​เป็นการฆ่าโดยไม่เจตนา

แต่เธอเจตนาฆ่าเขาอย่างโหดเหี้ยมทารุณที่สุด​ และไม่กี่สัปดาห์​ เธอก็ไปมอบตัวกับตำรวจ​ เธอบอกที่มอบตัวเพราะไม่กล้าฆ่าตัวตาย

"นี่อะไรคะ" เกลินหยิบงานฝีมือของเธอขึ้นมา​ ทุกชิ้นงานจะมีรอยผ้าปักเป็นตัวอักษรประหลาดๆ

"เอาไว้ระลึกถึงลูกสาวน่ะ"  เธอยื้มอย่างภูมิใจ​ "งานทุกชิ้นนี่ทำเพื่ออุทิศให้เค้า" 

"อ่านว่าอะไรคะ"  เกลินพยายามเพ่งมอง

"อารบา" 

"อารยา​ ชื่อลูกสาว?" 

"โนๆๆ" เธอโบกนิ้วชี้ไปมา​ จีบปากจีบคอออกเสียงอย่างขี้เล่น​ "อัลล ระ​ บาาา" 

... แปลว่าสี่

กกาวน์โหลดทันที

ชอบผลงานนี้ไหม? ดาวน์โหลดแอพ บันทึกการอ่านของคุณจะไม่สูญหาย
กกาวน์โหลดทันที

โบนัส

ผู้ใช้ใหม่ที่ดาวน์โหลดแอพสามารถปลดล็อค 10 ตอนได้ฟรี

รับ
NovelToon
เปิดประตูต่างภพ
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!