บทที่ 3
"ฉันเคยอ่านหนังสือของแม่คุณ คุณเป็นเด็กที่เกิดจากอาชญากรรมทางเพศ"
เธอเบนสายตาจากชั้นหนังสือมาจ้องเขา สีดำขมุกขมัวในตาเธอ ย้อมบรรยากาศในห้องทำงานสว่างจัดขาวโพลนให้กลายเป็นค่ำคืนได้เพียงพริบตา
สีหน้าเขาโกรธ มือของเขากำแน่น ราวกับมีลำคอของเธออยู่ในนั้น
"ทำไมคุณถึงกล้าเอาเรื่องนี้มาพูดต่อหน้าผม"
"เหมือนคุณพอใจให้คนพูดกันลับหลังมากกว่า"
"ทุกคนคิดกันไปเอง เชื่อข่าวลือไร้สาระแล้วพูดต่อกันไปเรื่อย ไม่มีมูลความจริง"
"เธอจงใจทิ้งสัญลักษณ์บางอย่างไว้ในบทที่สี่ บรรทัดที่สิบสาม หน้าหนึ่งร้อยสิบห้า"
เขาช็อตไปพักหนึ่ง ก่อนเสแสร้งทำเป็นขำ
"ผมพอจะรู้แล้วว่าปัญหาของคุณคืออะไร เพราะคุณเป็นคนแบบนี้นี่เอง"
เขาชี้หน้าเธอ "คุณน่ะ คุณเป็นโรคจิตประเภทชอบยั่วยุคนอื่น อย่าคิดว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลกับคนอย่างผมเชียว คุณล้ำเส้นแล้ว พรุ่งนี้! พรุ่งนี้ผมจะให้คุณสุวภาว์ทำเรื่องไล่คุณออกจากสถาบัน"
"ฉันไม่เคยยั่วยุใคร และไม่ได้ตั้งใจยั่วยุคุณด้วยค่ะ" เธอดูกลัว แต่ใช่ว่าจะยอมแพ้ "ฉันแค่รู้สึกว่า ฉันน่าจะพูดคุยตรงไปตรงมากับคุณได้"
"คุณจะเอาอะไรมาพูด คุณรู้จักผมเหรอ คุณจะรู้ได้ไงว่าผมเป็นคนยังไง ในเมื่อเราเพิ่งเจอกันวันนี้วันแรก"
"ฉันอ่านงานของคุณทุกเล่ม บทความทุกฉบับ และทุกข้อความที่คุณพิมพ์ทิ้งไว้ในแพลตฟอร์ม"
"เผยตัวออกมาแล้วสิว่าเป็นพวกสตอกเกอร์"
"จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ แต่ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณ ไม่อยากตาม ไม่อยากข้องเกี่ยวกับคุณ สิ่งที่ต้องการมีแค่… ให้คุณช่วยฉันหาคำตอบที่อยากรู้"
" คุณอยากรู้เรื่องอะไร"
เธอไม่ยอมตอบ…
"แล้วไง คุณจะตายตาไม่หลับเหรอถ้าไม่รู้"
"ฉันอาจจะ… ฆ่าตัวตายค่ะ ถ้าฉันไม่ได้รู้"
เขารู้ว่าเธอพูดจริง เขาเห็นรอยแผลเป็นจางๆบนข้อมือเธอ
" แล้วผมจะได้อะไรจากการช่วยคุณ"
" อะไรก็ได้ที่คุณต้องการ"
" เช่นอะไรล่ะลองยกตัวอย่างมาสิ คุณให้อะไรผมได้บ้าง เงินเหรอ เหอะ คุณไม่มีอยู่แล้ว ตำแหน่งเหรอ สถานภาพของคุณไม่มีทางให้ได้ ความสามารถทางวิชาการผมก็มีมากกว่า คุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมสักอย่าง"
" แล้ว sex ล่ะคะ"
เขาอึ้งไป… เลือดในกายฉีดพล่าน นี่เธอเสนอตัวหรือท้าทายกันแน่
"ถือว่า consent แล้วนะ ถ้าจากนี้เกิดอะไรขึ้น คุณเอาเรื่องผมไม่ได้ละนะ"
เขาแกล้งปลดกระดุมสองเม็ดบน คลายหัวเข็มขัด เธอสั่น… แต่ก็แค่ตอบว่า
