สนามหญ้าหลังโรงเรียนไม่เคยอยู่ในแผนที่
ไม่มีใครทำป้าย
ไม่มีใครถ่ายรูปลงเว็บโรงเรียน
แต่มันรู้จักชื่อของทุกคนที่เคยล้มตรงนั้น
เย็นวันหนึ่ง ลมพัดเอาเสียงนกกับฝุ่นแดงมาปะปน
เด็กชายคนหนึ่งยืนเฝ้าเสาประตูที่เอากระเป๋านักเรียนมาวางแทน
เชือกรองเท้าข้างหนึ่งหลวม
หัวใจอีกข้างแน่น
เขาไม่ได้รอชัยชนะ
เขารอ “จังหวะ”
ลูกบอลพุ่งมา—ไม่แรง แต่เร็วพอจะทำให้คิด
ถ้าพลาด ก็โดนล้อ
ถ้าเซฟได้ ก็ไม่มีใครพูดอะไรเป็นพิเศษ
โลกมันชอบแบบนี้ ชมความพยายามเงียบ ๆ แล้วตะโกนใส่ความผิดพลาด
เขาพุ่งตัว
หญ้าบาดแขน
ฝุ่นเข้าปาก
แต่ลูกบอลหยุดอยู่ในอ้อมแขนพอดี
เงียบ…เงียบแบบที่ดังยิ่งกว่าคำชม
เพื่อนบางคนหันไปเตะลูกต่อ
บางคนตะโกน “เอาอีก!”
แต่มีคนหนึ่งยืนอยู่ตรงขอบสนาม
ไม่ได้ตะโกน
แค่ยิ้ม—ยิ้มแบบไม่ต้องแปล
เย็นนั้น พระอาทิตย์ตกช้ากว่าปกติ
หรือบางที เด็กชายแค่ไม่อยากให้มันตก
หลังเกมจบ
ไม่มีถ้วย
ไม่มีคะแนน
มีแค่เสื้อเปื้อนดินกับหัวเข่าถลอกนิดหน่อย
เขานั่งผูกเชือกรองเท้าใหม่อย่างตั้งใจ
เหมือนกำลังผูกสัญญาอะไรบางอย่างกับตัวเอง
“วันหนึ่ง เราจะยืนในสนามที่มีเสาจริง”
เขาคิด
“แต่ถ้าวันนั้นยังไม่มา…สนามหญ้าหลังโรงเรียนก็พอแล้ว”
ก่อนกลับบ้าน เขาหันไปมองสนามอีกครั้ง
ลมยังพัด
หญ้ายังเอน
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่สนามรู้
และเขาก็รู้
บางความฝันไม่ต้องมีพยาน
แค่ไม่ทิ้งมันไว้กลางทาง
ก็ถือว่าชนะแล้ว