" ค่ะ ได้ค่ะ"
เขามองหน้าเธออย่างไม่เชื่อ ก่อนระเบิดหัวเราะ
" บ้า ประสาท ประสาทกว่าที่คิดนะเนี่ย เป็นแบบนี้ไปหาจิตแพทย์เถอะ"
"ฉันไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อยังไง ถ้าต้องเจอเรื่องแบบเดิมซ้ำๆ" ดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำ… "ฉันจำเป็นจะต้องหาคำตอบให้ได้ ฉันจะได้มีกำลังใจอยู่ในโลกนี้ต่อ"
เธอมาท่านี้ ทำเอาเขาพูดอะไรไม่ออก เขาไม่ใช่คนหวั่นไหวง่ายแต่ก็ไม่ใช่พวกใจดำ
แล้วในความเงียบงันนั่น บางอย่างได้เชื่อมโยงต่อติด เหมือนท่อประสาทที่ส่งกระแสไฟฟ้าผ่านช่องว่างระหว่างเซลส์ แล้วประสานทุกการทำงานของอวัยวะในร่างกายให้เป็นหนึ่ง
"มีอย่างนึงที่ผมข้องใจ"
เขาเดินไปหยิบหนังสือที่มุมห้อง เป็นสารคดีเชิงจิตวิทยาที่เขียนโดยจิตแพทย์หญิงชื่อดังแห่งยุค
"ทำไมถึงคิดว่าเธอจงใจทิ้งสัญลักษณ์ให้คนจับได้ เธออาจทิ้งร่องรอยไว้โดยไม่รู้ตัวก็ได้ มีความจำเป็นอะไรที่เธอจะต้องโพทะนาเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ ถ้ามันเป็นเรื่องน่าอาย ถ้าเป็นเรื่องที่เธออยากจะปิดไว้"
"อาจอยากสื่อสารกับใครบางคน ใครบางคนที่มีความจำเป็นจะต้องบอก แต่บอกแบบตรงไปตรงมาไม่ได้"
"คนๆนั้นคือใครล่ะ"
เขาถาม… แต่เธอเงียบ… เขาเกลียดความรู้ดีของเธอ
เขาพลิกไปยังหน้าที่คั่นและอ่านประโยคที่ขีดฆ่านัันซ้ำ "ไม้ที่เติบโตโดยไม่ต้องใช้ดิน อาจจะเป็นกล้วยไม้ ว่าน หรือกวนอิมก็ได้"
"แต่ไม้ที่ฝากไว้ให้โตบนพืชชนิดอื่น มีแค่กาฝาก…" เธอต่อจนจบ
มือของเขาสั่น และเขาปิดหนังสืออย่างแรงเพื่อกลบเกลื่อนอาการผิดปกติทางกาย
"คุณปั่นผมขึ้นจริงๆ ชักสนุกละ ไหนลองไปให้สุดซิ" เขาวางหนังสือลงแล้วตรงไปหาเธอ
"มีสองข่าวลือที่ฉันได้ยินมา ข่าวลือแรกคือเธอถูกคนไข้ข่มขืน ข่าวลือที่สอง คือ ข่าวลือแรกเป็นเรื่องโกหกที่แฟนเธอสร้างขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบลูกในท้องเธอ"
"แฟนเธอตอนนั้นเป็นถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลและก็มีภรรยาอยู่แล้ว" เขาเสริมขณะเดินกลับมา
" ค่ะ… และคุณคงอยากจะให้คนๆนั้นเป็นพ่อคุณมากกว่าคนไข้จิตเวช"
เธอยังพูดไม่ทันจบ เขาก็พุ่งเข้าใส่
เขากดร่างเธอแนบกับตู้ปลาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่ตรึงสองแขนไว้กับกระจก แต่บดริมฝีปากลงบนริมฝีปากเธอ ขยี้และหลอมละลายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
..
เขาทำลงไปจนได้ ร่างกายเธอไม่มีอาการตอบสนองเลย แต่ก็ไม่ขัดขืน เธอพิงตู้ปลาเฉยๆ ปล่อยร่างอ่อนยวบให้เขาโยนตัวเธอขึ้นลงได้ง่ายๆ เธอเรียนรู้การตั้งรับสถานการณ์แบบนี้มาเป็นอย่างดี
เขาหลั่งออกนอกตัวเธอ และผละออกมาเช็คสภาพของเธอ
"บ้าเอ๊ย บ้าจริงๆ" เขามารู้สึกเสียใจภายหลัง
ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ริมฝีปากบวม ขาอ่อนแรงเหมือนจะทรุด ผมยุ่ง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย
"แต่งตัวให้เรียบร้อย" เขาเบือนหน้าหนี ออกคำสั่ง พร้อมหันไปจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่
"แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกจะเชื่อข่าวลือแรกมากกว่า เพราะเธอยืนกรานปฏิเสธที่จะไม่ยอมให้ญาติฝั่งผู้ชายตรวจดีเอนเอเหรอ"
เขาหันไปพูดกับเธอเมื่อต่างฝ่ายต่างจัดเก็บตัวเองให้เข้าที่เข้าทางเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
"เรื่องนั้นฉันไม่ค่อยติดใจหรอกค่ะ คนเรามีหลายเหตุผลที่จะไม่ยอมตรวจดีเอนเอ" เธอมองไปยังหนังสือ ที่เขาโยนทิ้งบนโต๊ะ บนปกรูปหญิงวัยกลางคน สวย สง่า ภูมิฐานและสมบูรณ์แบบ
"แต่ที่ฉันติดใจก็คือ" เธอเงยหน้ามองเขา
"ทำไมคุณถึงเรียกแม่ตัวเองว่าเธอตลอดเลยล่ะ"
เขาแค่นหัวเราะเหยียด
"ก็… แม่ที่ไหนจะเรียกลูกตัวเองว่ากาฝาก"
" คุณก็รู้ว่าเธอจงใจเขียนให้คุณอ่าน"
"ก็…. ถ้าเค้าไม่พูด ใครจะเป็นคนพูด สักวันผมก็ต้องรู้เรื่องนี้จากปากคนอื่นอยู่ดี เธอคงรู้สึกผิดที่จะปล่อยให้เด็กคนนึงข้องใจไปจนตาย ว่าทำไมแม่ถึงไม่เคยยอมรับเขา ไม่ว่าเขาจะพยายามมากขนาดไหน"
"คุณคงเจ็บปวด"
มันแปลกมาก…
"ผมไม่รู้สึกอะไร"
ที่หลังจากมีเซ็กส์กันแล้ว
" คุณเกลียดแม่ไหมคะ"
เธอกับเขาต่างย่นย่อเวลาในการเข้าถึงกัน มากกว่าคนที่รู้จักกันมาเป็นสิบปี
" ผมเกลียดตัวต้นเหตุมากกว่า ผมเกลียดคนที่เอาผมมาฝากไว้ในร่างของคนอื่น มีตั้งหลายวิธีที่จะไม่ทิ้งเมล็ดพันธ์ไว้ในตัวใคร แต่มันกลับทิ้งเอาไว้ มันคงไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงใช่ไหม ที่ถูกยัดเยียดสิ่งทีไม่ต้องการลงไป แล้วต้องมาแบกรับมันเป็นสิบๆปี ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี ผมถึงไม่เคยทำตัวเป็นภาระ"
เขาคุกเข่าลงพื้น… พลางใช้ผ้าเปียกเช็ดคราบที่เกิดจากความสัมพันธ์เมื่อครู่
"ตอนนี้มันอยู่ที่ไหนคะ"
เขาพูดเรื่องลึกๆกับเธอแม้จะรู้จักกันไม่ทันข้ามวัน
"ยังอยู่ในโรงพยาบาล ที่พ่อของมันเป็นผู้อำนวยการอยู่"
เป็นความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนที่แสนพิเศษ
" คุณเคยไปเจอมันไหม"
เขาเงยหน้ามองเธอ อยู่ๆเขาก็เริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาอีก เขารีบลุกเดินไปคว้ากุญแจรถ
"เคยสิ… ผมเคยทำเรื่องไปฝึกงานที่นั่น สมัยป.ตรี"
"ตอนคุณเจอมัน คุณเกลียดมันไหมคะ"
เขาไม่ตอบคำถามเธอ
" ไปเถอะ สถาบันใกล้ปิดละ ผมจะขับรถไปส่งคุณที่บ้าน"
"ฉันไม่มีบ้านหรอกค่ะ มีแค่ที่ซุกหัวนอน" เธอตอบเศร้าพลางเอามือลูบกระโปรงที่ยับยู่ยี่ของตนเอง
…
เป็นอันว่าวันนั้นเธอไม่ได้กลับบ้าน และเขาไม่คิดจะพาเธอไปส่งบ้านอยู่แล้วแต่แรก เขาพาเธอขึ้นรถและตรงดิ่งไปที่คอนโดของตัวเองทันที
เวฬาหิ้วเธอขึ้นลิฟต์ไปถึงเพนเฮาท์ชั้น 31 ห้องที่แม่ซื้อให้เพื่อชดใช้ที่ละทิ้งเขาไปแต่เด็ก
คืนนั้น… ในอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่อุ่นและหนาแน่นด้วยฟองกลิ่นคลารีเซจ เขาได้ยินเสียงร้องครางของเธอ
"นึกว่าจะไม่มีอารมณ์ซะอีก"
แล้วเขาก็ได้รู้ว่าเธอชอบอยู่ในน้ำ ดิ้นกระเสือกกระสนเหมือนปลาตลอดเวลาที่อยู่ในอ่าง ร่างกระตุกสั่นและหนีบแน่นในเวลาที่เธอขาดอากาศ เขาดึงตัวเธอขึ้นมาเป็นจังหวะอย่างรู้งาน เธอสูดลมหายใจจนเต็มปอด แล้วดำลงไปอีก
ค่ำคืนนี้คงอีกยาวนาน…
เวฬาทั้งเหนื่อยและโกรธ ที่ลากพากันมาถึงจุดนี้ เขาควรจะตักเตือน ห้ามเธอ แสดงความเป็นผู้ใหญ่ ไล่เธอออกจากห้องทำงานไปตั้งแต่เมื่อเช้า ทำไมไม่ทำ
หรือรู้ในแวบสบตาตรงทางเดินนอกอาคารแล้วว่า เรื่องทั้งหมดทั้งมวลจะต้องลงเอยแบบนี้
เธอเป็นแบบที่เขาชอบทุกอย่าง…
"โอ๊ย พอก่อน เกลิน" เขาพยายามดันเธอออก แต่เธอไม่หยุด
เธอทำเขาครางออกมาจนได้
"หยุดได้แล้ว!"
เขาจิกผมเธอดึงขึ้นจากน้ำ รวบตัวและอุ้มออกจากอ่าง
"เด็กดื้อ…"
เขาพาเธอไปถึงห้องนอนเย็นเยียบ … ทุ่มร่างลงใส่เตียง และโถมลงสุดตัว สองมือบีบหน้าเธอให้จ้องมองเขาเอาไว้ตลอดเวลา
"ดื้อนักใช่มั้ย เก่งมากนักใช่มั้ย รู้มากนักใช่มั้ย"
เธอเหมือนปลาที่พะงาบบนเขียงก่อนลงมีด อ้าปากน้อยๆและฮุบลมหายใจที่มีน้อยนิดเข้าไป
"เจ็บเหรอ เจ็บใช่มั้ย"
"ทนได้ค่ะ"
"หาเรื่องเองนะ"
"อย่าไล่ฉันออกก็พอค่ะ"
"เรียกตัวเองว่าหนูสิ เด็กแก่แดด นึกว่าตัวเองโตสักแค่ไหนฮะ"
ดวงตาใสและแวววาว เบิกกว้าง จ้องมองเขาทั้งน้ำตาคลอ
"หนูอยากทำงานกับคุณค่ะ"
อยู่ๆเขาก็คิดอยากจะหลั่งใส่ร่างของเธอ
" ขอหนูทำงานกับอาจารย์ไปเรื่อยๆนะคะ"
คงเป็นความรู้สึกนี้กระมัง ที่ทำให้ชีวิตอันไม่ตั้งใจของเขาเล็ดลอดออกมา แค่เสี้ยววิที่ปล่อยให้ความสกปรกโสโครกเกาะกินใจ ก็อาจทำให้คนบาปมากมายถือกำเนิด
"หึ… ก็แค่เด็กคนนึง เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม"
เขาสอดลิ้นลงในปากของเธอ และชอนไช ชำแรกลงไปสำรวจจิตวิญญาณ ผ่านปลายลิ้นที่อ่อนนุ่ม
"ให้โอกาสหนูด้วยนะคะ… อาจารย์" เธอพูดเสียงอู้อี้
จะมีสิ่งใดช่วยปลดปล่อยความเลวทรามเหล่านี้ได้ จะมีใครมาหยุดวงจรอุบาทว์นี้ จะมีใครช่วยปลดปล่อยโลกใบนี้ ออกจากความโสมม
"เกลิน คุณทดสอบผ่านแล้ว เราเข้ากันได้ดี จากนี้เรามาร่วมงานกันอย่างเป็นทางการ"
เขากระซิบและเร่งมือก่อนที่จะพาเธอไต่ไปถึงขอบผา
"ดีใจจังค่ะ" เธอตอบเสียงกระเส่า บีบเค้นกลืนกินเขาจนจมมิด
เขายิ้มและหลับตา ปล่อยร่างกระตุก และกระโดดลงขอบผาไปพร้อมกับเธอ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 11
Comments